ตอนที่ 13 กองทัพแคว้นศัตรู
“เจ้าลองพูดมาให้ข้าฟังหน่อยสิ”
เซียวเย่หยางกลอกตาไปมาพลางเอ่ยถามด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์ เหยียนลั่วหลีผู้นี้เป็นคนที่พึ่งพาได้ ยามนี้นางจริงจังขึ้นมา เขาก็รู้ทันทีว่าต้องมีเรื่องใหญ่ให้ทำเป็นแน่ เซียวเย่หยางผู้นี้เคยหวาดกลัวผู้ใดที่ไหนกัน
เหยียนลั่วหลียิ้มอย่างมีเลศนัย ไม่ยอมเอ่ยความจริง นางพูดเพียงว่า
“ประเดี๋ยวเจ้าก็จะรู้เอง”
หากบอกให้เขารู้ความจริง แล้วเขาเกิดหวาดกลัวหนีเตลิดไปจะทำเช่นไรเล่า ลูกหาบชั้นดีเช่นนี้ใช่จะหาได้ง่าย ๆ
“เจ้าก็ลองว่ามาสิ ข้าจะได้ช่วยวางแผน สถานการณ์ในหลิ่งเป่ยนี้ เจ้าจะคุ้นเคยเส้นทางและผู้คนเท่าข้าหรือ”
เมื่อไม่ได้รู้สิ่งที่อยากรู้ เซียวเย่หยางก็กระโดดเหยง ๆ รบเร้าทันที คนผู้นี้ช่างชอบทำให้อยากรู้ แล้วทิ้งให้ค้างคาใจเสียจริง
เขาเอื้อมมือไปโอบไหล่เหยียนลั่วหลีแล้วเอนตัวพิง ทำทีเป็นพี่น้องที่สนิทสนมเพื่อค่อย ๆ ตะล่อมถามอย่างไม่ยอมแพ้
“ข้าจะบอกให้นะ โอ๊ย”
ยังพูดไม่ทันจบประโยค เขาก็เอามือกุมบั้นท้ายแล้วกระโดดโหยงราวกับพลุพุ่งทะยานฟ้า เขารีบหันขวับไปมองด้านหลังด้วยความตื่นตระหนก
ให้ตายเถิด บั้นท้ายของเขาไฟลุกติดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดกัน แค่สะเก็ดไฟเล็ก ๆ จากกองฟืน เมื่อผนวกกับอากาศที่ร้อนระอุแห้งแล้ง ก็ลุกลามใหญ่โตติดเสื้อผ้าขึ้นมาทันที ทำเอาเซียวเย่หยางตกใจจนต้องทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นแล้วกลิ้งไปมาไม่หยุดเพื่อดับไฟ ปากก็ร้องโอดโอยอย่างน่าเวทนา
“หลีกไป”
เหยียนลั่วหลีเตะเซียวเย่หยางที่กำลังกลิ้งเกลือกจนล้มกลิ้ง ก่อนจะเหยียบลงบนบั้นท้ายที่กำลังติดไฟเพื่อไม่ให้เขาดิ้นรนขยับเขยื้อน เปิดกระบอกน้ำขนาดใหญ่แล้วเทน้ำราดลงมาทันที
เซียวเย่หยางตกใจกลัวจนเอาแต่ถีบขาไปมา
“ช่วยข้าด้วย ช่วยข้าด้วย”
เขากอบกำพื้นดินจนฝุ่นคลุ้งกระจายราวกับกำลังทำศึกสงครามก็ไม่ปาน
เมื่อเทน้ำจนหมดกระบอก และเห็นว่ายังมีเปลวไฟหลงเหลืออยู่อีกเล็กน้อย เหยียนลั่วหลีจึงกระทืบเท้าลงไปบนบั้นท้ายอันอวบอั๋นนั้นอีกสองสามที
“เอาละ ๆ ดับไฟได้แล้ว”
อืม สัมผัสความตึงแน่นใต้ฝ่าเท้าไม่เลวเลย
“ฟู่ เหตุใดจึงดวงซวยเช่นนี้นะ”
เซียวเย่หยางไม่ได้ระแวงสงสัยอันใดเลย พอออกแรงดิ้นรนไปมากมาย ยามนี้จึงเหนื่อยหอบจนล้มพับไป เขานอนแผ่หลาอยู่บนพื้นไม่ขยับเขยื้อน ได้แต่ส่งเสียงร้องโอย ๆ
เหยียนลั่วหลีปรายตามองน้องชายตัวน้อยที่ทำตัวว่าง่าย แววตานั้นแฝงความตักเตือนเอาไว้ เหยียนหยาจื่อที่กำลังเงยหน้ายิ้มอย่างใสซื่อก็ค่อย ๆ ก้มหน้าลงหลบสายตาของนาง
พี่ใหญ่รู้ทันเขาหมดแล้ว เขาก็แค่ไม่อยากให้หมอนี่เข้ามาใกล้ชิดพี่ใหญ่ พี่ใหญ่เป็นของเขาคนเดียวนะ
เหยียนลั่วหลีมีสีหน้าที่อ่านไม่ออก นางใช้ปลายเท้าเขี่ยบุรุษที่นอนราวแกล้งตายอยู่แทบเท้า
“ลุกขึ้นมาเก็บของแล้วเดินทางกันได้แล้ว”
หากไปช้า นางเกรงว่าจะไม่เหลือแม้แต่เศษซากให้เก็บเกี่ยว
“เฮ้อ ข้านี่มันคนอาภัพจริง ๆ”
เซียวเย่หยางยันกายลุกขึ้นนั่งพลางลูบบั้นท้าย ก่อนจะแอ่นบั้นท้ายหันไปทางเหยียนลั่วหลี
“ดูให้หน่อยสิ ว่ามีเนื้อโผล่ออกมาหรือไม่”
เหยียนลั่วหลีจ้องมองบั้นท้ายอันแน่นตึงแถมยังงอนได้รูปด้วยสายตาเรียบเฉย “ไม่โผล่หรอก”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ๆ ข้ายังกังวลว่าจะต้องเดินเปลือยบั้นท้ายรับลมเสียอีก”
เซียวเย่หยางตบหน้าอกฉาดใหญ่ด้วยความโล่งใจ ต่อให้เขาจะเป็นบุรุษเปิดเผยปานใด ก็ไม่อาจเดินเปลือยบั้นท้ายร่อนไปร่อนมาให้ผู้คนหัวเราะเยาะได้ ลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้ บั้นท้ายนี้ต้องเก็บซ่อนไว้ให้ภรรยาดูเท่านั้น
“ไปกันเถิด”
เซียวเย่หยางขยี้ผมสั้น ๆ ของเหยียนหยาจื่อไปหนึ่งที เหยียนหยาจื่อสะบัดศีรษะออกพร้อมปัดมือนั้นทิ้งไป ปรายตามองเหยียนลั่วหลีแวบหนึ่ง แล้วก็ยอมแพ้เดินนำหน้าไปเงียบ ๆ
เซียวเย่หยางหันไปมองเหยียนลั่วหลีอย่างงุนงง
“เหยียนหยาจื่อเป็นอันใดไปน่ะ กินอิ่มแล้วยังไม่สบอารมณ์อีกหรือ”
เด็กสมัยนี้มีความคิดที่ซับซ้อนเสียจริง เหยียนลั่วหลีไม่สนใจเจ้าทึ่มผู้นี้ และไม่สนใจเหยียนหยาจื่อด้วย ทั้งสองคนนี้ต้องได้รับการดัดนิสัยสั่งสอนเสียบ้าง และยังต้องร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกยาวไกล หากมีปัญหาขัดแย้งไม่ลงรอยกันตั้งแต่ยามนี้ แล้วจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร
เซียวเย่หยางมองสองพี่น้องที่ต่างคนต่างเดินโดยไม่มีใครปริปากพูดจา เขาที่รู้จักสังเกตสถานการณ์ก็หุบปากเงียบไปด้วย แล้วทั้งสามคนมุ่งหน้าเดินทางต่อไปท่ามกลางความเงียบงันนั้น
อากาศในเดือนแปดร้อนระอุราวกับเตาไฟ แม้แต่แดนเหนืออย่างหลิ่งเป่ยที่มีทั้งภูเขาและแม่น้ำก็ยังหนีไม่พ้นภัยพิบัตินี้ โครงกระดูกขาวโพลนมีให้เห็นอยู่ประปราย ผืนนาแตกระแหงจนแทบจะปริแยกออก อากาศที่ร้อนระอุแผดเผาทำให้รู้สึกราวกับถูกย่างสดอยู่ท่ามกลางกองเพลิง
ยิ่งเดินลึกเข้าไป เหยียนลั่วหลีก็ยิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียด หากหลิ่งเป่ยแห่งนี้ยังไม่ใช่สถานที่ที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แล้วพวกเขายังจะอพยพไปที่ใดได้อีกเล่า
จู่ ๆ มือน้อยๆ ก็เอื้อมมาจับมือของเหยียนลั่วหลีไว้ เมื่อก้มลงดูก็พบว่าเป็นเหยียนหยาจื่อที่ทำหน้าตาน่าสงสารออดอ้อน นางกระชับมือน้อย ๆ นั้นให้แน่นขึ้น
ช่างเถิด เดินทางมาจนถึงขั้นนี้แล้ว หากจนตรอกไร้หนทางจริง ๆ ค่อยพาพวกเขาหนีกลับเข้าไปหลบซ่อนในป่าลึก
เดินมาได้หลายชั่วยาม น้ำในกระบอกเล็กก็ถูกดื่มจนหมดเกลี้ยง สถานที่ที่มองไม่เห็นหมู่บ้านหรือร้านรวงเช่นนี้ จะไปหาแหล่งน้ำจากที่ใดได้
เหยียนหยาจื่อมองดูกระบอกน้ำขนาดใหญ่ในมือพี่สาวแล้วก้มหน้าลง เหยียนลั่วหลีลูบศีรษะนุ่ม ๆ นั้นเบา ๆ
“พวกเรายังมีผลไม้ป่าอยู่นะ”
ส้มป่าที่เพิ่งเก็บมาเมื่อตอนกลางวันยังเหลืออยู่อีกหลายลูก เพียงพอให้พวกเขาใช้ดับกระหายประทังไปจนถึงสถานที่แห่งนั้น
นางเงยหน้าขึ้นพูดกับเซียวเย่หยางที่ดูเหนื่อยล้าลงไปบ้างเช่นกัน
“ข้างหน้ามีหมู่บ้านอยู่”
เซียวเย่หยางตาเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว ยามนี้ต่อให้พบเจอหมู่บ้านแล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า ดูจากสภาพความแห้งแล้งแล้วก็คงไม่ได้มีความเป็นอยู่ดีไปกว่ากันสักเท่าใดหรอก
“ข้าวหน้าข้าเห็นมีควันไฟลอยอยู่ ดูแล้วน่าจะมีคนอาศัยอยู่บ้าง”
เหยียนลั่วหลีตัดสินใจบอกความจริง ทั้งสามคนต่างก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว หากปล่อยให้ขวัญกำลังใจตกต่ำย่ำแย่เช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดี
เป็นดังคาด พอได้ยินเช่นนี้ ทั้งสองคนก็ตาโตรอฟังคำพูดต่อไปของนาง เหยียนลั่วหลีเลียริมฝีปากที่แห้งแตกจนเลือดซิบ
“ทว่า อาจจะมีอันตรายซ่อนอยู่”
“ควันไฟ ยามนี้หากเกิดควันไฟขึ้นคงไม่ใช่ลางดีนัก”
เซียวเย่หยางพูดต่อด้วยน้ำเสียงแห้งผาก ปกติแล้ว ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ สถานที่ที่มีควันไฟพวยพุ่งย่อมหมายถึงการปล้นชิงหรือไฟสงคราม หรือว่าเบื้องหน้ากำลังมีการสู้รบเข่นฆ่ากันอยู่
เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่วัยสวมกวาน เดิมทีก็เป็นแค่คุณชายที่ไม่ประสีประสาเรื่องราวอันโหดร้ายบนโลก ทว่าหลังจากการถูกตามล่าตัวอย่างหนักในครั้งนี้ เขาก็ได้เรียนรู้สัจธรรมสิ่งต่าง ๆ มาไม่น้อย สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย
“ข้าจำได้ว่า เจ้าเคยบอกว่าที่นี่อยู่ใกล้ชายแดนใช่หรือไม่” เหยียนลั่วหลีทอดสายตามองเบื้องหน้าอย่างเงียบงัน
“ไม่ผิด ที่นี่มีผู้คนพลุกพล่านร้อยพ่อพันแม่ หากจะมีคนของแคว้นศัตรูแฝงตัวลอบเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด”
เซียวเย่หยางกลืนน้ำลายลงลำคอที่แห้งผากจนเจ็บ เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาจากผู้อาวุโสที่บ้าน สถานที่แห่งนี้ถือว่าอุดมสมบูรณ์ทีเดียว
ในปีที่ผ่านมานั้นเป็นเมืองที่มีทิวทัศน์งดงาม ทว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติ ก็เปลี่ยนเป็นสถานที่ที่อันตราย และวุ่นวายที่สุดด้วย เหยียนลั่วหลีเม้มริมฝีปาก ปลดห่อสัมภาระบนร่างโยนลงพื้น ส้มป่าสีเหลืองอร่ามกลิ้งกระจัดกระจาย
“กินให้หมด”
ทั้งคู่มองส้มป่าที่กลิ้งอยู่บนพื้นพลางลอบกลืนน้ำลาย แต่ก็ไม่ยอมขยับเขยื้อน เหยียนลั่วหลีเลิกคิ้วยิ้มมุมปาก
“เหตุใดไม่กินล่ะ ไม่เชื่อข้าหรือ กินเถอะ อีกประเดี๋ยวข้าจะพาพวกเจ้าไปกินของอร่อย”
ยุคข้าวยากหมากแพง หากไม่เกิดความวุ่นวายแล้วจะเรียกยุคข้าวยากหมากแพงได้อย่างไร นี่มันบีบคั้นกดดันให้ชาวบ้านต้องลุกฮือก่อกบฏชัด ๆ
เหยียนลั่วหลีผู้นี้ไม่เคยเป็นคนดีมีเมตตาอยู่แล้ว ชีวิตทหารหน่วยรบพิเศษสิบปีในชาติก่อนเป็นเพียงการหล่อหลอมให้นางรู้จักพลิกแพลงเอาตัวรอดในสถานการณ์เลวร้ายได้เก่งกาจขึ้น ทว่าสันดานดิบที่ฝังรากลึกอยู่ในสายเลือดนั้น จะให้เปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ง่าย ๆ เชียวหรือ
“รีบ ๆ กินได้แล้ว”
เหยียนลั่วหลีเชิดหน้าขึ้น หยิบส้มป่าขึ้นมาแกะแยกออกเป็นสามส่วน น้ำส้มอันชุ่มฉ่ำหอมหวนกระตุ้นความอยากอาหารของคนทั้งสองจนแทบทนไม่ไหว
เหยียนลั่วหลีกินเนื้อส้มเข้าไปคำโต รสชาติเปรี้ยวอมหวาน และน้ำส้มที่ชุ่มฉ่ำก็กระจายไปทั่วทั้งปาก เซียวเย่หยางกัดฟันหยิบกินตาม ต่อให้ต้องตกตายก็ขอตายอย่างผีที่กินอิ่ม ยิ่งไปกว่านั้น เด็กหนุ่มลึกลับตรงหน้านี้มักจะนำพาความประหลาดใจมาให้เขาเสมอ เขาย่อมเชื่อมั่นในตัวนาง
ทั้งสามกินส้มดับกระหายจนหนำใจแล้วก็มุ่งหน้าเดินทางต่อ ขวัญกำลังใจที่เคยตกต่ำก็ถูกปลุกให้เบิกบานขึ้นด้วยรสชาติเปรี้ยวอมหวานนี้
ดวงตาอันเป็นประกายสุกใสของเหยียนหยาจื่อมองพี่ใหญ่ของตนอย่างชื่นชม เหยียนลั่วหลีเห็นภาพนั้นก็รู้สึกสะท้านในใจ นางลูบเรือนผมสั้น ๆ ของเขา อย่างไรเสียก็ต้องมีผู้มีชีวิตรอดต่อไป และคนเหล่านั้นย่อมต้องเป็นพวกเขา
เดินทางต่อไปได้เพียงสองเค่อเหยียนลั่วหลีก็รีบยกมือขึ้นขวางเซียวเย่หยางที่เดินนำหน้าให้หยุดก่อน นางเงี่ยหูฟังเสียงบางอย่างก่อนหันมาสบตากับอีกสองคนทันที ทั้งคู่พยักหน้าอย่างรู้ความ ก่อนจะพุ่งเข้าไปหลบซ่อนตัวในผืนป่าริมทางทันที
