ตอนที่ 16 ออกเดินทางต่อ
“พี่ใหญ่”
ภายในถ้ำ เหยียนหยาจื่อริมฝีปากสั่นระริก ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา จ้องมองคนทั้งสองที่เพิ่งกลับมาด้วยสายตาตัดพ้อที่เขาถูกพี่ใหญ่สับสันมือใส่จนสลบไปดื้อ ๆ เหยียนลั่วหลีทอดถอนใจพลางลูบศีรษะเล็ก ๆ นั้นเบา ๆ
“มันอันตรายเกินไป คราวหน้าพี่ใหญ่จะพาเจ้าไปด้วยอย่างแน่นอน”
เหยียนหยาจื่อปล่อยโฮออกมาดังลั่น “ไม่ ไม่เอา ข้าไม่อยากเป็นตัวถ่วงของพี่ใหญ่”
เขาเพียงแค่อยากจะคอยเฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าศัตรูคือผู้ใด เขาจะได้แก้แค้นให้พี่สาวได้
เหยียนลั่วหลีปวดใจจนต้องรวบตัวเด็กน้อยมากอดไว้แนบอกพลางลูบหลังปลอบประโลมไม่หยุด เด็กดีผู้นี้ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง เซียวเย่หยางมองดูสองพี่น้องแล้วก็รู้สึกอุ่นซ่านในใจ
คงจะมีแต่ครอบครัวชาวนาเท่านั้นกระมังที่มีสายใยพี่น้องผูกพันลึกซึ้งถึงเพียงนี้ เขาโยนฟืนเข้ากองไฟเพิ่มอีกสองสามท่อน ดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนสงบที่หาได้ยากยิ่ง
“จ๊อก โครกคราก”
เสียงท้องร้องดังทำลายความเงียบ เซียวเย่หยางกุมท้องพลางส่งยิ้มแหยให้คนทั้งสอง เหยียนลั่วหลีคลายอ้อมกอดออกจากเหยียนหยาจื่อที่ถูกฟัดจนหนำใจ แล้วเงยหน้าขึ้นมองฟ้าดูเวลา
ออกไปยืดเส้นยืดสายเพียงชั่วครู่ก็จวนจะล่วงเข้าสู่ยามวิกาลเสียแล้ว ดวงตะวันคล้อยต่ำเหลือเพียงครึ่งดวง แสงอาทิตย์อัสดงสีแดงฉานสาดส่อง มีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นที่เงียบสงบอย่างแท้จริง
“พักที่นี่สักคืน พรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ”
เหยียนลั่วหลีตรวจดูของที่ยึดมาได้ด้วยความพึงพอใจ ไม่เสียแรงที่เหน็ดเหนื่อยไปตั้งมากมาย ดาบโค้งและดาบใหญ่หลายเล่ม ห่อสัมภาระอีกหลายห่อ พอเปิดดูก็พบว่าเต็มไปด้วยสมบัติ และเงินสารพัดชนิด กระทั่งทองคำแท่งก็ยังมี ครั้งนี้ถือว่าร่ำรวยมหาศาลแล้ว
เมื่อรวมกับของเดิมที่มีอยู่ ก็มากพอให้พวกเขาทั้งสามคนลงหลักปักฐานได้อย่างสุขสบาย นางโยนแผ่นแป้งปึกหนึ่งให้เซียวเย่หยาง
“เอาแผ่นแป้งพวกนี้ไปย่างเสียหน่อยเถอะ หยาจื่อ เจ้ารออยู่นี่นะ พี่ใหญ่จะไปตักน้ำมาให้”
นางตบศีรษะเล็ก ๆ แล้วคว้ากระบอกน้ำเดินไปที่ปากถ้ำ ทิ้งให้สองคนในถ้ำนั่งจ้องตากันปริบ ๆ
พอเดินออกมา เหยียนลั่วหลีก็เห็นว่าที่ตีนเขากลับคืนสู่ความสงบแล้ว มีเสียงจอแจดังแว่วมาเป็นระยะ ทำให้ฝูงนกที่กำลังบินกลับรังแตกตื่น
“ฟู่”
นางพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะหันหลังเร้นกายเข้าสู่ผืนป่า สิ่งใดที่ควรตักเตือนนางก็ได้ตักเตือนไปแล้ว ที่เหลือก็สุดแท้แต่เวรกรรม
เหยียนลั่วหลีเข้าใจดีว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเหมือนอย่างพวกเขา ยิ่งไปกว่านั้น หากจากที่นี่ไปแล้วจะไปอยู่ที่ใดได้เล่า ภัยแล้งดำเนินมาถึงสองปี สรรพชีวิตล้วนตกอยู่ในห้วงทุกข์ กระทั่งป่าเขาแห่งนี้ก็ยังดูเสื่อมโทรมร่วงโรย
ภายในถ้ำ เซียวเย่หยางมองดูเหยียนหยาจื่อที่ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนด้วยใจเต้นระรัว พี่น้องคู่นี้ช่างร้ายกาจเสียจนน่ากลัว คนหนึ่งมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ อีกคนมีสติปัญญาเฉียบแหลม สมองและร่างกายของเขาคงทนรับการถูกปั่นหัวจากสองคนนี้ไม่ไหวกระมัง เขาลอบกลืนน้ำลาย กำลังจะพูด
“เจ้าคิดจะไปเมื่อใด”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเหยียนหยาจื่อก็ดังขึ้นเสียก่อน
ไปหรือ ไปที่ใด
เมื่อเห็นใบหน้าเรียบเฉยของเหยียนหยาจื่อ เซียวเย่หยางก็รู้ทันทีว่าคนผู้นี้ไม่ได้ล้อเล่น นี่คิดจะสลัดเขาทิ้งงั้นรึ ไม่มีทาง
“เฮ้อ ขอข้าคิดดูก่อนเถิด”
เซียวเย่หยางทิ้งตัวลงนอนกลิ้งเกลือกอย่างสบายใจ ยกขาขึ้นไขว่ห้างกระดิกเท้าไปมา
“ว่าแต่ จุดไฟสนุกหรือไม่เล่า”
สิ้นคำพูด เหยียนหยาจื่อก็มีใบหน้ามืดครึ้มทันที เซียวเย่หยางเห็นเข้าถึงกับสะดุ้ง นี่หรือคือท่าทีของเด็กน้อย นี่มันปีศาจร้ายที่พร้อมจะฉีกเนื้อดื่มเลือดเขาชัด ๆ
“ไม่รู้ว่าเหยียนลั่วหลีจะรู้ธาตุแท้ของเจ้าหรือยังนะ”
คิดว่าเขาโง่งมไม่รู้เรื่องอันใดเลยงั้นรึ เหยียนลั่วหลีผู้นี้ แม้ภายนอกจะดูเย็นชา ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นคนที่มีขอบเขตและหลักการมากที่สุด ต่างจากเจ้าเด็กนี่ อายุแค่นี้ก็ไม่รู้จักทำตัวให้ดีเสียแล้ว แค่ไม่พอใจนิดหน่อยก็ลอบจุดไฟเผากางเกงเขาเสียแล้ว
เหยียนหยาจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง ประกายความมืดมิดในแววตาราวกับน้ำหมึกสีดำที่พร้อมจะทะลักทลายออกมา
“นี่ ข้าจะบอกให้นะ หากเจ้าไล่ข้าไปแล้ว ผู้ใดจะคอยแบกของให้พี่ใหญ่ของเจ้าเล่า จุ๊ ๆ รูปร่างบอบบางเช่นนั้น จะแบกไหวหรือ” เซียวเย่หยางส่ายหัวไปมาพูดข่มขู่เหยียนหยาจื่อ
“เหอะ ยามนี้พวกเรามีม้าแล้ว”
เหยียนหยาจื่อกลอกตาใส่ ยามนี้พวกเขามีม้าแล้ว ลูกหาบจะสำคัญอย่างใดอีก ทว่าเซียวเย่หยางไม่ยอมหยุด เขาพลิกตัวตะแคงข้างมองดูเด็กกะเปี๊ยกแล้วถามต่อ
“แล้วพี่ใหญ่ของเจ้าขี่ม้าเป็นหรือ”
เหยียนหยาจื่อถึงกับสะอึก พี่สาวของเขาขี่ม้าเป็นเสียที่ใดกัน อย่างมาก อย่างมากก็ให้พี่ใหญ่นั่งบนหลังม้า ส่วนเขาก็เป็นคนจูงเดินเอง คิดได้ดังนั้นก็ยืดอกเถียงกลับ
“ข้าทำได้”
“พวกเจ้าสองคนคุยอันใดกันอยู่ ดูสนุกเชียว”
ก่อนที่สองคนจะเถียงกันต่อ เหยียนลั่วหลีก็เอ่ยทักขึ้นมาเสียก่อน นางหิ้วงูตัวเขื่องยาวเกือบหนึ่งจั้งเดินเข้ามา แล้วโยนโครมไปข้างกายเซียวเย่หยาง งูหนักหลายชั่งทำเอาทั้งสองคนสะดุ้งเฮือก นางเชิดคางสั่งการ
“จัดการให้เรียบร้อย”
เซียวเย่หยางกระโดดโหยงถอยกรูด ชี้หน้านางด้วยความไม่อยากจะเชื่อ “ข้าต้องเป็นคนจัดการรึ”
“หรือจะให้ข้าเป็นคนทำเล่า” เหยียนลั่วหลีปลดกระบอกน้ำทั้งสองกระบอกลงจากบ่า ปรายตามองด้วยสายตาเหยียดหยาม คนผู้นี้ไม่มีไหวพริบเอาเสียเลย กินของนาง ดื่มของนาง ยังกล้ามีข้อแม้อีกหรือ
“ใช่ ถ้าไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า”
เหยียนหยาจื่อผสมโรงเติมเชื้อไฟอย่างได้ใจ คนผู้นี้สมควรโดนสั่งสอนเสียบ้าง เซียวเย่หยางมองดูซากงูที่ยังคงกระตุกอยู่บนพื้น เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วบ่นอุบอิบ
“ข้าจัดการก็ข้าจัดการสิ”
อาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่นย่อมไม่มีทางเลือก เหยียนหยาจื่อกลอกตาไปมา ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เหยียนลั่วหลี ซุกศีรษะเข้าที่อ้อมอกของนาง
“พี่ใหญ่ ท่านขี่ม้าเป็นหรือไม่ขอรับ”
ขี่ม้ารึ เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะเจ้าตัวซุกซนนั้นเบา ๆ “พรุ่งนี้เจ้าก็จะรู้เอง”
อย่าว่าแต่ขี่ม้าเลย ต่อให้เอารถถังหุ้มเกราะในชาติก่อนมาให้ขับ นางก็ทำได้ทั้งนั้น ชีวิตการเป็นหน่วยรบพิเศษสิบปีของนางมิใช่เป็นแล้วเสียข้าวสุกไปวัน ๆ หากไร้ซึ่งฝีมือ คงถูกคนอื่นกลืนกินทั้งเป็นไปนานแล้ว
เซียวเย่หยางพยายามข่มความสะอิดสะเอียน เงี่ยหูแอบฟังอย่างตั้งใจ พรุ่งนี้รึ ยังมีสิ่งใดที่เด็กหนุ่มผู้นี้ทำไม่ได้อีกบ้าง ไม่รู้ว่าเป็นพญามัจจุราชจากตระกูลชาวนาบ้านใดกัน
จนตอนนี้ พอนึกถึงภาพที่เหยียนลั่วหลีเข่นฆ่าทหารศัตรู เขาก็ยังรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ ฝีมืออันน้อยนิดของเขาเมื่ออยู่ต่อหน้านางก็ช่างดูไร้ค่าสิ้นดี ความรู้สึกพ่ายแพ้เข้าปกคลุมเซียวเย่หยางทันที ทำให้เขาหดหู่ และไร้เรี่ยวแรง ทว่าจู่ ๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นมา
“เหยียนลั่วหลี เหตุใดเจ้าจึงชื่อเหมือนสตรีนักเล่า”
เหยียนหยาจื่อเองก็ตกใจไม่แพ้กัน รีบหันไปมองพี่ใหญ่ สองมือกำแน่นไม่ยอมคลาย เหยียนลั่วหลีปรายตามอง
“จำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยหรือ”
“ก็...ก็ไม่ใช่หรอก เพียงแต่ชื่อนี้มันฟังดูเป็นผู้หญิงเกินไปหน่อย” ตอนแรกที่ได้ยิน เขายังคิดว่าเป็นชื่อของสตรีเสียด้วยซ้ำ
เหยียนลั่วหลียืดอกพูดเสียงดัง “ตอนที่ท่านแม่ข้าตั้งครรภ์ ก็คาดหวังว่าจะเป็นเด็กหญิง จึงตั้งชื่อเผื่อไว้ก่อนแล้ว”
“ช่างแปลกประหลาดเสียนี่กระไร ยุคสมัยนี้ยังมีคนอยากได้ลูกสาวอยู่อีกหรือ” บรรดาอนุภรรยาในจวนของเขาแทบจะภาวนาให้คลอดบุตรชายออกมาทุกคนเลยเชียว
เสียงบ่นอุบอิบของเซียวเย่หยางดังพอสมควร เหยียนหยาจื่อลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาไม่อยากให้ผู้ใดล่วงรู้ว่าพี่ใหญ่เป็นสตรี
ยุคสมัยนี้ช่างไม่ยุติธรรมต่อสตรีเอาเสียเลย พี่สาวของเขาเก่งกาจถึงเพียงนี้ ต่อให้วันหน้ามีสามี สามีก็ต้องเป็นยอดบุรุษที่สง่างาม เจ้าหน้าขาวจอมสำอางผู้นี้ไม่คู่ควรหรอก ภายในใจของเหยียนหยาจื่อคิดแผนการไว้สารพัด รอให้เขาโตก่อนเถอะ จะคอยคัดกรองบุรุษให้พี่สาวด้วยตนเองเลย
“ไม่คิดเลยว่าน้ำแกงงูจะเลิศรสถึงเพียงนี้”
เซียวเย่หยางซดน้ำแกง คีบเนื้องูกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย กลิ่นหอมและรสสัมผัสนุ่มละมุนนี้ อร่อยกว่าเนื้อสัตว์ทั่วไปที่เขาเคยกินเสียอีก เหยียนหยาจื่อก็พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย แล้วก้มหน้าก้มตากินอย่างเอาเป็นเอาตาย
เหยียนลั่วหลีมองดูเหยียนหยาจื่อที่ถือชามใบใหญ่เคี้ยวตุ้ย ๆ ก็รู้สึกขบขัน นางค่อย ๆ เคี้ยวละเลียดลิ้มรสอาหารมื้ออร่อยที่หาได้ยากยิ่ง ดูท่าสถานการณ์จะเลวร้ายกว่าที่คิดไว้เสียแล้ว เมื่อนึกถึงพยัคฆ์ร้ายที่พบเจอเมื่อวันก่อน และงูยักษ์ในวันนี้ เวลานี้แม้แต่สัตว์ป่ายังต้องออกหากินนอกถิ่น แล้วชาวบ้านจะอดทนไปได้อีกนานสักแค่ไหน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนจัดเตรียมสัมภาระเพื่อเร่งเดินทางมุ่งหน้าสู่หลิ่งเป่ย ตอนนี้มีม้าแล้ว การเดินทางจึงใช้เวลาเพียงวันเดียวก็ถึงที่หมาย เหยียนหยาจื่อมองเหยียนลั่วหลีโหนตัวขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่วด้วยดวงตาที่เป็นประกาย พี่ใหญ่ของเขาช่างเก่งกาจนัก เซียวเย่หยางมองพลางลูบจมูกแก้เก้อ คนผู้นี้ช่างมีความสามารถรอบด้านเสียจริง
“ท่านผู้มีพระคุณ ท่านผู้มีพระคุณ โปรดรอก่อนเถิด”
ขณะที่ทั้งสามกำลังจะควบม้าออกจากหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังตามมาจากด้านหลัง เหยียนลั่วหลีดึงบังเหียนรั้งม้าให้หันกลับไป ชาวบ้านหลายสิบคนประคองสิ่งของสารพัดชนิดแห่กันมา ทุกคนมองพวกเขาอย่างอาวรณ์ คุกเข่าลงกับพื้นพลางชูเสบียงอาหารในมือขึ้นสูง
เหยียนลั่วหลีพลิกตัวลงจากม้า ประคองหัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าให้ลุกขึ้นพลางกล่าว “ท่านผู้อาวุโส ไม่จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้หรอก”
“ทหารแคว้นศัตรูมารังควานชาวบ้านแคว้นจิ้งของพวกเรา ข้าจะทนดูดายได้อย่างไร”
“จะพูดเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า รับของเหล่านี้ไว้เถิด”
หัวหน้าหมู่บ้านเฒ่ายัดห่อสัมภาระใบใหญ่ใส่มือของนางด้วยมือไม้ที่สั่นเทา คนอื่น ๆ ก็พากันกรูเข้ามามอบของกำนัลให้เช่นกัน ทุกคนล้วนมีใบหน้าผอมโซเหลืองซีด ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา ตั้งแถวรอส่ง
เหยียนลั่วหลีรับห่อสัมภาระมาไว้ในมือแล้วพลิกตัวขึ้นขี่ม้า
“ของห่อนี้ข้ารับไว้แล้ว พวกท่านกลับไปเถิด”
หากรับมากไปกว่านี้ก็คงไม่สมควรนัก นี่คือความหวังในการดำรงชีวิตของพวกเขา เหยียนลั่วหลีควบม้าทะยานไปข้างหน้า เซียวเย่หยางก็ควบม้าตามไปติด ๆ ชาวบ้านหลายสิบคนมองตามหลังพวกเขา บางคนก็วิ่งตามไปพลางตะโกนอวยพรให้ไม่ขาดปาก
“ท่านผู้มีพระคุณ ขอให้เดินทางราบรื่นปลอดภัย”
“ขอให้เดินทางราบรื่นปลอดภัย”
