ตอนที่ 17 หลิ่งเป่ย
บนทางสายหลักอันเงียบเหงาอ้างว้าง ม้าฝีเท้าดีสองตัวควบตะบึงตามกันมาติด ๆ ฝุ่นผงตลบอบอวลไล่หลังมาเป็นสาย เซียวเย่หยางมองเหยียนลั่วหลีที่มีใบหน้าเรียบเฉยอยู่เบื้องหน้า ภายในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ทั้งยำเกรง เลื่อมใส และยังมีความรู้สึกเปรี้ยวฝาดของความอิจฉาเล็ก ๆ อวลอยู่เต็มอก
คนผู้นี้แม้ภายนอกจะดูเย็นชา ทว่าภายในกลับมีจิตใจอบอุ่น ช่างหาได้ยากยิ่งนัก ยามที่ตัวเขาอายุเท่านี้ยังเอาแต่ชนไก่กัดจิ้งหรีดไปวัน ๆ หรือว่าเด็กที่เกิดในครอบครัวยากจนจะเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าปกติกันนะ
ทั้งสามคนต่างเงียบงัน เหยียนหยาจื่อเป็นผู้ทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน เขาเงยหน้ามองดูพี่ใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า รู้สึกทั้งคุ้นเคย และแปลกตาในเวลาเดียวกัน
“พี่ใหญ่”
ริมฝีปากเอ่ยเรียก ทว่ากลับไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดออกไป เหยียนลั่วหลีเองก็ไม่ปริปาก เรื่องบางเรื่องปล่อยให้พวกเขาคิดเอาเองย่อมดีกว่า ถึงอย่างไรนางก็ไม่อาจก้าวเดินแทนพวกเขาไปได้ตลอดชีวิต
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งค่อนวัน ก็พบป้ายหินตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า อักษรจีนตัวเต็มสองตัวเขียนว่า ‘หลิ่งเป่ย’ นั้น เหยียนลั่วหลียังพออ่านออก นางหยุดม้าอยู่ตรงนั้นไม่ยอมเดินทางต่อ เซียวเย่หยางที่ขี่ตามมาจึงบังคับม้าให้หยุดไปด้วย แล้วเอ่ยปากถาม
“เหตุใดจึงไม่เดินหน้าต่อเล่า ผ่านช่องเขานี้ไปอีกสามสิบลี้ก็จะถึงด่านหลิ่งเป่ยแล้ว” ที่นั่นต่างหากถึงจะครึกครื้นอย่างแท้จริง
“ข้าคิดว่าพวกเราควรพักสักเดี๋ยว”
เหยียนลั่วหลีลงจากม้าแล้วรับตัวเหยียนหยาจื่อลงมา ทั้งสองกระโดดโลดเต้นยืดเส้นยืดสาย พื้นฐานร่างกายนี้ยังถือว่าอ่อนแอนัก
“เล่าสถานการณ์ของหลิ่งเป่ยให้ข้าฟังหน่อยสิ”
ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกันใต้ต้นไม้ แทะเนื้อแห้งที่หัวหน้าหมู่บ้านเฒ่ามอบให้ สายตาจับจ้องไปยังม้าทั้งสองตัว
เหยียนลั่วหลีทอดสายตามองเบื้องหน้าอันไกลโพ้น นางต้องคิดให้รอบคอบว่าจะเข้าไปใช้ชีวิตในเมือง หรือหาหมู่บ้านสักแห่งนอกเมืองเพื่อลงหลักปักฐาน ยามนี้เกรงว่าภายในเมืองคงเต็มไปด้วยผู้อพยพ และวุ่นวายเป็นแน่ มิสู้หาหมู่บ้านอยู่เสียยังจะดีกว่า จะได้อาศัยหาของกินจากภูเขาประทังชีวิต
ตลอดทางที่ผ่านมา นางค้นพบว่าที่นี่มีภูเขามากพอจริง ๆ หากเข้าไปในเมืองแล้วไม่อาจออกมาได้ตามใจชอบ เช่นนั้นก็ไม่ต่างอันใดกับการนั่งกินนอนกินให้สมบัติร่อยหรอไปเปล่า ๆ
“หลิ่งเป่ยแห่งนี้ ข้าเองก็ไม่ค่อยคุ้นเคยนัก”
เซียวเย่หยางมีท่าทีขัดเขิน เขาแค่เคยได้ยินชื่อเมืองผ่านหูมาบ้างเท่านั้น เหยียนหยาจื่อได้ฟังก็กลอกตาใส่ ช่างพึ่งพาไม่ได้ยิ่งกว่าเขาเสียอีก
“เจ้ารู้สิ่งใดก็พูดมาเถิด” นางก็ไม่ได้คาดหวังว่าคุณชายที่เติบโตมาในเมืองหลวงเช่นนี้จะรู้อะไรมากนัก
“หลิ่งเป่ยแห่งนี้นับว่าอยู่ใกล้กับชายแดนแคว้นเว่ย หากเดินทางไปอีกก็จะถึงเมืองที่มีทหารเฝ้าอยู่อีกสามเมือง จากนั้นก็จะถึงแคว้นเว่ย ดังนั้นขอเพียงแคว้นเว่ยไม่ตีฝ่าแนวป้องกันทั้งสามชั้นเข้ามาได้ หลิ่งเป่ยก็นับว่าปลอดภัย”
เซียวเย่หยางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “เมืองเหล่านี้ล้วนมีการไปมาหาสู่ค้าขายกับแคว้นเว่ย ในแต่ละปีมีพ่อค้าเดินทางไปมาไม่น้อย สินค้าพวกผ้าไหม ใบชา ข้าวสาร และข้าวสาลีของแคว้นจิ้งล้วนเป็นที่นิยมของพวกเขา ส่วนแคว้นเว่ยก็มักจะนำหนังสัตว์ ม้า วัว แกะ และของที่ทำจากนมมาขาย”
“แล้วสถานการณ์ในเมืองเหล่านั้นเป็นเช่นไร” สิ่งที่นางใส่ใจคือเมืองเหล่านี้ปลอดภัยหรือไม่ต่างหาก
“เอ่อ ถ้าเรื่องนี้ก็ไม่มีสิ่งใดน่าพูดถึงนัก” เซียวเย่หยางเกาหัวแล้วพูดต่อไปว่า
“ที่ว่าผู้คนที่นี่ดุร้ายป่าเถื่อนนั่นเป็นเรื่องจริง ทหารมีมากก็นับว่าปลอดภัย ทว่าสายลับก็มีมากเช่นกัน”
เห็นเซียวเย่หยางมีท่าทีอ้ำอึ้งพูดจาอึก ๆ อัก ๆ เช่นนั้น เหยียนลั่วหลีก็ไม่ได้ผิดหวังแต่อย่างใด นางก็หันไปกัดเนื้อแห้งเคี้ยวอย่างยากลำบากต่อ
“ประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปในเมือง พวกเจ้าสองคนก็หาที่หลบซ่อนตัวรอข้าอยู่ที่นี่ก่อน เข้าใจหรือไม่”
ม้าสองตัวนี้หากปรากฏตัวต่อหน้าคนเหล่านั้นแล้วไม่ถูกแย่งชิงไปก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว เพิ่งจะมาถึงสถานที่ที่ยังไม่คุ้นเคย ระมัดระวังตัวไว้ก่อนย่อมดี ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้อยู่เพียงลำพัง
ทั้งสองมองตามแผ่นหลังของเหยียนลั่วหลีที่เดินห่างออกไป สบตากันแวบหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าหนีอย่างแรง
“เจ้านี่มันไร้ประโยชน์จริง ๆ”
เหยียนหยาจื่อมีสีหน้าเหยียดหยามอย่างเห็นได้ชัด โตป่านนี้แล้วยังต้องมาเกาะพี่ใหญ่กินอีก
เซียวเย่หยางทิ้งตัวลงนอนพลางสวนกลับ “เจ้าเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าใดหรอก”
ยามนี้เขาคิดตกแล้วว่าเจ้าเด็กนี่มันคือหมาป่าตาขาวตัวน้อยชัด ๆ ยามที่ต้องพึ่งพาเขาก็หลอกล่อสารพัด พอมาถึงที่หมายก็คิดจะสลัดเขาทิ้งงั้นรึ ไม่มีทางหรอก
เจ้าเด็กนี่ไม่เอาไหน ทว่าเหยียนลั่วหลีผู้นี้กลับไม่เลวเลย เป็นคนมีน้ำใจและมีเมตตา หน้าตาก็ดูดีใช้ได้ ยามนี้แม้จะยังเด็ก และขาดสารอาหารไปบ้าง ทว่าใบหน้าก็ยังหมดจด รอให้ถึงวัยสวมกวานก็คงจะเป็นชายหนุ่มรูปงามเป็นแน่
เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน เซียวเย่หยางก็รู้สึกว่าหากเหยียนลั่วหลีเป็นสตรี เขาจะต้องตามเกี้ยวพาราสีนางอย่างแน่นอน หว่านล้อมนางพากลับไปเป็นภรรยาเอกที่จวนก็ไม่เลวเลย
“นั่นเป็นเพราะข้ายังเด็กต่างหาก รอให้ข้าโตเท่าเจ้า ข้าจะต้องเก่งกาจกว่าเจ้าเป็นแน่”
ยามนี้เขากำลังอยู่ในวัยกำลังโต รอให้โตเท่าพี่ใหญ่เมื่อใดก็ย่อมไม่ด้อยไปกว่ากันหรอก ทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากันโดยไม่ปริปากพูดจา เป็นความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่ง
ทางด้านเหยียนลั่วหลีที่วิ่งตะบึงมาตลอดทาง ยามนี้ก็มาถึงหน้าประตูเมืองหลิ่งเป่ยแล้ว เป็นดังคาด หน้าประตูเมืองเนืองแน่นไปด้วยผู้อพยพที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง จำนวนคนมีมากถึงหลายพันคนแออัดยัดเยียดกันอยู่หน้าประตูเมือง มีกระทั่งการสร้างเพิงที่พักเพื่อเตรียมปักหลัก
หน้าประตูเมืองมีทหารสวมเกราะถือหอกยาวเดินลาดตระเวนไปมาอยู่หลายสิบคน บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด กลุ่มคนที่วุ่นวายได้แต่ยืนมองอยู่ห่างออกไปหลายสิบจั้ง ไม่กล้าก้าวเข้าไป
เมื่อเห็นดินบริเวณหน้าประตูเมืองที่มีสีแดงคล้ำ นางจึงเลือกยืนมองอยู่ห่าง ๆ พลางครุ่นคิดหาวิธีลอบเข้าไป รูปร่างที่เล็กเตี้ยของนางแม้จะไม่สะดุดตา ทว่าก็ยังมีคนสังเกตเห็นจนได้ เงาร่างหนึ่งเลียบเคียงเข้ามาใกล้พลางกระซิบถาม
“ไอ้หนู เจ้าเพิ่งมาใหม่รึ”
เหยียนลั่วหลีกลอกตาไปมาโดยไม่ปริปาก อยู่ดี ๆ ก็มีปลามากินเบ็ด ชายผู้นั้นมีใบหน้าเจ้าเล่ห์ดุจหนู สวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อเดินตัวสั่นเข้ามาทักทายเหยียนลั่วหลี
“ไอ้หนู อยากจะเข้าไปข้างในกระนั้นหรือ”
“เจ้ามีวิธีงั้นรึ”
นางหันกลับไปมองคนผู้นี้ แม้เสื้อผ้าจะเก่า แต่ก็มีรอยปะชุนไม่มากนัก สีหน้าก็ไม่ได้ดูผอมโซราวกับโครงกระดูกเหมือนผู้อพยพทั่วไป คนผู้นี้ต้องมีฝีมือไม่ธรรมดาเป็นแน่
เหยียนลั่วหลีไม่เคยดูแคลนพวกอันธพาลข้างถนนเหล่านี้ คนพวกนี้ต่างหากที่กุมข่าวสารแม่นยำที่สุดในเมือง และเคลื่อนไหวได้ว่องไวที่สุด กระทั่งเจ้าหน้าที่ทางการก็ยังไม่มีความสามารถเทียบเท่าคนเหล่านี้ หากต้องการสืบข่าวสิ่งใดแล้ว การใช้พวกเขาย่อมดีที่สุด เพราะพวกเขาคบหาสมาคมกับผู้คนทุกชนชั้น
“มา ๆ ๆ มาทางนี้”
หวังหมาจื่อดึงตัวเหยียนลั่วหลีเดินห่างออกมาจากสายตาผู้คน เพราะแค่ทั้งสองพูดคุยกันไม่กี่คำตอนนี้ก็มีคนรอบข้างคอยชะเง้อมองแล้ว
เมื่อมาถึงใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยืนต้นแห้งตาย หวังหมาจื่อก็รวบแขนเสื้อที่ดำปิ๊ดปี๋ และมันย่องขึ้น บุ้ยปากสูดน้ำมูก ดวงตาเล็กหยีราวกับเมล็ดถั่วเขียวกลอกไปมา
“ไอ้หนู เจ้าต้องการสิ่งใด”
เหยียนลั่วหลีรู้สึกขบขัน “แล้วเจ้ามีสิ่งใดบ้างเล่า”
“ข้าจะบอกให้นะ เจ้าอย่าได้คิดดูถูกหวังหมาจื่อผู้นี้ ของกินของใช้ในเมืองนี้ ไม่มีสิ่งใดที่ข้าหามาให้ไม่ได้หรอกนะ” หวังหมาจื่อตบหน้าอกที่แบนราบด้วยท่าทีโอ้อวด
“จริงรึ” เหยียนลั่วหลียื่นหน้าเข้าไปใกล้
“ชื่อเสียงของหวังหมาจื่อเจ้าลองไปสืบดูได้เลย ข้าเห็นเจ้าแล้วถูกชะตาหรอกนะ มิเช่นนั้นต่อให้เจ้ามาคุกเข่าอ้อนวอน ข้าก็ไม่ชายตามองหรอก”
ก็แค่เห็นว่าสีหน้าของนางไม่ได้ดูย่ำแย่เหมือนผู้อพยพทั่วไปเท่านั้นแหละ เพียงแค่ยืนอยู่เฉย ๆ ก็ดึงดูดสายตาแล้ว คิดว่าข้าวกว่ายี่สิบปีของเหยียนลั่วหลีผู้นี้กินมาเสียเปล่าหรืออย่างไร คนพวกนี้ก็มักจะเลือกจ้องเล่นงานแต่คนมีเงินมิใช่หรือ
การที่มีสีหน้าดูดีเช่นนี้ในยุคข้าวยากหมากแพงได้ย่อมไม่ธรรมดา คนอื่นล้วนมีสภาพราวกับโครงกระดูก ทว่าเจ้าเด็กนี่กลับมีผิวพรรณเหลืองนวล เช่นนี้จะไม่สะดุดตาได้อย่างไร
เหยียนลั่วหลียิ้มอย่างมีเลศนัย ริมฝีปากบางยกขึ้นเล็กน้อย หวังหมาจื่อก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้ไม่ธรรมดา เขายืนตัวสั่นเทา และบิดไปมาพลางร้องบอก
“เจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกมาได้เลย ชื่อเสียงของหวังหมาจื่อผู้นี้แข็งแกร่งนัก”
“เรื่องของกินย่อมต้องมีอยู่แล้ว แล้วก็” เหยียนลั่วหลีล้วงเอาเนื้อแห้งกำมือหนึ่งออกมาแกว่งไปมา
“อยากจะสืบข่าวจากเจ้าเสียหน่อย”
กลิ่นหอมของเนื้อแห้งโชยเตะจมูก หวังหมาจื่อรีบคว้าหมับยัดเข้าปาก ส่วนที่เหลือก็ห่อเก็บสอดไว้ในอกเสื้ออย่างมิดชิด เขาเชิดหน้าขึ้น
“เจ้าว่ามา เจ้าอยากรู้สิ่งใด”
“บริเวณใกล้เคียงนี้มีหมู่บ้านดี ๆ บ้างหรือไม่”
หวังหมาจื่อหยุดเคี้ยวเนื้อแห้งทันที ดวงตาเมล็ดถั่วเขียวจ้องมองเหยียนลั่วหลีอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะคิกคัก
“เจ้านี่ช่างหัวไวเสียจริง” เขาทิ้งตัวลงนั่งแล้วตบพื้นข้างกาย
“ข้าคงต้องเล่าให้เจ้าฟังเสียหน่อยแล้ว”
เวลาผ่านไปสองเค่อ ทั้งสองก็แยกย้ายกันไป คนที่คอยลอบสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วแยกย้ายกันไป
