บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 18 ลงหลักปักฐาน 1

“อ๊ะ พี่ใหญ่ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว”

เหยียนหยาจื่อที่ชะเง้อมองดูอยู่บนเนินเขา เมื่อเห็นร่างคนเดินมาแต่ไกลก็ชี้ไม้ชี้มือกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ เซียวเย่หยางรีบลุกขึ้นชะโงกหน้าดู ก็เห็นร่างเล็กกะเปี๊ยกของเหยียนลั่วหลี

พวกเขาสองคนมารออยู่ที่เนินเขานี้ได้พักใหญ่แล้ว เจ้าเด็กเหยียนหยาจื่อนี่ก็เอาแต่กระโดดเหยง ๆ ไม่ยอมหยุด

“รีบเก็บของเถอะ พวกเราต้องไปกันแล้ว”

เหยียนลั่วหลีมาถึงก็ขยี้ผมสั้น ๆ ของน้องชายตัวน้อยที่พุ่งเข้ามาซุกอก ทั้งสามคนขึ้นม้าแล้วควบตะบึงหายไปพร้อมกับฝุ่นผงที่ปลิวตลบ

“ไม่เข้าเมืองรึ”

เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงประตูเมือง เหยียนลั่วหลีก็กระโดดลงจากม้าแล้วจูงมันไปผูกไว้กับต้นไม้ริมทาง เซียวเย่หยางได้แต่ทำตาม เพราะฐานะในกลุ่มของเขาต่ำต้อยที่สุดนี่นา

“รอก่อน ข้านัดคนเอาไว้”

เหยียนลั่วหลียืนกอดอก เหยียนหยาจื่อก็จับแขนเสื้อพี่สาวอย่างว่าง่าย

“ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้วนะ”

เซียวเย่หยางทิ้งตัวลงนั่งยอง ๆ ถอนแห้งหญ้ามาคาบไว้ในปากพลางบ่นอุบอิบ ความคิดของคนผู้นี้ เขาไม่เคยตามทันเลยสักครั้ง

“พี่ใหญ่ มีคนมาแล้ว”

ผ่านไปเพียงหนึ่งก้านธูป ก็มีคนวิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล เหยียนหยาจื่อเขย่าชายเสื้อพี่สาวด้วยความประหม่า แม้แต่เซียวเย่หยางก็ยังลุกขึ้นยืนเพ่งมอง มาแค่คนเดียว หากมีเรื่องอันใดเขาก็พอจะรับมือไหว

เมื่อหวังหมาจื่อมาถึงก็เห็นเด็กหนุ่มสามคนกับม้าอีกสองตัว ทุกคนล้วนเป็นเด็กที่ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่ด้วยซ้ำ ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ไม่รู้ว่าพวกเขาปกป้องทรัพย์สมบัติเหล่านี้มาได้อย่างไร

“พวกเจ้ารีบตามข้ามาเร็วเข้า”

หวังหมาจื่อโบกมือเรียกแล้วเดินนำไปอีกทางหนึ่ง ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เขาต้องรีบกลับไปให้ทันก่อนที่ประตูเมืองจะปิด ทั้งสามจึงขึ้นม้าแล้วตามหวังหมาจื่อไป

“นี่ไม่ใช่ทางเข้าเมืองนี่”

เซียวเย่หยางมีสีหน้างุนงง พวกเขาไม่ได้จะไปอาศัยอยู่ในเมืองหรอกหรือ เหยียนลั่วหลีส่งสายตาให้เซียวเย่หยาง เมื่อเห็นอันธพาลข้างถนนเดินขากะเผลกนำทางไป

เซียวเย่หยางก็มีสีหน้าแข็งค้าง เขาควบม้าเข้าไปคว้าตัวหวังหมาจื่อขึ้นมาพาดบนหลังม้าโดยไม่สนใจการดิ้นรนขัดขืนใด ๆ เหยียนลั่วหลีพูดสั้น ๆ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองหวังหมาจื่อที่กำลังดิ้นรนขัดขืนด้วยซ้ำ

“ข้าจะเพิ่มเงินให้เจ้าอีกเท่าตัว”

จากนั้นเหยียนหยาจื่อก็ควบม้าตะบึงไปเบื้องหน้า เมื่อได้ยินดังนั้นหวังหมาจื่อก็ตาลุกวาว หันกลับไปเร่งเร้าเซียวเย่หยาง

“เร็วเข้า ๆ ตามไปให้ทัน”

เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดมิด หมู่บ้านอันห่างไกลแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าคนทั้งสี่ เหยียนลั่วหลีมีใบหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี คนผู้นี้ไม่ได้หลอกลวงพวกนางจริง ๆ

ย้อนกลับไปเมื่อหลายชั่วยามก่อน

‘อันใดนะ เจ้าจะไม่เข้าเมืองรึ’ หวังหมาจื่อตกตะลึง มีโอกาสได้เข้าเมืองแล้วไฉนถึงไม่ยอมเข้าไปเล่า

‘มีกฎหมายข้อใดบัญญัติไว้ว่าต้องเข้าเมืองด้วยเล่า’

หากเข้าไปในเมือง ดูจากสถานการณ์แล้วก็คงได้แต่นั่งกินนอนกินจนสมบัติร่อยหรอ มิสู้หาหมู่บ้านสักแห่งเพื่อลงหลักปักฐานให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยวางแผนการขั้นต่อไป

เหยียนลั่วหลีไม่เชื่อหรอกว่าเผชิญภัยแล้งมาสองปีกว่าแล้วจะไม่มีผู้ใดลุกฮือขึ้นก่อกบฏ ต่อให้ไม่มีผู้ใดก่อกบฏ ทว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานก็บ่งบอกได้ว่าสถานการณ์เริ่มไม่สู้ดีแล้ว ทหารแคว้นศัตรูลักลอบเข้ามาถึงในดินแดนชั้นในแท้ ๆ แต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ พวกมันลอบเข้ามาทางช่องทางใดกัน

เหยียนลั่วหลีไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยง และก็ไม่กล้าเสี่ยงด้วย หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมา เมืองเหล่านี้ย่อมต้องรับเคราะห์เป็นด่านแรก

หวังหมาจื่อกลอกตาไปมา ภายในใจคิดคำนวณแผนการไปได้แปดตลบ

‘หมู่บ้านน่ะมีอยู่หรอก ทว่าไม่รู้ว่าเจ้านี่’

เขายกนิ้วที่ดำปิ๊ดปี๋ขึ้นมาถูกันไปมาเป็นสัญลักษณ์เรื่องเงินทอง เหยียนลั่วหลีมีท่าทีสงบนิ่ง

‘ไม่ขาดส่วนของเจ้าแน่นอน’

‘น้องชายช่างใจป้ำยิ่งนัก สหายเช่นเจ้า หวังหมาจื่อผู้นี้ขอคบหาด้วย เรื่องหมู่บ้านน่ะมีพร้อมเสมอ’

หวังหมาจื่อถ่มน้ำลายลงพื้น คำพูดเปรียบดั่งตะปูตอกไม้ ตรึงแน่นไม่คืนคำ

‘ข้อเรียกร้องของข้ามีไม่มาก หมู่บ้านนั้นต้องเร้นลับมิดชิด อยู่ใกล้ภูเขา และมีที่พักอาศัยเพียงพอให้พวกข้าทั้งสามคน แค่สามข้อนี้เท่านั้น’

‘จะออกเดินทางเมื่อใดเล่า’

หวังหมาจื่อชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นถามพลางมองออกไปด้านนอก ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทุกทีแล้ว

‘ให้เวลาข้าหนึ่งชั่วยาม ไปรอข้าที่เนินเขาเบื้องหน้านั่น’

‘ตกลง’

“โอ๊ะ ๆ ๆ ถึงแล้ว ๆ โอ๊ย”

หวังหมาจื่อลื่นไถลตกลงมาจากหลังม้าจนล้มหน้าคะมำ เขารีบลุกขึ้นแล้วปัดฝุ่นตามตัว ก่อนนำทางทั้งสามคนมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน

ทันใดนั้นเอง เหยียนลั่วหลีก็ดึงตัวเหยียนหยาจื่อที่กำลังจะเดินนำหน้าขึ้นมาหลบอยู่เบื้องหลัง

ฟิ้ว

ลูกธนูไม้ไผ่พุ่งแหวกอากาศมาปักฉึกลงบนพื้นดินห่างจากคนทั้งสามไปไม่ไกลนัก ปลายลูกธนูยังสั่นไหวไม่หยุด

“ผู้ใด”

ชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันไถลตัวลงมาจากต้นไม้ที่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ในมือถือท่อนไม้ขนาดเท่ากำปั้นพุ่งตรงเข้ามาหาคนทั้งสี่อย่างดุดัน

เซียวเย่หยางปรายตามองเหยียนลั่วหลีที่ยังมีสีหน้าเรียบเฉยก็ไม่ได้รู้สึกกังวลใจอันใด เพราะคนผู้นี้รู้จักรักษาสถานการณ์ได้ดี

“เหลียงต้าซาน ข้าเอง”

หวังหมาจื่อรีบแสดงตัวแล้ววิ่งเข้าไปหา เขาโอบไหล่ชายหนุ่มที่กำลังจ้องมองคนทั้งสามอย่างพินิจพิเคราะห์ด้วยท่าทีสนิทสนม แล้วดึงตัวออกไปกระซิบกระซาบอยู่ริมทาง

ผ่านไปครู่ใหญ่

“พวกเจ้าตามเขาไปได้เลย ไม่มีปัญหาแน่นอน”

หวังหมาจื่อทำงานได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ไม่รู้ว่าไปพูดคุยเกลี้ยกล่อมชายผู้นั้นอย่างไร เขาจึงหันมาตะโกนบอกเหยียนลั่วหลีเช่นนั้น

“ฟุ่บ” ถุงเงินใบเล็กถูกโยนตกลงมาตรงเท้าของเขา

“รับไป”

เหยียนลั่วหลีเชิดหน้าขึ้นเป็นเชิงบอก ดาบใหญ่ในมือถูกชักออกมาให้เห็นคมดาบเล็กน้อย

หวังหมาจื่อไม่ได้ใส่ใจท่าทีข่มขู่ เขาหยิบถุงเงินขึ้นมาโยนดูน้ำหนัก รอยยิ้มก็เบ่งบานเต็มใบหน้า “น้องชายช่างเป็นคนรู้ความเสียจริง”

เหยียนลั่วหลางหันไปบอกเซียวเย่หยาง

“เจ้าช่วยไปส่งเขาที”

เมื่อเซียวเย่หยางพาหวังหมาจื่อเดินลับสายตาไปแล้ว เหยียนลั่วหลีจึงมือหนึ่งจูงม้า อีกมือจูงเหยียนหยาจื่อเดินตามชายหนุ่มเข้าไปในหมู่บ้าน

ลึกเข้าไปด้านในหมู่บ้าน มีบ้านเรือนของชาวบ้านตั้งกระจายตัวอยู่ราวสิบกว่าหลัง ยามนี้เป็นเวลาอาหารเย็น จึงมีผู้คนออกมาชะเง้อมองดูอยู่หน้าประตูบ้านไม่ขาดสาย

ยังมีข้าวกินอยู่ ดูท่าหมู่บ้านแห่งนี้ก็คงไม่ธรรมดา

ชายหนุ่มไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เขาเดินนำทั้งสองไปจนถึงตีนเขา

“นี่แน่ะ บ้านสองสามหลังนี้ไม่มีคนอยู่แล้ว นำเงินค่าตั้งรกรากไปจ่ายให้หัวหน้าหมู่บ้าน บ้านเหล่านี้ก็จะเป็นของพวกเจ้า”

เบื้องหน้าคือบ้านสภาพกลางเก่ากลางใหม่หลายหลัง แต่ละหลังมีรั้วไม้ไผ่ และเถาวัลย์กั้นเป็นสัดส่วน ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยทีเดียว

“ขอเรียนถามว่า คนในบ้านเหล่านี้หายไปที่ใดกันหมดหรือ”

บ้านเหล่านี้ถือว่าไม่เลวเลย นางไม่อยากให้หลังจากที่เก็บกวาดทำความสะอาดเสร็จแล้ว กลับมีคนมาอ้างสิทธิ์แย่งชิงไป

“หนีภัยแล้งไปหมดแล้ว เจ้าวางใจได้เลย กฎของหมู่บ้านพวกเราคือ ผู้ใดที่ก้าวเท้าออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ไปแล้ว ก็จะไม่ถือว่าเป็นคนของหมู่บ้านอีกต่อไป”

ชายหนุ่มปรายตามอง ไอ้หนูนี่ไม่ได้โง่เสียทีเดียว รู้จักซักถามให้กระจ่างแจ้ง เมื่อเห็นดาบในมือ และม้าที่จูงมาด้วย ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกนางก็ไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว

“เอาหลังนี้ก็แล้วกัน”

ทั้งสามคนเดินดูไปรอบ ๆ เหยียนลั่วหลีตบประตูไม้ของบ้านหลังหนึ่งพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เก็บกวาดทำความสะอาดเสียหน่อยก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว

ชายหนุ่มมองดูแวบหนึ่งแล้วพยักหน้ารับ “ตกลง เก็บกวาดเสร็จเมื่อใดก็ไปจ่ายเงินค่าตั้งรกรากให้หัวหน้าหมู่บ้านได้เลย”

“รบกวนพี่ชายช่วยนำทางให้สหายของข้าทีเถิด”

เหยียนลั่วหลีตะโกนบอกชายหนุ่มที่กำลังเดินจากไป เขาชูมือขึ้นโบกไปมาเป็นเชิงรับรู้ ประเพณีของผู้คนที่นี่ช่างดุดันสมคำร่ำลือจริง ๆ

“พี่ใหญ่ นี่คือบ้านของพวกเราใช่หรือไม่”

เหยียนหยาจื่อวิ่งวนดูรอบ ๆ ลานบ้านด้วยความดีใจ ท่าทางราวกับลูกสัตว์ป่าที่กำลังตรวจตราอาณาเขตของตนเอง

“ไม่ผิด รอให้สถานการณ์สงบลงเมื่อใด พี่จะส่งเจ้าไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา”

เหยียนลั่วหลีเองก็รู้สึกยินดีเช่นกัน รอนแรมหนีตายมานานกว่าครึ่งค่อนเดือน ในที่สุดก็มีที่พักพิงเสียที เมื่อรวมกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้ พวกเขาก็คงเดินทางรอนแรมมานานนับครึ่งปีได้แล้วกระมัง

นึกไม่ถึงเลยว่าการลงหลักปักฐานในแคว้นนี้จะง่ายดายถึงเพียงนี้ พวกเขานับว่ามาได้ถูกจังหวะพอดี

“เย่ ๆ ๆ พวกเรามีบ้านแล้ว”

เหยียนหยาจื่อกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจอีกครั้ง เขาไม่เคยมีความสุขเช่นนี้มาก่อนเลย นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าบ้านของพวกเขาอย่างแท้จริง เมื่อก่อนตอนอยู่ที่บ้าน เขาเป็นเพียงตัวน่ารำคาญที่น่าสงสาร ร้องไห้ไม่ได้ หัวเราะไม่ได้ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะบารมีของพี่ใหญ่ ไม่ว่าพี่ใหญ่จะเปลี่ยนไปเป็นเช่นไร เขาก็รักพี่ใหญ่ที่สุด

มีหรือที่เหยียนลั่วหลีจะไม่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของเหยียนหยาจื่อ การที่ต่างฝ่ายต่างรู้ใจ แต่ไม่เอ่ยปากออกมา คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

นางพ่นลมหายใจออกมายาว ๆ พวกเขามีบ้านเป็นของตนเองแล้ว แต่ไม่รู้ว่าวันเวลาอันแสนสงบสุขเช่นนี้จะคงอยู่ไปได้อีกนานแค่ไหน

“โอ้โห เก็บกวาดได้ไม่เลวเลยนี่”

เซียวเย่หยางผลักประตูไม้เข้ามาที่ลานบ้าน มือจูงม้าพลางหันซ้ายหันขวามองดูรอบ ๆ เลือกได้ดีทีเดียว ตัวบ้านมีสี่ห้อง ดูค่อนข้างใหม่ ลานบ้านขนาดกำลังพอดีล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ ยิ่งไปกว่านั้น ภายในลานบ้านยังมีบ่อน้ำอยู่อีกด้วย

เขาเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ แล้วก็ต้องถอนหายใจส่ายหน้า “เฮ้อ ไม่มีน้ำสักหยดเลย”

“ต่อให้มีน้ำแล้วจะถึงทีของเจ้ารึ” เหยียนลั่วหลีหอบหญ้าแห้งฟ่อนหนึ่งเดินผ่านหน้าเขาไป

“นั่นสิ” เหยียนหยาจื่อที่เดินตามหลังแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขาแล้ววิ่งหนีไป

“เจ้าเด็กนี่”

เซียวเย่หยางยืนเท้าสะเอวหัวเราะร่วน มองคนทั้งสองด้วยความรู้สึกอบอุ่นในใจ ตัวเขาเองก็มีบ้านแล้วเช่นกัน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel