ตอนที่ 12 เข้าสู่แดนเหนือ
ทั้งสามคนเดิน ๆ หยุด ๆ ไม่นานก็สามารถสลัดกลุ่มผู้อพยพที่ตามมาข้างหลังสำเร็จ เหยียนลั่วหลีมองทางสายหลักที่เริ่มมีสีเขียวประปรายให้เห็นพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่าพวกเขาเดินทางมาถึงแดนเหนือแล้ว เจ้าทึ่มเซียวเย่หยางผู้นี้ก็พอจะมีประโยชน์อยู่บ้าง
“รอข้าด้วยสิ”
เซียวเย่หยางสะพายห่อสัมภาระใบใหญ่ มือหิ้วกระทะเหล็กวิ่งกระหืดกระหอบตามคนทั้งสองมาติด ๆ เขากระชับห่อสัมภาระให้แน่นขึ้น เห็นสองพี่น้องเอาแต่เงียบก็เริ่มเปิดปากพูดแก้ตัว
“นี่ ข้าจะบอกให้นะ ข้าไม่คิดไม่ฝันจริง ๆ ว่าสองแม่ลูกนั่นจะมาตามตื๊อข้า”
เมื่อเห็นเหยียนลั่วหลียังนิ่งเงียบ เขาก็คว้าตัวเหยียนหยาจื่อที่เดินรั้งท้ายมาบ่นกระปอดกระแปด
“นี่ เจ้าต้องช่วยพูดจาดี ๆ แทนพี่ชายคนนี้บ้างนะ”
เหยียนหยาจื่อปรายตามองคนนอกที่เอาแต่พูดพลางกระโดดโลดเต้นไปมาด้วยสายตาเหยียดหยาม คนผู้นี้มีดีก็แค่เปลือกนอกเท่านั้นแหละ
เซียวเย่หยางเห็นแววความเหยียดหยามบนใบหน้าของเหยียนหยาจื่อก็รีบกล่าวต่อ
“นี่เจ้ามองข้าด้วยสายตาอันใดกัน เด็กเล็ก ๆ ทำตัวเช่นนี้ไม่ดีเลยนะ”
เด็กน้อยที่แสนดีและว่าง่ายของเขา ไฉนถึงได้เรียนรู้นิสัยเสีย ๆ เหล่านี้มาจากเหยียนลั่วหลีได้เล่า เซียวเย่หยางรู้สึกว่าภาระหน้าที่ของตนหนักอึ้งขึ้นอีกโข นอกจากการเป็นลูกหาบแล้ว ยังต้องควบตำแหน่งอาจารย์คอยขัดเกลานิสัยของเด็กน้อยผู้นี้ให้กลับมาเป็นคนดีอีกครั้ง เด็กน้อยแก้มยุ้ยน่าเอ็นดูออกปานนี้ เหตุใดจึงต้องไปเลียนแบบนิสัยแย่ ๆ เหล่านั้นด้วย
กับเหยียนลั่วหลีนั้นเขาไม่กล้าหือ ทว่ากับเด็กน้อยผู้นี้ เขาย่อมลงมือได้ เซียวเย่หยางถลกแขนเสื้อเตรียมจะสั่งสอน เหยียนหยาจื่อเห็นดังนั้นก็แสร้งแหกปากร้องไห้จ้า วิ่งไปฟ้องเหยียนลั่วหลี
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ขอรับ เซียวเย่หยางจะตีข้า”
เซียวเย่หยางตกใจจนแทบจะเข่าอ่อนทรุดลงไป บรรพบุรุษน้อยผู้นี้เหตุใดจึงไม่เล่นตามบทเล่า เขาได้แต่เดินตามไปอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
เมื่อเหยียนลั่วหลีได้ยินเสียงร้องไห้ก็หันกลับมามอง บนใบหน้าของน้องชายตัวน้อยไร้ซึ่งคราบน้ำตา มีเพียงความภาคภูมิใจที่หลอกเซียวเย่หยางได้สำเร็จ นางหัวเราะเยาะพลางตบศีรษะเล็ก ๆ นั้นเบา ๆ
“เจ้าเด็กนี่ช่างฉลาดแกมโกงนัก วันข้างหน้าหากมีผู้ใดมารังแกเจ้า ก็จงมาบอกพี่ใหญ่”
เหยียนหยาจื่อเงยหน้ายิ้มแฉ่งอย่างเบิกบานใจ เซียวเย่หยางขบกรามแน่นจนแทบจะแหลกละเอียด
“เหยียนลั่วหลี เจ้าจะสอนเด็กเช่นนี้ไม่ได้นะ ดูสิ เด็กดี ๆ ถูกเจ้าสอนจนกลายเป็นคนเช่นไรไปแล้ว”
เหยียนลั่วหลีไม่สนใจ คนผู้นี้ช่างชอบแส่หาเรื่องเสียจริง การสั่งสอนน้องชายของนางยังต้องให้เขามาคอยชี้แนะอีกหรือ ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ก็ต้องสั่งสอนให้เป็นเช่นนี้แหละ เด็กที่รู้จักเรียกร้อง และต่อสู้ถึงจะมีขนมให้กิน นางไม่ได้หวังให้เหยียนหยาจื่อเติบโตมาเป็นอันธพาล ทว่าก็ไม่อาจปล่อยให้ผู้อื่นรังแกโดยไม่ปริปากบ่น
“น้องชายของเหยียนลั่วหลีผู้นี้ อยากจะทำสิ่งใดก็ย่อมทำได้”
“เจ้าช่างไม่รู้ดีรู้ชั่วเอาเสียเลย นิสัยเช่นนี้ของเขา หากออกไปเผชิญโลกกว้างย่อมต้องเสียเปรียบเป็นแน่”
เซียวเย่หยางมีใบหน้าอมทุกข์ ท่าทางราวกับบิดาที่กำลังกลุ้มใจเรื่องบุตรชาย
“จะเสียเปรียบสักเท่าใดกันเชียว ต่อให้เสียเปรียบ ก็เป็นเพราะกำปั้นของตนเองไม่แข็งแกร่งพอ”
คนของเหยียนลั่วหลีผู้นี้ ใครหน้าไหนจะมารังแกได้ง่าย ๆ เซียวเย่หยางกลอกตาไปมา ก่อนจะรีบวิ่งไปขนาบข้างเหยียนลั่วหลีพลางยิ้มประจบ
“นี่ ข้าขอถามหน่อยเถอะ เจ้ายังซ่อนความสามารถอันใดไว้อีกหรือไม่”
ทั้งปีนป่ายภูเขา ลุยน้ำ และทำได้ทุกสิ่งของนางนั้น ดูอย่างไรก็ไม่ใช่ชาวนาธรรมดาเป็นแน่ ต่อให้เป็นเขาก็คงไม่อาจเอาชนะเจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ผู้นี้ได้ วรยุทธ์นั้นลึกล้ำยากจะคาดเดา เขายังไม่ได้เอ่ยถามเลยว่ากลุ่มนักฆ่าพวกนั้นจบชีวิตลงเช่นไร อีกเพียงไม่กี่ปี เกรงว่าในยุทธภพนี้คงหาคนต่อกรได้ยาก
นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เขายอมติดตามคนทั้งสองมาตลอดทาง ในเมื่อต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น ก็จำต้องยอมก้มหัวให้
“ความสามารถของข้ามีหรือจะให้เจ้ารับรู้ได้ง่าย ๆ”
เหยียนลั่วหลีมองดูเจ้าทึ่มตรงหน้าด้วยสายตายากจะอธิบาย รูปร่างก็สูงใหญ่บึกบึน เหตุใดสมองถึงได้ทึบถึงเพียงนี้
เซียวเย่หยางถึงกับสะอึก มองดูสองพี่น้องที่เดินห่างออกไป หน้าอกของเขาก็กระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง พี่น้องคู่นี้ช่างมีฝีปากที่ทำให้คนฟังโมโหจนกระอักเลือดได้จริง ๆ
เหยียนลั่วหลีเดินไปพลางสังเกตการณ์รอบด้าน แม้เซียวเย่หยางดูจะไม่ค่อยได้เรื่อง ทว่าทักษะการจดจำเส้นทางของเขากลับยอดเยี่ยมไม่เบา ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งพบสีเขียวมากขึ้นเรื่อย ๆ
ว่าแล้วเชียว ภัยแล้งจะทำให้ทั้งแผ่นดินไร้ซึ่งหยาดฝนเลยหรืออย่างไร มันต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมแก่การดำรงชีวิตอยู่เป็นแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าดินแดนบริสุทธิ์แห่งสุดท้ายนี้ จะยังสงบสุขไปได้อีกนานเท่าใด
“เฮ้อ ในที่สุดก็จะได้พักเสียที”
เซียวเย่หยางทิ้งตัวนั่งลง หยิบใบไม้แห้งบนพื้นมาพัดวี เขาเป็นถึงคุณชายตระกูลใหญ่ เคยต้องมาตกระกำลำบากเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน ทั้งยังต้องมาคอยรองรับอารมณ์ และถูกคนอื่นจิกหัวใช้อีก
“เจ้าเฝ้าเขาไว้ให้ดี ข้าไปประเดี๋ยวเดียว”
เหยียนลั่วหลีคว้าดาบใหญ่เตรียมจะเดินเข้าป่า ทว่าเมื่อฉุกคิดขึ้นมาได้ก็หันกลับมาวางดาบลง นางไม่ค่อยไว้ใจวิชาแมวสามขาของเซียวเย่หยางสักเท่าใดนัก
“พี่ใหญ่” เหยียนหยาจื่อมองตาละห้อย เหยียนลั่วหลีลูบผมสั้น ๆ ของเขาพลางตบศีรษะน้องชายเบา ๆ
“รออยู่ที่นี่ ทำตัวดี ๆ ประเดี๋ยวพี่ใหญ่ก็กลับมาแล้ว”
จากนั้นนางก็เดินเข้าป่าไปเพื่อล่าสัตว์มาเป็นอาหาร นางไม่เชื่อว่าในป่าแห่งนี้จะไม่สามารถหาอาหารได้
“ฟิ้ว”
มีดสั้นพุ่งทะลุร่างกระต่ายป่าที่ยังดิ้นกระแด่ว แหวกอากาศไปปักลึกที่ต้นไม้ แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้ใบไม้สีเขียวร่วงกราวลงมา เมื่อดึงมีดสั้นออกมา และเห็นรอยแผลที่อยู่บนลำต้น เหยียนลั่วหลีก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
พละกำลังของนางฟื้นฟูขึ้นมาอีกเล็กน้อยแล้ว หากบำรุงรักษาตัวให้ดี สักวันหนึ่งย่อมต้องกลับไปอยู่ในจุดสูงสุดได้อย่างแน่นอน นางไม่เชื่อหรอกว่าหญิงสาวในยุคปัจจุบันที่ได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นหน่วยรบพิเศษหญิงจะบุกเบิกเส้นทางชีวิตในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ไม่ได้
ในเมื่อไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ความแข็งแกร่งนี่แหละคือกฎเกณฑ์ที่ดีที่สุด นางกระโดดไปมาอีกสองสามครั้งก็จัดการรวบรวมเหยื่อมาได้หลายตัว เมื่อมัดแขวนไว้ที่เอวเรียบร้อยแล้วเริ่มออกสำรวจป่า
นางต้องหาผลไม้ป่าเสียหน่อย อุตส่าห์สลัดกลุ่มคนพวกนั้นมาได้ทั้งที ก็ต้องบำรุงร่างกายกันเสียหน่อยมิใช่หรือ ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมา
“ฮึบ” นางตีลังกากลับหลังแล้วถีบตัวกระโดดหนีออกจากจุดเดิม
“ตึง”
เสือโคร่งตัวเขื่องโจนลงมาบนตำแหน่งที่เหยียนลั่วหลียืนอยู่เมื่อครู่พอดี ใบไม้ปลิวว่อนร่วงหล่นลงมาเกลื่อนพื้น
“โฮก”
เมื่อจู่โจมพลาด พยัคฆ์ร้ายก็แผดเสียงคำรามใส่เหยื่อ ปากที่อ้ากว้างส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง กรงเล็บทั้งสี่จิกพื้นดินจนเป็นรอยลึก
หนึ่งคนหนึ่งเสือเดินวนดูเชิงกันไปมา เหยียนลั่วหลีกระชับมีดสั้นในมือแน่น ดวงตาคมกริบราวกับคมดาบจ้องมองเข้าไปในดวงตาอันกระหายเลือดของมัน การเผชิญหน้ากับเดรัจฉานเช่นนี้ จะแสดงความอ่อนแอให้เห็นไม่ได้เด็ดขาด หากหันหลังวิ่งหนี จุดจบก็คือการถูกฉีกทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูก
ดูท่าแม้แต่สัตว์ป่าในยามนี้ก็คงใช้ชีวิตได้ไม่ง่ายดายนัก เสือตัวนี้ผอมโซจนเห็นโครงกระดูกชัดเจน ทว่าบริเวณท้องกลับนูนป่องออกมาผิดปกติ
“ที่แท้ก็กำลังตั้งท้องอยู่นี่เอง ถือว่าเจ้าดวงดีไป”
เหยียนลั่วหลีไม่ใช่คนดีอันใด ทว่านางก็ลงมือสังหารสัตว์ป่าที่มีสภาพเช่นนี้ไม่ลงจริง ๆ นางกระโดดถีบตัวขึ้นบนต้นไม้ แล้วกระโจนหายลับไปในพริบตา
พยัคฆ์ร้ายไล่ตามติดอยู่เบื้องล่าง ทว่าตามได้ไม่นานก็คลาดกันเสียแล้ว
“โฮก”
เสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นดังก้องไปทั่วขุนเขา
ในที่สุดก็หนีพ้น เหยียนลั่วหลีเลียริมฝีปากที่แห้งแตกพลางเกาะอยู่บนกิ่งไม้ จู่ ๆ สายตาก็เหลือบไปเห็นของบางอย่าง ดวงตาของนางเป็นประกาย พุ่งตัวทะยานไปทันที
โอ้ สีเหลืองอร่ามเช่นนี้ ส้มป่าไม่ใช่หรือ ดูจากลักษณะแล้วช่างน่ากิน เนื้อมันคงฉ่ำน้ำไม่น้อย นางถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วใช้ปลายเท้าถีบส่งตัวปีนขึ้นไปบนต้นส้ม
“อือ ไม่เลวเลย”
แกะกินเข้าไปคำหนึ่ง กลิ่นหอมหวานก็อวลไปทั่วปาก ในช่วงเวลาเช่นนี้ที่แดนใต้คงไม่มีผลไม้ที่ฉ่ำน้ำเช่นนี้เป็นแน่ หรือต่อให้มี ชาวบ้านตาดำ ๆ ก็ไม่มีสิทธิ์ได้ลิ้มลอง
“หือ”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ เหยียนลั่วหลีหยัดกายลุกขึ้นยืนพิงลำต้น ใต้แสงแดดอันร้อนแรง มีแสงสีขาววาววับสะท้อนมาให้เห็นอยู่รำไร นางมองเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งลอยตามลมอยู่ไกล ๆ
มีคนงั้นรึ แถมยังมีจำนวนไม่น้อยเสียด้วย นั่นคือเส้นทางที่พวกเขาจำเป็นต้องผ่าน ไม่รู้ว่าเหยียนลั่วหลีกำลังคิดสิ่งใดอยู่ นางก็กระตุกยิ้มมุมปาก ก่อนจะกระโดดลงมาจากต้นไม้ กอบผลไม้ใส่ห่อผ้าแล้ววิ่งกลับไป กินดื่มให้อิ่มหนำก่อนค่อยมานั่งวางแผนให้รัดกุมก็แล้วกัน
“ว้าว มีของกินเยอะมาก พี่ใหญ่ ท่านเก่งกาจยิ่งนัก”
พอเหยียนลั่วหลีโผล่พ้นออกมาจากผืนป่า เหยียนหยาจื่อก็ส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้นพลางวิ่งเข้ามาหา นางเหวี่ยงห่อผลไม้ป่าใส่เขาจนเด็กน้อยเซถลา
“เอาเนื้อพวกนี้ไปย่างเสียสิ”
นางปลดสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ออกจากเอวแล้วส่งให้เซียวเย่หยาง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง แล้วดึงตัวเหยียนหยาจื่อมากอดรัดฟัดเหวี่ยงอย่างมันเขี้ยว
เซียวเย่หยางมองสองพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันแล้วก็ไม่กล้าปริปากบ่น ในพวกเขาสามคน เขาเป็นผู้ต่ำต้อยที่สุด ผู้ใดก็สามารถรังแกเขาได้ ทว่าเห็นแก่เนื้อพวกนี้ เขาจะยอมให้อภัยคนทั้งสองก็แล้วกัน
เซียวเย่หยางรีบวิ่งไปจัดการเตรียมอาหารอย่างกระตือรือร้น รอจนเนื้อย่างบนกองไฟส่งกลิ่นหอมกรุ่นก็โรยเกลือลงไปเล็กน้อย รสชาติที่ได้นั้นทำเอาทั้งสามคนก้มหน้าก้มตากินโดยไม่ปริปากพูดกันเลยทีเดียว
“หากได้สุราสักจอก ชีวิตนี้ก็คงจะมีความหวังขึ้นมาบ้างแล้ว”
เซียวเย่หยางลูบพุงพลางทอดถอนใจ อดนึกถึงอาหารการกินรสเลิศในจวนของเขาไม่ได้
“ทำตัวให้มันดูมีอนาคตหน่อยเถอะ”
เหยียนลั่วหลีมองด้วยสายตาเหยียดหยาม เพียงเท่านี้ก็พึงพอใจแล้วหรือ รอให้ลงหลักปักฐานได้เมื่อใด นางจะส่งเหยียนหยาจื่อไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา ส่วนตัวนางก็จะพยายามอย่างหนักเพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ถึงยามนั้นค่อยเลี้ยงดูชายบำเรอหน้าตาหมดจดไว้สักสองสามคน ช่างสุขีเสียนี่กระไร
“เจ้านี่มัน คนอิ่มไม่รู้ว่าคนหิวเป็นเช่นไร คิดว่าผู้ใดก็มีความสามารถเช่นเจ้าหรืออย่างไร”
เซียวเย่หยางไม่อยากจะพูดด้วยแล้ว สองคนนี้จงใจยั่วโมโหเขาชัด ๆ
“นี่ ราชสำนักจะไม่ลงมาแก้ไขจัดการเรื่องนี้เลยหรือ”
เหยียนลั่วหลีถามด้วยความสงสัย หากปล่อยปละละเลยให้เกิดความวุ่นวายเช่นนี้ต่อไป คงจะรับมือได้ยากขึ้นเป็นแน่
“เฮ้อ ไร้เรี่ยวแรงจะจัดการน่ะสิ เจ้าคิดว่าราชสำนักนิ่งดูดายไม่อยากจัดการหรืออย่างไร แต่ยามนี้แม้แต่น้ำที่ฮ่องเต้ทรงใช้สอยยังแทบจะไม่เหลือ แล้วเจ้าจะให้ราชสำนักจัดการสิ่งใดได้อีกเล่า”
เหยียนลั่วหลีผุดลุกขึ้นนั่งทันที “ร้ายแรงถึงเพียงนี้เชียวรึ”
หรือว่าคนในยุคโบราณจะไม่มีการกักเก็บน้ำสำรองไว้ล่วงหน้าเลย กระทั่งเรื่องปากท้องของฮ่องเต้ยังไม่อาจรับประกันได้
“เรื่องมันยาวน่ะ” เซียวเย่หยางไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ใบหน้าของเขาดูหม่นหมองลง
เหยียนลั่วหลีกลอกตาไปมา นางตบไหล่เซียวเย่หยาง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“อยากลองทำงานใหญ่ดูหรือไม่เล่า”
เซียวเย่หยางหดคอถอยหนีพลางดึงหญ้าที่คาบอยู่ออก คนผู้นี้คงไม่ได้คิดจะ...
