5
แสงเทียนริบหรี่ในเรือนไผ่ร่วงส่องกระทบใบหน้างดงามที่บัดนี้ราบเรียบดุจผิวน้ำไร้คลื่นลม เสิ่นเจียหนิงจรดพู่กันลงบนกระดาษแผ่นเก่า ตัวอักษรพลิ้วไหวทว่าแฝงไปด้วยความหนักแน่นและทรงพลังปรากฏขึ้นทีละตัว นางบรรจงถ่ายทอดความในใจและความจริงที่ถูกกลบฝังมานานนับสิบปีลงไป หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นร่วงหล่นกระทบโต๊ะไม้ผุพัง ทว่านั่นหาใช่น้ำตาแห่งความอ่อนแอ แต่เป็นน้ำตาแห่งความเด็ดเดี่ยว
‘ท่านตาและท่านยายที่เคารพรักยิ่งของหลาน’
‘สิบปีแล้วที่เจียหนิงไม่ได้กราบกรานแทบเท้าพวกท่าน หลานอกตัญญูยิ่งนักที่วันนั้นกล่าววาจาตัดรอนสายสัมพันธ์ ทำให้ท่านตากับท่านยายต้องปวดร้าวใจ ทว่าทุกอย่างล้วนเป็นแผนการสกปรกของสวีหลาน นังมารร้ายข่มขู่หลานในวัยห้าขวบ หากหลานไม่ยอมทำตามที่มันสั่ง มันจะขุดศพท่านแม่ขึ้นมาสับประหาร และจะวางยาพิษสังหารคนในจวนอันกั๋วกงให้สิ้นซาก เด็กน้อยวัยห้าขวบที่เพิ่งสูญเสียมารดาหวาดกลัวจนไร้ทางสู้ จึงจำใจต้องผลักไสครอบครัวที่รักหลานที่สุดออกไป’
‘บัดนี้หลานเติบโตขึ้นแล้ว สวรรค์เมตตาให้หลานรอดพ้นจากความตายที่พวกมันหยิบยื่นให้ระหว่างทางกลับเมืองหลวง หลานไม่ใช่เด็กหญิงผู้อ่อนแอคนเดิมอีกต่อไป หลานรู้ว่าพวกมันกำลังวางแผนทำร้ายหลานอีกครั้งในงานปักปิ่นของเสิ่นอิงอิง ทว่าครั้งนี้ หลานจะไม่ยอมเป็นเหยื่อให้พวกมันเชือดเฉือน หลานจะกระชากหน้ากากจอมปลอมของพวกมันออกมาให้คนทั้งเมืองหลวงประจักษ์’
‘เจียหนิงหวังเพียงสิ่งเดียว ขอท่านตาและท่านยายโปรดรอคอยเวลา เมื่อถึงวันงานปักปิ่นของตระกูลเสิ่น ขอให้ตระกูลมู่ของพวกเราเหยียบย่างเข้าจวนราชครูอย่างสง่าผ่าเผย เพื่อร่วมเป็นพยานในการทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ท่านแม่และตัวหลานเอง’
เมื่อเขียนจบ เสิ่นเจียหนิงกัดปลายนิ้วชี้ของตนเองจนเลือดซึม นางประทับรอยเลือดลงบนมุมกระดาษเพื่อใช้เป็นตราประทับยืนยันตัวตน เลือดหยดนี้ยังแฝงไปด้วยพลังวิญญาณอันเข้มข้นที่จะช่วยปกป้องจดหมายจากสายลมและแสงแดด พับกระดาษอย่างระมัดระวังแล้วสอดไว้ในอกเสื้อ
หญิงสาวหลับตาลงรวบรวมสมาธิ ริมฝีปากบางพึมพำบทสวดอัญเชิญวิญญาณด้วยภาษากายและจิต อุณหภูมิในห้องลดฮวบลงอย่างรวดเร็วจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามกรอบหน้าต่าง ลมหนาวพัดกรรโชกเข้ามาวูบหนึ่ง ก่อนที่เงาดำทะมึนร่างสูงใหญ่จะปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
มันคือวิญญาณอดีตทหารกล้าที่ตายในสนามรบอย่างอยุติธรรม เสิ่นเจียหนิงเคยพบเขาเมื่อครั้งเร่ร่อนอยู่แถบชายแดนเมืองเฟิงหวง นางได้สวดส่งวิญญาณชำระล้างความอาฆาตให้เขาบางส่วน ทหารผู้นี้จึงขอสาบานตนเป็นข้ารับใช้ติดตามนางเพื่อทดแทนคุณ
"นายหญิง มีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้" เสียงแหบพร่าดังก้องกังวานในหัวของนางเพียงผู้เดียว
เสิ่นเจียหนิงหยิบจดหมายที่ผนึกด้วยเลือดส่งให้วิญญาณทหารกล้า "จงนำจดหมายฉบับนี้ไปที่จวนอันกั๋วกง มอบให้ถึงมืออันกั๋วกงมู่เตี้ยน ห้ามให้ผู้ใดพบเห็นหรือล่วงรู้เป็นอันขาด หากพบเจอสิ่งกีดขวางที่เป็นยันต์หรือของขลังในจวน พลังเลือดของข้าในจดหมายจะช่วยปกป้องเจ้าเอง"
"ข้าน้อยรับบัญชา" เงาดำโค้งคำนับรับจดหมายไว้ในมือที่โปร่งแสง ก่อนจะสลายตัวกลายเป็นสายหมอกสีดำ พุ่งทะยานทะลุหลังคาเรือนไผ่ร่วงหายลับไปในความมืดมิดของยามราตรี
จวนอันกั๋วกงอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร บรรยากาศภายในเรือนหลักกลับเงียบเหงาและเต็มไปด้วยความอึดอัด อันกั๋วกงมู่เตี้ยน ชายชราผู้มีใบหน้าดุดันและแววตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยว กำลังนั่งกระดกสุราจอกแล้วจอกเล่า ฮูหยินผู้เฒ่ามู่นั่งอยู่เคียงข้าง ดวงตาฝ้าฟางแดงก่ำจากการร้องไห้มาอย่างยาวนาน
"ตาเฒ่า ข้าได้ยินข่าวลือหนาหูว่าเด็กคนนั้นกลับมาถึงจวนราชครูแล้ว" ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"สิบปีแล้วนะ สิบปีที่พวกเราไม่ได้เห็นหน้าหลาน เจียหนิงของพวกเราจะเป็นอย่างไรบ้าง รูปร่างหน้าตาจะงดงามเหมือนหลินเอ๋อร์ลูกของเราหรือไม่"
มู่เตี้ยนกระแทกจอกสุราลงบนโต๊ะอย่างแรง ความโกรธเกรี้ยวพวยพุ่งขึ้นในอก
"อย่าพูดถึงเด็กอกตัญญูนั่น เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าก่อนไปมันชี้หน้าด่าทอพวกเราว่าอย่างไร
มันบอกว่าตระกูลมู่เป็นตัวซวย ทำให้แม่มันต้องตาย ราชครูหน้าโง่นั่นก็เชื่อคำยุแยงของนังเมียรอง ส่งหลานข้าไปตกระกำลำบากตั้งสิบปี พอถึงเวลาจะปักปิ่นค่อยเรียกตัวกลับมาทำดีด้วย ช่างเสแสร้งจนน่าสะอิดสะเอียน"
"แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของหลินเอ๋อร์นะตาเฒ่า ตอนนั้นเจียหนิงเพิ่งจะห้าขวบ เด็กตัวแค่นั้นจะไปรู้เรื่องอะไร อาจจะถูกคนเสี้ยมสอนมาก็เป็นได้" ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงปกป้องหลานสาวด้วยความรักที่ฝังลึก
มู่เตี้ยนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แววตาดุดันอ่อนล้าลง เขารักหลานสาวคนนี้ยิ่งกว่าสิ่งใด แต่บาดแผลในใจที่ถูกหลานตัดรอนก็ลึกเกินกว่าจะลบเลือนได้ง่ายๆ ทันใดนั้นเอง
สายลมเย็นยะเยือกก็พัดวูบเข้ามาในห้องที่ปิดหน้าต่างมิดชิด แสงเทียนสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกือบดับ ก่อนที่กระดาษเก่าๆ แผ่นหนึ่งจะร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า ทิ้งตัวลงตรงหน้าอันกั๋วกงอย่างแม่นยำ
มู่เตี้ยนชะงัก มือกร้านศึกตะปบเข้าที่ด้ามดาบข้างกายตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อมองเห็นรอยประทับสีแดงคล้ำบนมุมกระดาษ หัวใจของชายชราก็กระตุกวูบ นั่นไม่ใช่ตราประทับธรรมดา แต่เป็นรอยเลือด
เขาหยิบจดหมายขึ้นมาคลี่ออกอ่านอย่างระแวดระวัง ทว่าเพียงแค่ได้เห็นลายมือบนแผ่นกระดาษ
ดวงตาของพญาเหยี่ยวก็เบิกกว้าง ลายมือนี้ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับมู่หลิน บุตรสาวสุดที่รักของเขายิ่งนัก
ฮูหยินผู้เฒ่าสังเกตเห็นความผิดปกติจึงชะโงกหน้าเข้ามาดู เมื่อทั้งสองได้อ่านข้อความในจดหมายอย่างละเอียด บรรยากาศในห้องก็แปรเปลี่ยนจากความเงียบเหงากลายเป็นพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำ
"นังสวีหลาน นังมารสารเลว" มู่เตี้ยนคำรามลั่นจวน กำกระดาษในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ความโกรธแค้นแทบจะแผดเผาทุกสิ่งรอบกาย
"ที่แท้ความจริงเป็นเช่นนี้ หลานข้าต้องทนทุกข์ทรมาน แบกรับความอยุติธรรมมาถึงสิบปี เพียงเพราะคำขู่ขวัญของนังแพศยานั่น"
ฮูหยินผู้เฒ่าปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นหยาดน้ำตาได้อีกต่อไป นางทุบหน้าอกตนเองด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก "โธ่ เจียหนิง หลานยาย เด็กโง่ ทำไมเจ้าถึงต้องแบกรับเรื่องโหดร้ายเช่นนี้ไว้คนเดียว ยายผิดเอง ยายโง่เขลาที่ไม่รอบคอบ ปล่อยให้นังงูพิษนั่นรังแกเจ้า"
"ไม่ต้องร้องไห้แล้วฮูหยิน" มู่เตี้ยนลุกขึ้นยืนตระหง่าน แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมหาญดุจแม่ทัพผู้เตรียมออกศึก
"ในเมื่อหลานของข้าส่งสัญญาณมาถึงเพียงนี้ ตระกูลมู่ของเราก็จะไม่ทนอยู่อย่างเงียบๆ อีกต่อไป นังสวีหลานคิดจะใช้ลานปักปิ่นเป็นที่เชิดหน้าชูตาลูกสาวตัวสั่นงันงกของมันใช่หรือไม่ ได้ ข้าอันกั๋วกงจะจัดของขวัญชิ้นใหญ่ไปมอบให้มันถึงที่ ให้มันรู้ว่าการบังอาจแตะต้องสายเลือดของตระกูลมู่ จะต้องพบเจอกับจุดจบเช่นไร"
คืนนั้น ทั่วทั้งจวนอันกั๋วกงสว่างไสวไปด้วยแสงคบเพลิง กองกำลังทหารองครักษ์ฝีมือดีถูกเรียกตัวมารวมกันอย่างลับๆ
