ตอนที่ 15 เก็บกวาด
“เหตุใดสามคนนั้นยังไม่กลับมาอีก นี่มันนานแล้วนะ หรือว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น”
ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งกัดเนื้อย่างในมืออย่างโหดเหี้ยม แล้วกระดกสุราดื่มอึก ๆ เนื้อนั่นเมื่อมองดูดี ๆ กลับกลายเป็นท่อนแขนมนุษย์ อีกคนยกป้านสุราขึ้นจ่อริมฝีปาก
“สถานการณ์ไม่ชอบมาพากลแล้วกระมัง” ใบหน้าเคร่งเครียดราวกับนึกสิ่งใดขึ้นมาได้ จึงรีบผุดลุกขึ้น “เช่นนั้นก็ไปดูเสียหน่อยเถอะ”
ทั้งสองลุกขึ้นกำลังจะเดินไป จู่ ๆ ก็เห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ในเงาไม้เบื้องหน้า ดูคล้ายคน คล้ายผี และคล้ายเงา
“ผู้ใดอยู่ตรงนั้น ออกมาเดี๋ยวนี้”
ไม่มีคำตอบใดจากร่างนั้น ทั้งสองหันมาสบตากัน ก่อนกระชับดาบในมือเดินเข้าไปอย่างระแวดระวัง
“อย่ามาทำตัวเป็นผีหลอกวิญญาณหลอนนะ รีบออกมาเสียดี ๆ หาไม่แล้วอย่าหาว่าข้าโหดเหี้ยมเกินไป”
“เช่นนั้นในเมื่อพวกเจ้ามาแล้วก็อย่าได้กลับไปเลย”
เงาร่างนั้นเดินออกมา ภายใต้แสงอาทิตย์แผดเผา ทั้งคู่ก็เห็นว่าเจ้าของเงานั้นคือเด็กหนุ่มผมสั้น กำลังถือดาบโค้งเดินทอดน่องเข้ามาหา
“ที่แท้ก็แค่เด็กเมื่อวานซืนที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ฮ่า ๆ ๆ แคว้นจิ้งนี่สิ้นไร้ไม้ตอกถึงเพียงนี้แล้วหรือ”
“รีบกลับบ้านไปกินนมแม่เจ้าไป” ทั้งสองผลัดกันรับส่งวาจาเย้ยหยัน ร่างกายที่ตึงเครียดพลันผ่อนคลายลง
“แต่ว่าเนื้อเด็กแคว้นจิ้งนี่รสชาติดีไม่เลวเลยนะ” พูดจบก็แลบลิ้นเลียข้อนิ้วที่มันแผล็บ
“เช่นนั้นก็ดูเถิดว่าพวกเจ้าจะมีชีวิตรอดกลับไปหรือไม่”เหยียนลั่วหลีไม่เคยต่อปากต่อคำให้เสียเวลา นางชูดาบโค้งในมือพุ่งเข้าหาทั้งสองคนทันที
“แค่เจ้าเนี่ยนะ”
“ยังมีข้าอีกคน”
เซียวเย่หยางเดินออกมาจากเบื้องหลังของคนทั้งสอง ในมือถือดาบใหญ่เล่มเขื่อง ควงดาบเปลี่ยนมืออย่างห้าวหาญ ปลายเท้าแตะพื้นหมุนตัวครึ่งรอบเตรียมพร้อมจู่โจม
“ก็แค่เด็กสองคน ดูท่ามื้อค่ำคืนนี้จะมีเนื้อให้กินแล้ว” ทั้งสองถ่มน้ำลายลงพื้น กระชับดาบโค้ง ย่อเข่าเตรียมพร้อม
“ย้าก”
ชายฉกรรจ์กระทืบเท้าข้างหนึ่ง แล้วพุ่งตัวเข้าปะทะกับเหยียนลั่วหลี นางย่อตัวลงแล้วไถลหลบคมดาบจนฝุ่นดินฟุ้งกระจาย ปลายดาบเสียดสีกันจนเกิดประกายไฟ นางใช้ดาบโค้งค้ำยันพื้น สองเท้าตวัดเตะกลางอากาศกวาดเข้าที่หน้าอกของอีกฝ่ายอย่างจัง
“อึก” ชายฉกรรจ์ไม่ทันระวังตัว ถูกแรงเตะกระเด็นถอยร่นไปหลายจั้ง
“พรวด” เขากระอักเลือดคำโตออกมา เขายกมือขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปากแล้วเลียจนสะอาด
“ฝีมือไม่เลวเลยนี่ แต่ยังอ่อนหัดไปหน่อยนะ”
นางทะยานตัวขึ้นตีลังกากลางอากาศ ดาบโค้งสะท้อนแสงแดดวาววับ เหยียนลั่วหลีพลิกข้อมือ มีดสั้นสองเล่มพุ่งออกจากมือพุ่งเป้าไปที่ต้นขา และหน้าอกของทหารแคว้นเว่ย ชายทั้งสองเห็นภาพนั้นก็ตกใจสุดขีดจนลืมแม้แต่จะขยับตัวหลบหลีก
“อ๊าก”
มีดสั้นที่ได้รับการขัดถูจนเงางามบัดนี้ได้เสียบทะลุเป้าหมายอย่างแม่นยำ ร่างของชายผู้นั้นร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างแรงจนฝุ่นคลุ้งไปทั่ว
ในจังหวะที่มีดสั้นพุ่งออกไป เหยียนลั่วหลีก็เคลื่อนไหวอย่างพลิ้วไหวราวกับนกนางแอ่น ร่างของนางลงมาถึงพื้น เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนร่างของชายฉกรรจ์ที่กำลังดิ้นรนอย่างแรง ด้วยแรงเหยียบอันมหาศาล มีดสั้นที่ปักอยู่ตรงอกซ้ายจึงจมมิดด้ามเข้าไปในร่างพร้อมกัน เลือดสด ๆ พุ่งกระฉูด
ชายฉกรรจ์ตาเบิกโพลงจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้า นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาตายน้ำตื้นเพราะเด็กเมื่อวานซืนผู้นี้ ก่อนสิ้นลมตายตาไม่หลับ
ทางด้านเซียวเย่หยาง เมื่อจัดการคู่ต่อสู้ตนเองจนล้มลงกับพื้นได้แล้ว เขาก็หันไปทางเหยียนลั่วหลีอย่างร้อนใจ เมื่อเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดของนาง สมองก็พลันขาวโพลนไปชั่วขณะ
“เคร้ง”
ดาบโค้งในมือถูกฟันกระเด็นลอยเคว้งหมุนติ้ว ๆ ไปปักลงบนพื้น เมื่อเห็นดาบโค้งพุ่งเข้ามาหา เขาตีลังกากลับหลังเพื่อหลบหลีก ชายฉกรรจ์ที่ลุกขึ้นมาได้ย่อมไม่ปล่อยโอกาสให้เขาพุ่งไปเก็บดาบโค้งบนพื้นได้ เขาเร่งฟันซ้ายป่ายขวาจนเซียวเย่หยางต้องหลบหลีกจ้าละหวั่น ดาบโค้งปลิดชีพสะท้อนแสงแดดพุ่งเข้ามาใกล้ราวกับน้ำแข็งที่ประทับลงบนหัวใจ เขาสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บนั้น เขาหนีไม่พ้นแล้ว
“หลบไป” เสียงตวาดดังมาจากที่ไกล ๆ ร่างกายของเซียวเย่หยางตอบสนองเร็วกว่าความคิด เขารีบก้มตัวกลิ้งหลบทันที
“ฉึก”
เสียงของมีคมแทงทะลุเนื้อดังแว่วเข้าหู ที่หน้าอกของชายฉกรรจ์มีดาบโค้งเล่มหนึ่งเสียบทะลุออกมา แรงมหาศาลทำให้ร่างของเขาลอยละลิ่วไปข้างหน้าแล้วถูกตรึงติดกับพื้น
“อ่อก ๆ ๆ พรวด”
ร่างนั้นดิ้นรนอยู่กลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะร่วงหล่นลงมา ร่างกายที่หนักกว่าร้อยชั่งกระแทกพื้นดินจนสั่นสะเทือน
เซียวเย่หยางลูบใบหน้าที่มอมแมมของตนพลางมองดูภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน เมื่อครู่นี้หากพลาดพลั้งไป จุดจบของเขาก็คงไม่ต่างจากคนผู้นั้น ความหนาวเหน็บแล่นขึ้นจากขั้วหัวใจ แขนขาอ่อนแรงจนไม่อาจลุกขึ้นทรงตัวได้
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงมือฆ่าคน การทะเลาะเบาะแว้งในเมืองหลวงล้วนเป็นเพียงการต่อยตีธรรมดา ไม่มีการใช้ดาบใช้หอกฟาดฟันกันถึงตายเช่นนี้ เลือดสีแดงฉานราวกับบดบังดวงตาของเขา ทำให้เขาพูดไม่ออกไปพักใหญ่
ฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นมาตรงหน้าเขา แม้จะดูผอมแห้ง ทว่ากลับดูมีพลัง เหยียนลั่วหลีขมวดคิ้วมองดูเซียวเย่หยางที่ล้มลุกคลุกคลาน นางดึงตัวเขาให้ลุกขึ้น
“เก็บกวาดให้เรียบร้อย”
การเผชิญหน้ากับสนามรบเป็นครั้งแรก นี่เป็นเพียงฉากเล็ก ๆ เท่านั้น แค่นี้ก็รับไม่ไหวแล้วหรือ ทว่านางไม่รีบร้อน มีดเล่มนี้ยังมีเวลาขัดเกลาให้คมกริบอีกนาน
“ม้าชั้นดีนี่”
เมื่อเดินกลับไปถึงหน้ากองไฟ เหยียนลั่วหลีก็เห็นม้าตัวใหญ่สีน้ำตาลแดงหลายตัว นางเดินเข้าไปตบพวกมันเบา ๆ อย่างพึงพอใจ และตอนนี้นางก็ถูกใจม้าสีดำสนิทตัวนี้เข้าแล้ว
เซียวเย่หยางจูงม้าเดินตามเหยียนลั่วหลีไปอย่างเหม่อลอย เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ยามนี้มีคนหลายสิบคนถูกมัดรวมกัน นั่งร้องไห้ระงมอยู่บนพื้น เชือกที่มัดร้อยต่อกันเช่นนี้ ดูท่าพวกนั้นตั้งใจจะลากพวกเขากลับแคว้นเว่ยกระมัง
คนเหล่านั้นเงียบเสียงลงทันทีเมื่อเห็นเด็กหนุ่มสองคนเดินเข้ามาใกล้ โดยเฉพาะคนหนึ่งที่มีใบหน้าอาบไปด้วยเลือด ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
เหยียนลั่วหลีเดินเข้าไปหา ตวัดดาบโค้งเพียงไม่กี่ครั้ง เชือกที่มัดคนเหล่านั้นก็ขาดสะบั้น
“พวกมันตายหมดแล้ว พวกเจ้าหนีไปจากที่นี่เถอะ หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว”
คนเหล่านั้นมือไม้สั่นเทาช่วยกันแก้มัดให้คนที่เหลือ เหยียนลั่วหลีมองดูด้วยสายตาเย็นชา ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกบางอย่างวูบไหว
ชายชราฟันหลอผู้หนึ่งเดินตัวสั่นเข้ามาหาทั้งสอง แล้วถามว่า
“ท่าน ท่านผู้มีพระคุณ เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าอย่างใดนะขอรับ”
ตายหมดแล้ว พวกเดรัจฉานแคว้นเว่ยนั่นตายหมดแล้วงั้นหรือ
ผู้คนต่างจ้องมองทั้งสองด้วยสายตาเว้าวอนเพื่อรอคำยืนยันว่าพวกเขาฟังไม่ผิด ท่าทีหวาดกลัวที่แฝงไปด้วยความหวังนั้นช่างดูต่ำต้อยยิ่งนัก เหยียนลั่วหลีพยักหน้ารับ
“พวกแคว้นเว่ยตายหมดแล้ว”
ในสายตาของเหยียนลั่วหลี คนพรรค์นั้นไม่คู่ควรที่จะถูกเรียกว่าทหาร ทหารต่อให้ย่ำแย่เพียงใดก็ถือว่าเสมอตัว ทว่าทหารที่ข่มเหงรังแกชาวบ้านเช่นนี้ เลวกว่าเดรัจฉานเสียอีก จะนับว่าเป็นทหารได้อย่างไร
“สวรรค์มีตา ท่านเห็นหรือไม่ เดรัจฉานพวกนี้ได้รับผลกรรมแล้ว”
ชายชราชูสองมือขึ้นคุกเข่าลงกับพื้น หยาดน้ำตาไหลรินออกจากดวงตาที่ฝ้าฟาง ชั่วขณะนั้น เสียงร้องไห้ และเสียงสวดมนต์ภาวนาก็ดังระงมไปทั่ว ผู้คนทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะราวกับคนเสียสติ
เซียวเย่หยางจุกในอก นี่แหละคือชาวบ้าน ชาวบ้านที่คนเหล่านั้นถือว่าเป็นชนชั้นต่ำที่สุด บ้านคหบดีมีสุราอาหารไม่ขาด แต่ริมถนนมีโครงกระดูกคนที่หนาวตาย คนบางคนเพียงแค่มีชีวิตอยู่ก็ต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี แล้วพวกเศรษฐีที่สวมใส่ทองคำเพชรนิลจินดาเหล่านั้น ยังมีหน้ามากล่าววาจาโอ้อวดต่อหน้าคนเหล่านี้ได้อย่างไร
ภายในใจราวกับมีน้ำท่วมท้น ซัดสาดไปมาจนรู้สึกทรมานยิ่งนัก เซียวเย่หยางไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะมีวันที่เขาต้องมาเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมของมนุษย์เช่นนี้
“ผู้มีพระคุณ ท่านผู้มีพระคุณ”
“ท่านผู้มีพระคุณผู้ยิ่งใหญ่ ท่านช่วยแก้แค้นให้พวกเราแล้ว”
“พระโพธิสัตว์ ท่านมาโปรดพวกเราแล้ว”
เหยียนลั่วหลีมองดูผู้คนที่กำลังคุกเข่าโขกศีรษะให้ด้วยสีหน้าอ่านไม่ออก
“ครั้งนี้ข้าเป็นผู้ลงมือ แต่ครั้งหน้าพวกเจ้าต้องรู้จักช่วยเหลือตนเองบ้างแล้ว”
พูดจบนางก็หันหลังเดินกลับขึ้นไปทางหน้าผาอย่างรวดเร็ว เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว สิ่งใดที่ควรตักเตือนนางก็ได้ตักเตือนไปแล้ว เหยียนลั่วหลีรู้สึกว่าตนเองได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว
เซียวเย่หยางมองดูแผ่นหลังที่เดินห่างออกไป เขายิ้มมุมปากแล้วรีบก้าวตามไป คนผู้นี้ก็แค่ปากแข็งใจอ่อน ด้วยฝีมือและสติปัญญาของนาง ต่อให้ไปออกรบเป็นแม่ทัพก็ยังได้
“เหยียนลั่วหลี เจ้ารอข้าด้วย”
เสียงเรียกขาน และเสียงอึกทึกจากเบื้องหลังดังก้องไปทั่วตีนเขา ใบหน้าที่แข็งกร้าวของเหยียนลั่วหลีพลันกระตุกเล็กน้อย ดูเหมือนนางจะไม่ได้หัวเราะมานานแล้วสินะ
