7
เสิ่นเจียหนิงอาศัยความว่องไวและเงามืดเร้นกายลัดเลาะผ่านดงต้นไผ่ ทะยานขึ้นสู่หลังคาเรือนหลักอย่างเงียบเชียบ ปลายเท้าของนางแตะลงบนกระเบื้องเคลือบโดยไร้สรรพเสียง เบื้องล่างคือห้องบรรทมที่ฮ่องเต้และหมอหลวงกำลังเคร่งเครียด
ทว่าเป้าหมายของนางหาใช่ร่างเนื้อที่นอนนิ่งสลบไสล แต่เป็นดวงวิญญาณของรัชทายาทโอวหยางอวี้ที่ลอยทะลุหลังคาตามนางมาอย่างเงียบๆ
บุรุษหนุ่มในร่างโปร่งแสงหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ระยะห่างเพียงไม่กี่ก้าว แม้จะเป็นเพียงวิญญาณ ทว่ากลิ่นอายสูงศักดิ์และรัศมีแห่งมังกรที่แผ่ซ่านออกมากลับไม่อาจดูแคลนได้
ดวงตาหงส์คมกริบของเขาจ้องมองสตรีในชุดซอมซ่อตรงหน้าด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย
"เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมองเห็นข้าและขับไล่ภูตผีพวกนั้นได้" น้ำเสียงของโอวหยางอวี้ทุ้มต่ำทรงอำนาจ แม้ในยามที่ดวงจิตหลุดลอยก็ยังคงสติสัมปชัญญะไว้ได้อย่างน่าชื่นชม
เสิ่นเจียหนิงประสานสายตากับเขาอย่างไม่สะทกสะท้าน มุมปากยกยิ้มบางเบา
"ข้าเป็นใครนั้นหาใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือยามนี้ท่านกำลังก้าวเท้าข้างหนึ่งลงสู่ปรโลก หากวิญญาณของท่านสับสนและล่องลอยอยู่นอกร่างนานกว่านี้ ร่างกายของท่านก็จะดับสูญไปตลอดกาล"
"ข้าพยายามกลับเข้าร่างแล้ว แต่มันเหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นไว้" โอวหยางอวี้ขมวดคิ้ว เขารู้สึกตัวตลอดเวลาแต่กลับควบคุมสิ่งใดไม่ได้ราวกับถูกกักขังอยู่ในห้วงฝันร้าย
"กำแพงที่ท่านว่าคือกำแพงแห่งความตาย ร่างกายของท่านถูกพิษกัดกินจนอ่อนแอถึงขีดสุด วิญญาณจึงหลุดลอยออกมาและถูกพลังหยินดึงดูด ภูตผีชั้นต่ำพวกนั้นได้กลิ่นปราณมังกรของท่านจึงแห่กันมารุมทึ้ง หากข้ามาช้ากว่านี้เพียงก้านธูปเดียว ต่อให้เป็นต้าหลัวจินเซียนก็ไม่อาจดึงวิญญาณท่านกลับมาได้"
หญิงสาวก้าวเข้าไปประชิดตัวเขา กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกเหมยยามเหมันต์โชยแตะจมูกรัชทายาทหนุ่ม นางยกมือขวาขึ้น
ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางประกบกัน ปรากฏแสงสีเงินยวงสว่างวาบขึ้นมาอีกครั้ง
"ท่านติดหนี้ชีวิตข้าแล้ว รัชทายาท" เสิ่นเจียหนิงกระซิบเสียงแผ่วทว่าหนักแน่น
"จำใบหน้าของข้าไว้ให้ดี เมื่อท่านตื่นขึ้น จงรู้ไว้ว่าชีวิตนี้ของท่านเป็นของข้าครึ่งหนึ่ง"
เสิ่นเจียหนิงก็ใช้นิ้วที่อาบด้วยพลังปราณบริสุทธิ์ แตะลงบนกลางหน้าผากของดวงวิญญาณโอวหยางอวี้ พลังสีเงินพุ่งทะลวงเข้าสู่จิตวิญญาณของเขาอย่างรุนแรง มันอบอุ่นและทรงพลัง ขับไล่ความหนาวเหน็บของปรโลกออกไปจนหมดสิ้น
"จงกลับไปประทับในร่างของท่าน" นางตวาดเสียงกร้าว
พร้อมกับออกแรงผลักดวงวิญญาณของเขาให้ดิ่งลงทะลุหลังคาเรือน กลับคืนสู่ร่างเนื้อที่นอนอยู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องบรรทม ฮ่องเต้กำลังทอดถอนพระทัยด้วยความสิ้นหวัง หมอหลวงส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ทันใดนั้นเอง ร่างของโอวหยางอวี้ที่สงบนิ่งราวกับศพก็กระตุกเฮือกใหญ่ หน้าอกสูดลมหายใจเข้าลึกจนเกิดเสียงดัง ดวงตาที่ปิดสนิทมาหลายวันเบิกโพลงขึ้นในฉับพลัน
"อวี้เอ๋อร์" ฮ่องเต้อุทานด้วยความปีติยินดี รีบถลันเข้าไปจับมือพระโอรส "เจ้าฟื้นแล้ว สวรรค์คุ้มครอง ต้าเซี่ยของเรายังไม่สิ้นหวัง"
หมอหลวงรีบเข้ามาจับชีพจร ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
"เป็นไปไม่ได้ ชีพจรขององค์รัชทายาทกลับมาเต้นอย่างสม่ำเสมอแล้วพ่ะย่ะค่ะ พิษร้ายในร่างกายก็ดูเหมือนจะถูกสะกดไว้ ช่างเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้"
โอวหยางอวี้กะพริบตาถี่เพื่อปรับแสง ภาพบิดาและหมอหลวงชัดเจนขึ้นในคลองจักษุ เขาสัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งของร่างกายเนื้ออีกครั้ง ทว่าในหัวใจกลับเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"เสด็จพ่อ ข้ากระหายน้ำ" เสียงของเขาแหบพร่า แต่ก็ทำให้ฮ่องเต้ดีใจจนน้ำตาซึม รีบสั่งให้ขันทีนำน้ำชามาถวายทันที
ขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายด้วยความดีใจ โอวหยางอวี้ตวัดสายตามองขึ้นไปยังเพดานห้อง สิ่งสุดท้ายที่เขาสัมผัสได้ในโลกวิญญาณคือสัมผัสอันอบอุ่นที่กลางหน้าผาก และรอยยิ้มเย่อหยิ่งทว่างดงามตราตรึงใจของสตรีปริศนานางนั้น
'จำใบหน้าของข้าไว้ให้ดี เมื่อท่านตื่นขึ้น จงรู้ไว้ว่าชีวิตนี้ของท่านเป็นของข้าครึ่งหนึ่ง'
นางคือใครกัน สตรีในชุดผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ทว่ากลับมีพลังวิเศษลึกล้ำเหนือคนธรรมดา นางมาเพื่อช่วยเขา หรือมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง
บนหลังคาเรือน เสิ่นเจียหนิงรับรู้ได้ว่าชีพจรของรัชทายาทกลับมาเต้นเป็นปกติแล้ว นางยืดตัวขึ้นยืนปะทะสายลมยามเช้า ภารกิจแรกในการสร้างสัมพันธ์กับขั้วอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเสร็จสมบูรณ์แล้ว นางทิ้งหมากตัวสำคัญไว้ในใจของโอวหยางอวี้สำเร็จ
หญิงสาวไม่รอช้า พลิกตัวกระโดดลงจากหลังคา กลมกลืนหายไปกับเงามืดของตรอกซอกซอย ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยที่ยังคงอวลอยู่ในอากาศ
