4
เรือนไผ่ร่วง เรือนซอมซ่อท้ายจวนราชครูที่ถูกปล่อยทิ้งร้างมานานนับปี บัดนี้กลายเป็นที่พักพิงของเสิ่นเจียหนิง คุณหนูใหญ่แห่งจวนราชครูผู้เพิ่งรอดพ้นจากความตาย บานประตูไม้ผุพังส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามแรงลม ภายในห้องเต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นหนาเตอะ ข้าวของเครื่องใช้ล้วนเก่าคร่ำคร่าไร้ราคา ช่างแตกต่างจากเรือนหลักอันวิจิตรตระการตาของสวีหลานและเสิ่นอิงอิงราวฟ้ากับเหว
ชิวหมิง สาวใช้ทรยศที่ติดสอยห้อยตามมาด้วย อ้างว่าปวดท้องกะทันหันและรีบวิ่งหนีหายไปตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าจวน ทิ้งให้เสิ่นเจียหนิงต้องเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าเพียงลำพัง
ทว่าหญิงสาวหาได้ใส่ใจไม่ นางกลับรู้สึกรำคาญเสียด้วยซ้ำหากต้องมีสายตาของศัตรูคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา
เสิ่นเจียหนิงปัดฝุ่นบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ ออกลวกๆ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนมุมปากบาง
"คิดจะใช้ความลำบากมาบั่นทอนจิตใจข้าหรือ? ช่างโง่เขลานัก สวีหลาน ตลอดสิบปีที่เมืองเฟิงหวง ข้าต้องกินเศษอาหารบูดเน่า นอนกลางดินกินกลางทรายมาแล้ว เรือนผุพังแค่นี้เทียบไม่ได้เลยกับนรกที่เจ้าเคยมอบให้ข้า"
เมื่อความมืดโรยตัวปกคลุมทั่วบริเวณจวนราชครู บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไร เสิ่นเจียหนิงหลับตาลง
ผ่อนลมหายใจเข้าออกช้าๆ รวบรวมสมาธิและพลังวิเศษที่หลับใหลอยู่ภายในจิตวิญญาณ
นอกจากดวงตาสื่อวิญญาณแล้ว สวรรค์ยังประทาน ‘หูทิพย์’ มาให้นางอีกด้วย เพียงแค่เพ่งจิต นางก็สามารถได้ยินสรรพเสียงจากระยะไกลหลายลี้ได้อย่างชัดเจนราวกับมายืนกระซิบอยู่ข้างหู
กระแสพลังอุ่นวาบไหลเวียนไปรวมกันที่โสตประสาท เสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงก้าวเดินของยามรักษาการณ์ ค่อยๆ ถูกคัดกรองออกไป เสิ่นเจียหนิงพุ่งเป้าความสนใจไปที่เรือนหลักของฮูหยินรองสวีหลานทันที
เสียงแรกที่พุ่งเข้ามากระทบโสตประสาทคือเสียงถ้วยชากระเบื้องชั้นดีตกแตกกระจายลงบนพื้น ตามด้วยเสียงตวาดแหวเกรี้ยวกราดของสวีหลาน
"ขยะ เลี้ยงเสียข้าวสุกรับเงินข้าไปตั้งมากมายแต่กลับปล่อยให้นังเด็กเมื่อวานซืนรอดกลับมาได้ ซ้ำยังมาตายยกเปล่าอย่างไร้ร่องรอยอีก พวกมันเป็นโจรป่าภาษาอะไรกัน"
เสียงสวีหลานหอบหายใจด้วยความโกรธจัด ขณะที่เสียงของโจวหมัวมัว หญิงรับใช้คนสนิทดังก้องขึ้นมาเจือความหวาดหวั่น
"ฮูหยินโปรดระงับโทสะด้วยเถิดเจ้าค่ะ บ่าวให้คนไปสืบดูที่หุบเขาเหยิงซานแล้ว สภาพศพของพวกโจรป่าช่างสยดสยองนัก ราวกับพวกมันเข่นฆ่ากันเอง บางคนเบิกตาโพลงราวกับเห็นผีสาง บ่าวเกรงว่า..."
"หุบปากผีสางบ้าบออันใดกัน ในโลกนี้มีแต่คนชั่วช้าเท่านั้นที่น่ากลัว นังเจียหนิงมันก็แค่เด็กสาวตัวเปล่าๆ มันจะไปมีปัญญาทำอะไรได้ คงเป็นเพราะพวกโจรมันขัดผลประโยชน์กันเองเสียมากกว่า" สวีหลานตวาดตัดบทอย่างไม่ยอมรับความจริง
ต่อมาเป็นเสียงสะอื้นไห้กระซิกๆ ของเสิ่นอิงอิง "ท่านแม่ ข้าเกลียดมัน ท่านเห็นสายตาที่มันมองพวกเราเมื่อตอนกลางวันหรือไม่ มันมองข้าราวกับเป็นเศษขยะอีกไม่กี่วันก็จะถึงงานปักปิ่นของข้าแล้ว งานที่ท่านแม่เตรียมการมาอย่างดีเพื่อเชิดหน้าชูตาข้า หากนังตัวกาลกิณีนั่นไปเสนอหน้าและทำตัวโดดเด่นล่ะก็ ข้าไม่ยอมนะเจ้าคะท่านแม่"
"อิงอิงลูกรักของแม่ อย่าได้กังวลไปเลย งานปักปิ่นของเจ้าจะต้องยิ่งใหญ่และสมเกียรติที่สุดในเมืองหลวง แขกเหรื่อล้วนเป็นชนชั้นสูง แม่จะไม่มีวันยอมให้นังดาวหายนะนั่นมาทำลายงานของเจ้าเด็ดขาด" น้ำเสียงของสวีหลานอ่อนลงเมื่อปลอบประโลมบุตรสาว ทว่าแฝงไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย
"แล้วท่านแม่จะจัดการกับมันอย่างไรเจ้าคะ ในเมื่อมันกลับมาถึงจวนแล้ว ท่านพ่อก็รู้แล้ว หากมันตายกะทันหันในจวน คนภายนอกจะครหาเราได้นะเจ้าคะ"
เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจ ก่อนที่เสิ่นเจียหนิงจะได้ยินเสียงหัวเราะเยือกเย็นของสวีหลานดังแว่วมา
"ใครบอกว่าแม่จะฆ่ามันให้เปื้อนมือเล่า ความตายมันสบายน้อยไป สำหรับนังสายเลือดอัปมงคลอย่างมัน ต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าตายทั้งเป็น..." สวีหลานลดเสียงลงจนเกือบเป็นกระซิบ แต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดหูทิพย์ของเสิ่นเจียหนิงไปได้
"โจวหมัวมัว พรุ่งนี้เช้าเจ้าจงรีบส่งคนไปที่บ้านเดิมของข้า นำจดหมายไปมอบให้สวีคังหลานชายของข้า บัดนี้นังเจียหนิงโตเป็นสาว หน้าตาก็งดงามหมดจดไม่เบา หากสวีคังได้ลอบเข้าไปเชยชมมันถึงในห้องนอน รวบรัดตัดความจนข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก..."
"ฮูหยิน แผนนี้ช่างล้ำลึกนักเจ้าค่ะ" โจวหมัวมัวอุทานด้วยความตื่นเต้น
"หากคุณหนูใหญ่สูญเสียความบริสุทธิ์ให้กับบุรุษเสเพลเช่นคุณชายสวีคัง นายท่านราชครูย่อมโกรธเกรี้ยวและอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ถึงตอนนั้นตระกูลอันกั๋วกงของท่านตามันก็คงไม่กล้ารับหลานสาวคาวโลกีย์กลับไปเชิดหน้าชูตาหรอกเจ้าค่ะ"
"ถูกต้องเมื่อมันกลายเป็นสตรีไร้ค่าที่ถูกหยามเกียรติ บิดาของมันย่อมรังเกียจ ไม่มีตระกูลขุนนางใดกล้ารับมันไปเป็นฮูหยินหรือแม้แต่อนุ ถึงตอนนั้น ข้าจะจับมันโยนเข้าหอนางโลม หรือไม่ก็ขายเป็นทาสชั้นต่ำ ให้มันได้ลิ้มรสความทรมานจนต้องร้องขอความตาย"
เสิ่นอิงอิงหัวเราะคิกคักอย่างพึงพอใจ "ดีเลยเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าอยากเห็นใบหน้าหยิ่งผยองของมันถูกเหยียบย่ำจมดินเต็มทนแล้ว"
บทสนทนาอันแสนโสมมค่อยๆ เงียบลง เสิ่นเจียหนิงลืมตาขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความมืดมิดในเรือนไผ่ร่วง
บรรยากาศรอบตัวนางเยือกเย็นลงกะทันหัน อุณหภูมิในห้องลดฮวบจนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง ดวงตากลมโตหงส์ที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้วาวโรจน์ไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้น
สวีหลานช่างใจดำอำมหิตนัก ชาติก่อนวางแผนฆ่านางยังไม่พอ ชาตินี้หวังจะทำลายพรหมจรรย์และชื่อเสียงของนางให้ย่อยยับยิ่งกว่าตายทั้งเป็น ใช้หลานชายสารเลวของตนเองมาเป็นเครื่องมือ ช่างเป็นแผนการที่สกปรกต่ำช้าไร้ที่ติ
"สวีหลานเอ๋ย สวีหลาน ในเมื่อเจ้ากล้าขุดหลุมพรางที่โสมมถึงเพียงนี้ ข้าก็จะสนองคืนให้เจ้าอย่างสาสม" เสิ่นเจียหนิงพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงแหบพร่าดุจพญามัจจุราช
นางรู้ดีว่าในจวนราชครูแห่งนี้ นางยังไม่มีอำนาจและเส้นสายใดๆ บิดาผู้หูเบาก็พึ่งพาไม่ได้ หากจะรับมือกับแผนการร้ายของนังงูพิษสวีหลานและเตรียมตัวทวงคืนความยุติธรรมให้มารดา นางจำเป็นต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่งคอยหนุนหลัง
ตระกูลมู่ จวนอันกั๋วกง
ท่านตากับท่านยายที่รักนางที่สุด ผู้ซึ่งชาติก่อนนางถูกข่มขู่บีบบังคับจนต้องตัดขาดจากพวกเขาอย่างจำใจ ชาตินี้นางจะไม่ยอมโง่เขลาเป็นเครื่องมือของใครอีก เสิ่นเจียหนิงเดินไปที่โต๊ะไม้ผุพัง หยิบกระดาษและพู่กันเก่าๆ ที่พอจะหาได้ในเรือนขึ้นมา ฝนหมึกด้วยความมุ่งมั่น
คืนนี้นางต้องส่งจดหมายไปถึงท่านตา เพื่อแจ้งให้ตระกูลมู่ล่วงรู้ถึงการหลบซ่อนตัวละครฉากใหญ่ที่กำลังจะเปิดม่านขึ้น และผู้ที่จะทำหน้าที่เป็นม้าเร็วส่งจดหมายลับฉบับนี้ ย่อมไม่ใช่คนเป็น แต่เป็นภูตผีผู้ซื่อสัตย์ที่จะไม่มีวันปริปากทรยศนางเด็ดขาด
