ตอนที่ 14 เข่นฆ่าปล้นชิง
“อ๊าก ช่วยด้วย”
“สวรรค์โปรดเมตตาด้วยเถิด โปรดมองลงมาดูชาวบ้านตาดำ ๆ บ้าง”
“ฮือ ๆ ๆ ท่านพ่อ ข้าไม่อยากตาย ไม่อยากตาย”
“สวรรค์ เหตุใดท่านจึงทำเช่นนี้ หากสวรรค์มีตาก็ช่วยเบิกตาดูกันบ้างสิ”
“ข้ากลัวเหลือเกินท่านแม่ ข้ากลัว”
“เด็กดี ไม่ต้องกลัว ๆ แม่จะร้องเพลงกล่อมเจ้านะ”
หมู่บ้านบริเวณตีนเขาเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่มีบ้านดินมุงแฝกไม่กี่สิบหลัง บ้านแต่ละหลังปลูกสร้างลดหลั่นกันไปโดยมีรั้วไม้เตี้ย ๆ ล้อมรอบ บนขื่อคานยังมีพริกแห้งสีแดง และหนังสัตว์แขวนตากไว้ หากเป็นยามบ้านเมืองสงบสุข ที่นี่ก็คงเป็นสถานที่อันร่มเย็นเป็นสุข
ทว่ายามนี้ ภายในหมู่บ้านกลับมีควันไฟพวยพุ่งขึ้นฟ้าไม่หยุด เสียงกรีดร้องและเสียงร่ำไห้ดังระงมไปทั่ว เสียงอ้อนวอนโหยหวนดังก้องไปทั่วสารทิศ สวรรค์อยู่ที่ใดกันเล่า หรือในยุคข้าวยากหมากแพง สวรรค์ยุ่งเสียจนไม่มีเวลามาเป็นที่พึ่งให้ชาวบ้านตาดำ ๆ ผู้ยากไร้กันเล่า
ทั้งสามคนหมอบซุ่มอยู่บนหน้าผา มองขุมนรกบนดินเบื้องล่างอย่างเงียบงัน ยามนี้จะทำเช่นไรดี ต่อให้พบเจอหมู่บ้านแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น หากเข้าไปแล้วจะมีชีวิตรอดกลับออกมาหรือไม่ก็ยังไม่รู้
“พี่ใหญ่”
เหยียนหยาจื่อกุมมือเหยียนลั่วหลีไว้แน่น ร่างเล็ก ๆ สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าเหลืองซีดจากดินเหลืองบัดนี้กลับขาวซีดไร้สีเลือดอย่างเห็นได้ชัด ฟันขบกันแน่นไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงสะอื้น เซียวเย่หยางเองก็มีสีหน้าตื่นตะลึงระคนสับสน สองมือจิกทึ้งดินบนพื้น กำแน่นแล้วคลาย คลายแล้วกำแน่น
“อย่านะ อย่าเอาลูกข้าไป”
หญิงสาวกอดขาลูกน้อยไว้แน่น แม้ร่างตนจะลากถูไปกับพื้นก็ไม่ยอมปล่อยมือ ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่บีบเค้นลำคอของเด็กน้อยแล้วลากเดินไปข้างหน้า ด้วยแรงดึงรั้งกระชากเช่นนั้น เด็กน้อยที่ผอมโซอ่อนแออยู่แล้วยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง เสียงกระดูกคอก็ดังกร๊อบขึ้นครั้งหนึ่ง แล้วศีรษะก็ห้อยพับลงทันที
“อ๊าก ข้าจะสู้ตายกับเจ้า”
เมื่อลูกน้อยสิ้นใจไปต่อหน้าต่อตา หญิงสาวก็สติแตกโดยสมบูรณ์ นางโซซัดโซเซลุกขึ้นพุ่งเข้ากัดข่วนชายฉกรรจ์อย่างบ้าคลั่ง ท่าทางราวกับคนเสียสติทำเอาผู้คนรอบข้างต้องก้าวถอยหลัง
“ฉึก”
ดาบใหญ่เล่มหนึ่งแทงทะลุร่างหญิงสาว หยาดโลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปาก นางก้มมองร่างที่ถูกแทงของตนเองด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
“พรวด”
เมื่อดาบถูกดึงออก โลหิตก็สาดกระเซ็นย้อมผืนดินที่แตกระแหง ชายฉกรรจ์ยกดาบขึ้นเลียคราบเลือดบนใบดาบ ก่อนจะหัวเราะร่าอย่างเหี้ยมเกรียมแล้วเดินจากไป
“กึก ๆ ๆ”
ฟันของเหยียนหยาจื่อกระทบกันเสียงดัง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม สองตายังจ้องเขม็งไปตรงตีนเขา เหยียนลั่วหลีดึงตัวเหยียนหยาจื่อมากอดไว้พลางลูบหลังปลอบโยนไม่หยุด
“เหยียนหยาจื่อ เหยียนหยาจื่อ พี่ใหญ่อยู่นี่”
นางลูบหลังปลอบประโลมอยู่อย่างนั้นซ้ำ ๆ ในที่สุดเหยียนหยาจื่อก็หยุดสั่น เหยียนลั่วหลีตัดสินใจสับสันมือลงบนท้ายทอยของเด็กน้อยอย่างเบามือที่สุด น้องชายตัวน้อยก็สลบอยู่ในอ้อมแขนนางทันที
สายตานางที่ทอดมองลงไปยังตีนเขาอีกครั้งนั้นฉายแววลึกล้ำยากจะหยั่งถึง คนพวกนี้สมควรตาย ในเมื่อไม่มีผู้ใดมาเก็บกวาด นางนี่แหละจะทำหน้าที่แทนสวรรค์ส่งพวกมันไปลงนรกเอง
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหว เซียวเย่หยางก็หันมามองเหยียนหยาจื่อที่หมดสติไป เขาอ้าปากจะพูดบางสิ่ง ทว่าท้ายที่สุดก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
ในดวงตาคู่นั้นเป็นประกายวาววับ ยังจะให้เอ่ยสิ่งใดได้อีกเล่า ยามนี้ไม่ควรกล่าวสิ่งใดทั้งสิ้น ทั้งสองสบตากันอย่างรู้ความ ก่อนจะช่วยกันอุ้มเหยียนหยาจื่อถอยไปหลบซ่อนเบื้องหลัง
เหยียนลั่วหลีใช้มีดสั้นเหลาท่อนไม้ในมือ ปรายตามองเซียวเย่หยางที่มีท่าทีอ้ำอึ้งอยากจะพูด แต่ก็ไม่กล้าพูด
ด้านเซียวเย่หยางมองเหยียนลั่วหลีที่เหลาท่อนไม้แหลมอย่างขะมักเขม้น ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเปิดปากในที่สุด
“พวกนั้น คือทหารของแคว้นเว่ย”
แคว้นเว่ยรึ นั่นมันแคว้นศัตรูมิใช่หรือ เหยียนลั่วหลีเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม เซียวเย่หยางพยักหน้ารับ แคว้นเว่ยช่างมีสันดานหมาป่ามักใหญ่ใฝ่สูง สมควรตายเป็นหมื่น ๆ ครั้ง
มือที่กำลังเหลาไม้ของเหยียนลั่วหลีชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลงมือเหลาต่อด้วยแรงที่เพิ่มมากขึ้น ในเมื่อเป็นทหารแคว้นศัตรู เช่นนั้นก็ไม่ต้องกลับไปแล้ว ให้นางแสดงให้พวกมันได้เห็นว่า การลอบสังหารที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร
“ฟู่”
เหยียนลั่วหลีเป่าเศษไม้ขี้เลื่อย มองดูท่อนไม้ปลายแหลมหลายท่อนตรงหน้าอย่างพึงพอใจ นางมองเซียวเย่หยางที่ทำหน้าเคร่งเครียดก็เอ่ยกลั้วหัวเราะ
“เจ้าอยากรู้ว่าข้ามีฝีมือเพียงใดไม่ใช่หรือ ครั้งนี้จะแสดงให้ดูเป็นขวัญตา”
เซียวเย่หยางตกตะลึง พวกเขามีกันแค่สองคนเองนะ
“อันใดกัน เจ้าไม่เชื่อข้าหรอกรึ”
เหยียนลั่วหลีเลิกคิ้ว นางคิดดีแล้ว หากไม่ชิงลงมือกำจัดไอ้สารเลวพวกนี้เสียก่อน เวลานี้ยังจะหวังให้ผู้ใดมาช่วยพวกเขาได้อีก
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเล่น เซียวเย่หยางก็มีใบหน้าแข็งค้าง เขายิ้มขื่น ๆ ยกมือขึ้นลูบพวงแก้มที่เปื้อนฝุ่น
“ตกลง เจ้าว่าอย่างไรข้าก็ว่าอย่างนั้น”
ให้พวกทหารเดรัจฉานแคว้นเว่ยได้รับรู้เสียบ้างว่า พวกเขาหาใช่คนขี้ขลาดตาขาว
“นั่น ตรงนั้นมีเด็กอยู่คนหนึ่ง”
ทหารแคว้นเว่ยที่กำลังนั่งล้อมวงกินเนื้อแกะย่างอยู่หน้ากองไฟคนหนึ่งตาไว เหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งวิ่งผ่านไป เงาที่วูบไหวเมื่อครู่ดูเหมือนจะเป็นเด็กหนุ่ม
“ข้าไปเอง” ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งตบอกตนเอง แล้วลุกขึ้นยืนเตรียมจะเดินไป
“นางแพศยานั่นเพิ่งจะด่าทอทุบตีข้าเมื่อครู่ พอดีเลย ข้าขอไปหาที่ระบายอารมณ์เสียหน่อย” ว่าแล้วก็คว้าดาบใหญ่เดินตามทิศทางที่เงาร่างนั้นหายไป
“นี่ เจ้าไม่ต้องตามไปหรอก ปล่อยให้เขาไประบายอารมณ์เถิด” ชายอีกคนที่คิดจะลุกขึ้นตามไปถูกเพื่อนอีกคนดึงรั้งไว้ เมื่อได้ยินดังนั้นก็นั่งลง ก้มหน้าก้มตากินเนื้อต่อไป
“ไอ้เด็กบ้า หายหัวไปที่ใดแล้ว”
ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่เดินวนเวียนค้นหาไปมาก็ไม่พบวี่แวว อารมณ์ที่หงุดหงิดอยู่แล้วก็ยิ่งพลุ่งพล่าน
“รอให้บิดาจับตัวเจ้าได้ก่อนเถิด ข้าจะตีให้หัวแบะเลย คอยดู”
ชายฉกรรจ์เตะข้าวของระบายอารมณ์พลางค้นหาต่อไป เซียวเย่หยางที่ซ่อนตัวอยู่มุมหนึ่งไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ เขาก็แทบจะกลั้นหายใจไว้
เหยียนลั่วหลีเอ๋ย ชีวิตของข้าจะอยู่หรือตายก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้าแล้ว เซียวเย่หยางกำหยกที่ห้อยคอไว้แน่นพลางลอบสวดมนต์ภาวนา
เสียงร้องอู้อี้ดังขึ้นคราหนึ่ง ตามมาด้วยเสียงของหนักล้มลงกับพื้น เมื่อได้ยินเสียงนั้น เขาก็ตาลุกวาว รีบชะโงกหน้าออกไปดู ก็เห็นบริเวณที่ชายฉกรรจ์ล้มลงมีหยาดโลหิตสีแดงไหลรินออกมาเป็นสาย
ชายคนนั้นนอนอยู่บนพื้น ดวงตาเบิกกว้าง ที่หน้าอกซ้ายมีท่อนไม้แหลมเสียบคาอยู่ ท่อนไม้แทงทะลุร่างจากด้านหน้าทะลวงออกด้านหลัง เสียชีวิตทันที กระทั่งเสียงร้องสักแอะยังไม่ทันได้ร้องออกมา
ร่างเล็กถือท่อนไม้แหลมเดินก้าวออกมาจากมุมหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก นางพยักหน้าให้เซียวเย่หยางที่กำลังยืนอึ้ง ก่อนจะเร้นกายหายวับไปอีกครั้ง
เมื่อได้สติ เซียวเย่หยางก็รีบพุ่งออกไปลากร่างของชายฉกรรจ์เข้าไปซ่อนไว้ในลานบ้านร้างอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขากลับมาจัดการกลบร่องรอยคราบเลือดจนหมดสิ้น แล้วรีบเดินหลบฉากออกไป
“หม่าเหลาซานผู้นี้เหตุใดจึงยังไม่กลับมาอีก หรือว่ามัวแต่มองขาอ่อน กระทั่งเด็กหนุ่มคนเดียวยังจับไม่ได้ ข้าไปดูหน่อยดีกว่า”
ชายอีกคนผุดลุกขึ้นยืน พวกมันเสียเวลามามากเกินไปแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย
“มา ๆ ๆ กินต่อไป หม่าเหลาซานผู้นี้เรื่องอื่นไม่เอาถ่าน แต่เรื่องคาวโลกีย์นี่เก่งนักเชียว”
ทหารสามคนที่เหลือมองตามแผ่นหลังของสหายที่เดินจากไปอย่างไม่ใส่ใจ พวกเขายังคงโหวกเหวกโวยวาย และกินเนื้อต่อไป พวกมันไม่เชื่อว่าบริเวณชายแดนแคว้นจิ้งแห่งนี้ จะมีผู้ใดสามารถสยบพวกมันลงได้
“หม่าเหลาซาน ไอ้สวะหม่าเหลาซาน หายหัวไปที่ใดกัน”
ชายฉกรรจ์ตะโกนเรียกไปตามบ้านดินที่เรียงราย “หากยังไม่ออกมา ข้าจะบุกเข้าไปหาแล้วนะ”
“ทำสิ่งใดก็ไม่ได้เรื่อง เก่งแต่เรื่องสตรี สักวันเจ้าต้องตายเพราะ อึก!”
ชายฉกรรจ์เบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ท่อนไม้แหลมพุ่งแทงทะลุปากจนไม่อาจเปล่งเสียงใด ๆ ออกมาได้ เลือดสาดกระเซ็นย้อมทรายบนพื้นดินจนแดงฉาน เงาร่างหนึ่งวูบผ่านร่างไร้วิญญาณนั้นแล้วหายลับไป
“ข้าขอไปปลดทุกข์สักหน่อย หากสองคนนั้นกลับมาก็เหลือไว้ให้ข้าบ้างเล่า”
ชายอีกคนดึงสายรัดกางเกงวิ่งพล่านไปมา ยังไม่ทันจะถึงที่ลับตาก็ปลดปล่อยสายน้ำออกมาดังซ่า ๆ เสร็จกิจก็สะบัดตัวพลางถอนหายใจยาว
“สบายตัวชะมัด” มันเป่าปากเดินนวยนาดอย่างจองหอง
“มีเด็กหนุ่มอยู่อีกคนนี่” เมื่อเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างกำยำยืนอยู่ตรงหน้า มันก็เลียริมฝีปาก เนื้อก้อนนี้น่าจะรสชาติดีไม่เบา
“แน่จริงเจ้าก็เข้ามาสิ” เซียวเย่หยางกวักมือท้าทาย พร้อมกับทำท่าทางยียวนกวนประสาทเพื่อยั่วยุทหารแคว้นเว่ย
“ไอ้เด็กบ้า ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตาย ต่อให้อยากตายก็ตายไม่ได้” ทหารแคว้นเว่ยชักดาบโค้งที่เอวพุ่งเข้าหาเซียวเย่หยาง
“อึก”
เซียวเย่หยางมองทหารที่ล้มลงชักกระตุกห่างไปเพียงไม่กี่จั้ง แล้วเงยหน้ามองคนลงมือด้วยสายตาตัดพ้อ เหตุใดจึงไม่ปล่อยให้เขาได้แสดงฝีมือบ้างเล่า ด้วยวรยุทธ์ของเขา การจะคว่ำคนผู้นี้เป็นเรื่องง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ
เหยียนลั่วหลีเก็บดาบโค้งบนพื้นขึ้นมาแล้วโยนไปแทบเท้าเซียวเย่หยาง นางเลิกคิ้วขึ้น ยกมือทำท่าปาดคอ แล้วหมุนตัวเดินจากไป เซียวเย่หยางมองดูแผ่นหลังที่เดินห่างออกไป รอยยิ้มพลันผุดขึ้นที่มุมปาก
