บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 11 สองแม่ลูกรนหาที่ตาย

“ท่านทั้งสาม โปรดช่วยลูกสาวของข้าด้วยเถอะเจ้าค่ะ”

หญิงสาวอายุน้อยที่มีใบหน้าซีดเซียวราวกับกระดาษโขกศีรษะให้ทั้งสามคนอย่างแรง หยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาถึงกับทำให้ฝุ่นบนพื้นดินที่แตกระแหงฟุ้งกระจาย

เด็กสาวในชุดสีเขียวที่อยู่ด้านข้างยิ่งโขกศีรษะอย่างเอาเป็นเอาตาย ศีรษะผงกขึ้นลงไม่หยุดราวกับไก่จิกข้าวสาร เหยียนลั่วหลีใช้ลิ้นดุนเพดานปาก ริมฝีปากที่แห้งแตกปริออกดูน่าสยดสยองยิ่งนัก มือลูบคลำดาบใหญ่ที่เอวโดยไม่รู้ตัว ช่างดีจริง ๆ ผู้คนที่เดินผ่านเส้นทางนี้ก็ไม่ได้มีแค่พวกเขาสามคน เหตุใดจึงต้องมาตามตอแยพวกเขาด้วยเล่า

ฝูงชนที่เดินโซซัดโซเซอยู่ข้างหน้าต่างก็มีสีหน้ายากจะคาดเดา ทว่ากลับคอยเงี่ยหูฟังอย่างเงียบ ๆ และถึงขั้นมีคนไม่กลัวตายบางคนทิ้งตัวนั่งลงเพื่อรอดูงิ้วฉากสนุก

เหยียนลั่วหลีไม่ปริปาก ปล่อยให้ทั้งสองโขกศีรษะดังโป๊ก ๆ ต่อไป ใบหน้าของนางมืดครึ้มอ่านไม่ออก แต่สองคนที่อยู่ข้างกายยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ

เซียวเย่หยางลอบมองเหยียนลั่วหลีที่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดจา เขาขยับตัวถอยห่างออกไปเล็กน้อยโดยไม่กล้าเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขามีลางสังหรณ์ว่า เพียงแค่เขาอ้าปาก ก็จะถูกเตะออกจากกลุ่มทันที

ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงคนนอกที่เพิ่งเข้ามาร่วมกลุ่ม เขาไม่อยากถูกไล่ออกไปหรอกนะ การได้ติดตามสองพี่น้องมีของกินอร่อย ๆ ตกถึงท้องโดยไม่ต้องเปลืองสมอง เพียงแค่ออกแรงนิดหน่อยก็มีของกินแล้ว ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่สุขสบายเสียนี่กระไร

เซียวเย่หยางไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าการเกาะผู้อื่นกินนั้นเป็นเรื่องน่าอับอาย เขาเป็นผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคนต่างหากเล่า เหยียนหยาจื่อเองก็จ้องมองคนทั้งสองด้วยใบหน้าขึงขัง สีหน้าปราศจากความไร้เดียงสาเฉกเช่นเด็กทั่วไป เขาเชื่อฟังเพียงพี่ใหญ่ของเขาเท่านั้น

คนพวกนี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง ลำพังพวกเขาก็แทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว จะเอาเวลาที่ใดไปสอดมือยุุ่งเรื่องชาวบ้าน อีกอย่าง เหตุที่สองแม่ลูกจะมาเกาะติดพวกเขาก็เป็นเพราะช่วงหลายวันก่อนนั้น พวกเขาเผลอเผยความมั่งคั่งให้เห็นน่ะสิ

เหยียนลั่วหลีไม่รู้ว่าน้องชายตัวน้อยกำลังคิดสิ่งใดอยู่ ยามนี้นางเพียงแค่รู้สึกอารมณ์เสียเป็นอย่างยิ่ง นี่มันบีบผู้คนให้จนตรอกชัด ๆ

นางจูงเหยียนหยาจื่อเดินอ้อมสองแม่ลูกเพื่อมุ่งหน้าต่อไป เซียวเย่หยางก็รีบก้าวตามให้ทัน เขาเป็นเพียงคนนอก หากไม่ตามให้ทัน มีหวังถูกคนขี้งกอย่างเหยียนลั่วหลีทิ้งเอาไว้กลางทางได้ทุกเมื่อ ในสายตาของคนผู้นี้มีแต่เหยียนหยาจื่อเท่านั้น

สองแม่ลูกโขกศีรษะจนหน้ามืดตาลาย จู่ ๆ ก็พบว่าเบื้องหน้าไร้เงาผู้คนเสียแล้ว เด็กสาวเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติ นางจึงรีบกระตุกแขนเสื้อผู้เป็นแม่

ผู้เป็นแม่เองก็หูตาไว ไม่ได้มีท่าทีว่ากำลังหน้ามืดเพราะความหิวโหยเลยสักนิด เพียงแต่โขกศีรษะแรงเกินไปจึงรู้สึกวิงเวียนเท่านั้น สายตาอันพร่ามัวมองไปยังคนทั้งสาม ก่อนจะรีบลุกขึ้นคลานตะเกียกตะกายพุ่งเข้าไปหา 

“ช่วยพวกเราด้วยเถิด พวกเรายินดีเป็นทาสรับใช้ ขอเพียงมีข้าวตกถึงท้องก็พอแล้ว”

เมื่อเห็นว่านิ้วที่มีเล็บดำปิ๊ดปี๋ของหญิงผู้นั้นกำลังจะเอื้อมมาคว้าตัวเหยียนหยาจื่อ เหยียนลั่วหลีก็รีบหิ้วคอเสื้อน้องชายยกหลบไปด้านข้าง แล้วผลักส่งให้เซียวเย่หยาง

“ฝากดูเขาไว้ให้ดี”

มือข้างหนึ่งตวัดชักดาบใหญ่ที่เอวออกมาจากฝัก ดาบถูกปักลึกลงไปในดินจนมิดไปครึ่งใบ สองมือกุมด้ามดาบไว้แน่น สายตาจ้องเขม็งไปยังคนทั้งสอง

 ”ดูท่าพวกเจ้าจะไม่ได้เก็บคำพูดของข้าไปใส่ใจเลยสินะ”

ดาบคมกริบสะท้อนแสงอาทิตย์อันร้อนแรงจนทำให้ผู้คนตาพร่ามัว

“ฆ่าคนแล้ว ฆ่าคนแล้ว”

หญิงผู้นั้นคาดไม่ถึงเลยว่าเหยียนลั่วหลีจะชักดาบออกมาตรง ๆ ดาบใหญ่พุ่งตรงมาทางนางแล้วปักฉึกลงพื้น แม้จะอยู่ห่างเพียงไม่กี่ชุ่น แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงไอเย็นเยียบที่แผ่ซ่านมาจากตัวดาบ ร่างของนางล้มลุกคลุกคลานถอยร่นไปด้านหลังอย่างสุดกำลัง ฝุ่นคละคลุ้งปลิวว่อน ปากก็ร้องตะโกนไม่หยุด

“ซิ่วเอ๋อร์ ซิ่วเอ๋อร์” นางคว้าตัวลูกสาวมาบังตนเองไว้

ลูกสาวของนางตกใจกลัวจนอ้าปากค้าง จ้องมองคนทั้งสามอย่างเหม่อลอย บนใบหน้าที่ซูบผอมนั้นไม่มีอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ มีเพียงดวงตากลมโตที่ฉายแววหวาดกลัว มือจับชายเสื้อของผู้เป็นแม่ไว้แน่นไม่ขยับเขยื้อน มองดูแล้วทั้งสองคนก็ยังพอมีเค้าโครงความงดงามอยู่บ้าง

“เป็นทาสรับใช้หรือ เช่นนั้นพวกเจ้าลองบอกมาสิว่าทำสิ่งใดเป็นบ้าง”

ต้องหน้าหนาเพียงใดกัน ยามนี้ถึงคิดจะมาตามตื๊อพวกนางอีก สีหน้าของเหยียนลั่วหลีดูไม่สู้ดีนัก แท้จริงแล้วนางจับตามองสองแม่ลูกคู่นี้มาหลายวันแล้ว หากคนทั้งสองนี้ไม่มีเจตนาร้ายก็แล้วไปเถิด

นางดึงดาบใหญ่ออกมาแล้วเดินเข้าไปหา ใช้ปลายดาบเชยคางเด็กสาวขึ้น หรี่ตาลงพินิจพิเคราะห์

“ใบหน้าหมดจดไม่เลวเลยนี่”

เมื่อเห็นสองแม่ลูกหน้าถอดสีรีบโผเข้ากอดกันกลม เหยียนลั่วหลีก็หลุดหัวเราะเสียงต่ำ ในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ สตรีผู้หนึ่งกับลูกสาวเอาชีวิตรอดมาได้ สีหน้าก็ไม่ดูย่ำแย่เหมือนผู้อพยพทั่วไป ลองคิดสิว่าเป็นเพราะเหตุใด

“หวังพึ่งเรือนร่างของพวกเจ้ากระนั้นหรือ”

สิ้นคำกล่าวของเหยียนลั่วหลี สองแม่ลูกก็หน้าถอดสีทันที คนผู้นี้ คนผู้นี้ล่วงรู้ได้อย่างไร

ทุกครั้งที่ทำการค้าประเวณี พวกนางล้วนระมัดระวังหลบเลี่ยงผู้คนเป็นอย่างดี เดิมทีคิดว่าเด็กหนุ่มทั้งสามคนนี้จะเห็นแก่ความงามแล้วรับพวกนางไว้ วันข้างหน้าจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องอีก พวกนางลอบสังเกตมาหลายวันแล้ว อาหารที่คนทั้งสามกินนั้นนับว่าดีที่สุดในหมู่ผู้อพยพ

เด็กสาวได้สติก่อน นางเลิกสนใจเหยียนลั่วหลี ทว่ากลับเบนเข็มทิศไปจ้องมองเซียวเย่หยางที่กำลังปกป้องเหยียนหยาจื่ออยู่ คนผู้นี้ต่างหากที่เป็นเป้าหมายแรกของพวกนาง

รูปร่างสูงใหญ่บึกบึนเต็มไปด้วยมัดกล้าม ดูทรงพลังเช่นนี้ย่อมสามารถปกป้องคุ้มครองพวกนางได้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้เป็นพี่ชายเอ่ยปากรับนางสองคนแม่ลูกเอาไว้ เด็กเมื่อวานซืนผู้นี้จะกล้าขัดขืนได้อย่างไร รอให้นางคว้าหัวใจคนผู้นี้มาครองก่อนเถิด แล้วค่อยจัดการสั่งสอนเด็กสองคนนี้ก็ยังไม่สาย

“คุณชาย คุณชายโปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด ข้าน้อยยินดีปรนนิบัติรับใช้เคียงข้างคุณชาย”

เด็กสาวสืบทอดจริตมารยามาจากผู้เป็นแม่ ดวงตาหยาดเยิ้มส่งสายตาเว้าวอนเซียวเย่หยาง น้ำตาเอ่อคลอเบ้าจวนเจียนจะหยดแหล่มิหยดแหล่ มือก็บิดชายเสื้อสีเขียวไปมาด้วยท่าทีน่าสงสาร

เหยียนลั่วหลีมองเซียวเย่หยางด้วยแววตาขบขัน นึกไม่ถึงเลยว่าคนผู้นี้จะเนื้อหอมถึงเพียงนี้ เซียวเย่หยางกระโดดเหยง ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะปรายตามองสองแม่ลูก เขารีบหันไปแสดงความจงรักภักดีต่อเหยียนลั่วหลีที่กำลังกลั้นหัวเราะ

“เหตุใดข้าต้องรับเอาพวกเจ้าสองแม่ลูกมาเพิ่มภาระให้ตัวเองด้วยเล่า ที่สำคัญข้ากับพวกเจ้าไม่ได้เป็นญาติกัน ข้าไม่รู้จักพวกเจ้า พวกเจ้าเองก็ไม่รู้จักข้า อย่ามาหน้าหนาทำตัวน่าสงสาร ลำพังตัวข้ายังเอาตัวไม่รอด ข้าไม่ใช่คนสติไม่ดีที่จะหาเรื่องใส่ตัว” เซียวเย่หยางเวลานี้รู้สึกรำคาญสองแม่ลูกคู่นี้เป็นอย่างมาก

“คุณชาย ข้า..”

เซียวเย่หยางกระโดดโหยงอีกรอบ “อย่ามาเรียกข้าว่าคุณชาย ข้าเชื่อฟังเพียงน้องรองของข้าเท่านั้น”

นี่เขาดวงซวยอันใดกันเนี่ย มีแต่คนพากันมาตามตื๊อเขา เด็กสาวพูดไม่ทันจบก็ถูกขัดจังหวะ ใบหน้าที่พอจะดูดีอยู่บ้างพลันเปลี่ยนสี นางหันกลับไปคุกเข่าให้เหยียนลั่วหลี

“คุณชาย ข้า.. ข้า..” ท่าทีอ้ำอึ้งราวกับมีคำพูดติดอยู่ที่ริมฝีปากนั้นทำเอาเหยียนลั่วหลีถึงกับปวดหัวขึ้นมาทันที

“ข้าว่านะน้องชาย เจ้าก็รับสองแม่ลูกนี่ไว้เถิด ฮ่า ๆ”

“นั่นสิ ดูเถิด สองคนนี้หน้าตาไม่เลวเลยนะ โชคลาภที่ได้สตรีมาปรนนิบัติพร้อมกันเช่นนี้ไม่ได้เจอกันง่าย ๆ นะ”

“ใช่แล้ว ๆ เจ้าดูสิ คนผู้นี้ช่างไม่รู้จักแยกแยะดีชั่วเอาเสียเลย”

เสียงจอแจดังแว่วเข้าหู เหยียนลั่วหลีรู้สึกขบขันยิ่งนัก นางมองดูสองแม่ลูกที่มีใบหน้าเปี่ยมด้วยความคาดหวัง ก่อนจะหันไปมองกลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงเชียร์

“เช่นนั้น ยกให้พวกเจ้าแทน เอาหรือไม่เล่า”

เสียงหยอกล้อเงียบลงทันที ยุคสมัยเช่นนี้ยังมีผู้ใดมาคิดเรื่องพรรค์นี้อีก นางหันกลับไปเผชิญหน้ากับสองแม่ลูกที่ยังคงตามตื๊อไม่เลิก

“พวกเจ้าเป็นตัวอันใด ข้าจะไม่รู้เชียวหรือ คอยแอบดูพวกข้ามาหลายวัน คงจะเหน็ดเหนื่อยน่าดูสินะ”

คิดว่านางไม่รู้สิ่งใดเลยงั้นรึ เหยียนลั่วหลีตวัดดาบพุ่งตรงไปยังต้นไม้แห้งขนาดเท่าท่อนขาที่ยืนต้นตายอยู่ด้านข้างเสียงดังตึง ต้นไม้แห้งหักโค่นลงในทันที ฝุ่นผงฟุ้งกระจายจนทำให้ผู้คนมองสิ่งใดไม่ชัดไปชั่วขณะ

“ดูต้นไม้นี่เอาไว้ หากพวกเจ้ายังคิดตามพวกข้ามาอีก ต้นไม้นี้แหละคือจุดจบของพวกเจ้า”

เหยียนลั่วหลีกวาดสายตามองผู้คนนับสิบ ฝูงชนต่างหลบเลี่ยงสายตาอันกระหายเลือดราวกับสัตว์ป่าของนาง รอจนกระทั่งทั้งสามคนเดินลับตาไป พวกเขาถึงได้เอามือทาบอกแล้วทรุดตัวลงนั่ง

“นี่มันเด็กหนุ่มมาจากที่ใดกัน โหดเหี้ยมอำมหิตจนทนดูไม่ได้เลย”

“หากไม่มีฝีมือ จะเติบโตมาจนรูปร่างบึกบึนถึงเพียงนี้ได้หรือ”

“เช่นนั้นมิสู้พวกเจ้ายอมทำตามพวกเราดีหรือไม่ หากพวกข้ามีของกินตกถึงท้อง ก็ย่อมไม่ขาดส่วนของพวกเจ้าสองแม่ลูกแน่นอน”

ชายฉกรรจ์ท่าทางอันธพาลหลายคนเดินเข้าไปหาสองแม่ลูกพลางพูดจาแทะโลมเกี้ยวพาราสี

“ใช่แล้ว ๆ พวกข้าก็ไม่ได้เลวร้ายอันใดนี่ มากคนย่อมมากความสามารถ ฮ่า ๆ ๆ”

“ไสหัวไปให้พ้น” หญิงผู้นั้นตะคอกออกมาด้วยความโมโห ทั้งยังโกรธพวกของเหยียนลั่วหลีที่ไม่ตกหลุมพรางของนาง นางกระชากตัวเด็กสาวแล้วเดินหนีไปทันที ทว่าสายตาของเด็กสาวยังคงจ้องเขม็งไปยังแผ่นหลังของคนทั้งสามที่เดินลับตาไป

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel