6
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องกระทบเศษใบไม้แห้งหน้าเรือนไผ่ร่วง เสิ่นเจียหนิงลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น แม้ที่นอนจะแข็งกระด้างแต่จิตใจของนางกลับปลอดโปร่ง นางลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ชุดเก่าที่ซักจนซีดจาง แม้จะดูซอมซ่อทว่าไม่อาจบดบังความงามอันโดดเด่นบนใบหน้าได้
นางตัดสินใจลอบออกจากจวนราชครูทางประตูล็อกกุญแจเก่าด้านหลังเรือน ซึ่งไม่มีผู้ใดเหลียวแลมานานนับปี จุดประสงค์ในวันนี้คือการสำรวจเส้นทางในเมืองหลวงและหาทำเลที่ตั้งสำหรับแผนการเปิดร้านหมอดูของนาง
บรรยากาศในเมืองหลวงต้าเซี่ยช่างคึกคักและเจริญห่างไกลจากเมืองชายแดนอย่างเฟิงหวงลิบลับ สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านรวง พ่อค้าแม่ค้าตะโกนเร่ขายสินค้าเสียงขรม ทว่าท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้น เสิ่นเจียหนิงกลับสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ฝีเท้าของหญิงสาวชะงักกึก กลางสี่แยกที่ผู้คนพลุกพล่าน นางหลับตาลงและเปิดสัมผัสที่หก ลมหายใจเข้าออกประสานกับชีพจรของฟ้าดิน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกในคลองจักษุของนางก็แปรเปลี่ยนไป
ท่ามกลางประกายชีวิตสีสันสดใสของผู้คน กลับมีไอหมอกสีเทาดำแห่งความตายสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มันไม่ใช่กลิ่นอายของผีสางนางไม้ทั่วไป ทว่าทรงพลังและหนาแน่นจนน่าขนลุก สิ่งที่ทำให้เสิ่นเจียหนิงประหลาดใจที่สุดคือ
ภายในไอความตายสีดำมืดนั้น กลับมีแสงสีทองอร่ามของสายเลือดมังกรเจือปนอยู่
จิตวิญญาณของผู้มีบุญญาธิการกำลังหลุดลอยจากร่างและกำลังจะถูกความตายกลืนกิน
ความอยากรู้อยากเห็นผลักดันให้นางก้าวเท้าตามรอยไอหมอกนั้นไป เสิ่นเจียหนิงลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอย หลบหลีกสายตาผู้คน
จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้ากำแพงสูงตระหง่านของคฤหาสน์ลับแห่งหนึ่ง ชายคาแกะสลักลวดลายพยัคฆ์ซ่อนมังกร บ่งบอกสถานะอันสูงส่งของผู้เป็นเจ้าของ รอบกำแพงมีองครักษ์ฝีมือดีซุ่มซ่อนตัวอยู่นับสิบคน บรรยากาศตึงเครียดประดุจสายธนูที่ถูกง้างจนสุด
เสิ่นเจียหนิงไม่อาจลักลอบเข้าไปทางประตูหน้าได้ นางจึงถอยไปตั้งหลักที่ซอกตึกฝั่งตรงข้าม รวบรวมสมาธิเพ่งมองทะลุกำแพงหนาด้วยดวงตาสื่อวิญญาณ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นางต้องเบิกตากว้าง
เหนือเรือนหลักของคฤหาสน์ มีร่างโปร่งแสงของบุรุษผู้หนึ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศ อาภรณ์สีดำขลิบทองพลิ้วไหวแม้ไร้สายลม ใบหน้าของเขาหล่อเหลาคมคายดุจเทพเซียน ทว่ากลับซีดเซียวและเต็มไปด้วยความสับสน คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันแน่น ดวงตาหงส์ที่ควรจะทรงอำนาจกลับดูเลื่อนลอยไร้จุดหมาย
นี่คือวิญญาณคนเป็นที่หลุดออกจากร่าง
รอบกายของชายหนุ่มมีภูตผีปีศาจชั้นต่ำนับร้อยตัวกำลังรุมล้อม พวกมันอ้าปากกว้างน้ำลายยืด เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคม พยายามจะกัดกินแสงสีทองที่แผ่ออกมาจากวิญญาณดวงนั้น แสงสีทองอันเป็นตัวแทนของปราณมังกร หากวิญญาณดวงนี้ถูกกลืนกินจนหมดสิ้น ร่างกายที่นอนหลับใหลอยู่เบื้องล่างย่อมถึงคราวสิ้นลมหายใจอย่างแท้จริง
บุรุษผู้นี้คือใครกัน เหตุใดจึงมีปราณมังกรคุ้มกาย เสิ่นเจียหนิงครุ่นคิดในใจ ก่อนที่คำตอบจะปรากฏขึ้นเมื่อนางก้มมองลงไปยังห้องนอนเบื้องล่าง
บนเตียงหยกขาวขนาดใหญ่ ร่างเนื้อของบุรุษผู้นั้นนอนนิ่งสงบไร้สติ
ข้างเตียงมีชายวัยกลางคนสวมชุดหมอหลวงกำลังจับชีพจรด้วยมือที่สั่นเทา เหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ขณะที่บุรุษวัยกลางคนอีกผู้หนึ่งสวมชุดคลุมมังกรห้าเล็บยืนหน้าเครียดอยู่ไม่ไกล
ชุดคลุมมังกรห้าเล็บ ฮ่องเต้แห่งต้าเซี่ย
เช่นนั้นบุรุษที่นอนไม่ได้สติและวิญญาณกำลังถูกรุมทึ้งอยู่ก็คือ รัชทายาทโอวหยางอวี้
เสิ่นเจียหนิงพลันนึกถึงข่าวลือที่เคยได้ยินในเมืองหลวง รัชทายาทประชวรหนักด้วยโรคประหลาดที่หมอหลวงทั้งแผ่นดินไม่อาจรักษาได้ อาการทรุดหนักลงทุกวันจนฮ่องเต้ต้องนำตัวมาพักรักษาอย่างลับๆ เพื่อป้องกันแผ่นดินสั่นคลอน
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นบนริมฝีปากบางของเสิ่นเจียหนิง สวรรค์ช่างเข้าข้างนางเสียนี่กระไร
นางกำลังต้องการภูเขาน้ำแข็งที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองหลวงเพื่อใช้เป็นเกราะกำบังในการต่อกรกับสวีหลานและตระกูลเสิ่น และจะมีภูเขาหลงลูกใดมั่นคงไปกว่าว่าที่โอรสสวรรค์ผู้นี้อีกเล่า
นางประสานมือเข้าหากัน ร่ายรำวิชาดรรชนีสื่อวิญญาณอย่างรวดเร็ว พลังปราณอันบริสุทธิ์ถูกรีดเร้นออกมาจากปลายนิ้ว ก่อตัวเป็นข่ายใยแมงมุมสีเงินยวงพุ่งทะยานข้ามกำแพงคฤหาสน์ ตรงเข้าฟาดฟันฝูงภูตผีชั้นต่ำที่กำลังรุมทึ้งวิญญาณรัชทายาท
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังระงมในโลกแห่งวิญญาณ ผีร้ายนับสิบตัวถูกเส้นด้ายสีเงินตัดร่างขาดสะบั้นและสลายกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา วิญญาณที่เหลือต่างแตกตื่นหนีตายกันจ้าละหวั่น ทิ้งให้วิญญาณของโอวหยางอวี้ยืนลอยเคว้งอยู่เพียงลำพัง
ชายหนุ่มในร่างวิญญาณหันขวับมาตามทิศทางที่พลังสีเงินพุ่งมา ดวงตาหงส์ที่เคยเลื่อนลอยบัดนี้ฉายแววประหลาดใจ เขาปะทะสายตากับเสิ่นเจียหนิงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกำแพง ระยะห่างไกลกันทว่าสายตาของทั้งสองกลับประสานกันอย่างชัดเจน
นางมองเห็นเขา และเขาก็มองเห็นนาง
เสิ่นเจียหนิงส่งยิ้มบางเบาให้วิญญาณรัชทายาท เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและแฝงความนัยอันลึกซึ้ง นางยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเป็นเชิงบอกให้เขาเงียบ ก่อนจะสะบัดมือขวาเรียกวิญญาณเร่ร่อนตนหนึ่งที่อยู่ใกล้บริเวณนั้นมาหา
"ไปสิงสุนัขจรจัดแถวนี้ แล้วเห่าหอนเบี่ยงเบนความสนใจองครักษ์ตรงกำแพงทิศใต้เสีย ข้าจะเข้าไปด้านใน" นางออกคำสั่งผ่านกระแสจิต
วิญญาณเร่ร่อนรับคำสั่งพุ่งตัวออกไปทันที เพียงครู่เดียวเสียงสุนัขเห่ากรรโชกอย่างดุร้ายก็ดังขึ้นที่กำแพงทิศใต้ องครักษ์หลายคนรีบพุ่งตัวไปตรวจสอบตามสัญชาตญาณ เปิดช่องโหว่เพียงชั่วลมหายใจให้เสิ่นเจียหนิงอาศัยความว่องไวที่ฝึกฝนมาตลอดสิบปี พลิกตัวกระโดดข้ามกำแพงสูงเข้าไปในคฤหาสน์ลับแห่งนั้นราวกับวิฬาร์ไร้เงา
