บางอย่างสะกิดใจ
ราวกับว่านางเห็นถึงความผิดปกติบางสิ่งบางอย่างในความทรงจำที่ถาโถมเข้ามาเมื่อครู่... ลางสังหรณ์บางอย่างสะกิดใจนางให้เกิดความเคลือบแคลงใจ
หญิงสาวรีบผุดลุกขึ้นยืนจนสองเท้ามั่นคง นางมุ่งหน้าเดินกลับจวนด้วยความเร่งรีบราวกับร้อนใจเป็นหนักหนา
เจ้าทึ่มว่านไถไถ่ถึงกับยืนงงเป็นไก่ตาแตก เขายืนนิ่งแข็งทื่อราวกับขอนไม้หักๆ ท่อนหนึ่งอยู่เป็นนาน เพราะรับอารมณ์ที่เปลี่ยนไปแบบหุนหันพลันแล่นของนางไม่ทัน นอกจากใบหน้าของนางที่ยังคงเดิม แต่ท่าทาง และบุคคลิกภายนอกของนางนั้น ดูแตกต่างจากซินเยียนคนเดิมราวกับคนละคน
ดูราวกับว่านางมีตาหลัง โดยไม่ทันที่เจ้าทึ่มว่านไถไถ่จะเอ่ยปากกล่าวถามสิ่งใด จ้าวซินเยียนก็เปรยคล้ายดั่งประโยคบอกเล่าออกมาให้เขาได้หายคับข้องใจเสียก่อนแล้ว...
“ข้าต้องรีบกลับจวนไปให้ทันเวลา ทำไมข้าจึงรู้สึกว่า การออกมาจากจวนเพียงเพื่อมาเด็ดดอกเหมยฮวาประดับห้องของท่านบิดา ช่างเป็นความคิดที่ง่ายดาย และดูไร้สาระเยี่ยงนี้ ทั้ง ๆ ที่สามารถเรียกใช้สาวใช้ หรือใครก็ได้ ให้ออกมาเก็บให้”
และดูเหมือนว่าลางสังหรณ์ของซินเยียนจะมาถูกที่ถูกเวลาเสียด้วย
เวลานี้ ล่วงเข้า *ยามโหย่ว แล้ว
เมื่อนางกลับไปถึงจวน พิธีการทั้งหมดก็ได้จัดเตรียมรอเอาไว้แล้ว คงเหลือเพียงลองเครื่องแต่งกายให้นาง และรอให้ถึงฤกษ์ยามมงคลในวันพรุ่งเพื่อจัดการเคลื่อนขบวนเท่านั้น
ภายในห้องโถงใหญ่ของเรือนเอก...ที่แห่งนั้นมีชายวัยกลางคนรูปร่างเจ้าเนื้อเล็กน้อย แต่งกายผิดแผกจากผู้อื่นโดยรอบ ตัดเย็บด้วยความปราณีต
ด้วยผ้าแพรเนื้อดีสีครามสวย ขับเสริมให้ใบหน้านิ่งขรึมของเขา ดูดีสมวัย ประกายแห่งความน่าเกรงขาม แผ่ขยายอยู่รอบตัว
เสียงฝีเท้าของผู้ที่เพิ่งเดินก้าวเข้ามา ทำให้เขาเกิดความสนใจจนต้องหมุนตัวกลับมามอง ดวงตาสีน้ำหมึกฉาบเต็มไปด้วยม่านตาแห่งความอบอุ่น เมื่อเห็นชัดแล้วว่าผู้ที่เพิ่งมาปรากฏตัวนั้นเป็นใคร
สายตาเฉียบคมทอดมองมายังร่างงามระหง ของหญิงสาวที่เพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมาเพียงไม่กี่หนาว เดินย่างเท้าก้าวเข้ามาจากประตูด้านหน้า ด้วยความเชื่องช้า แต่ระมัดระวังทุกการเคลื่อนไหว ก่อนที่จะระบายยิ้มเพียงน้อยผ่านสายตา และสีหน้า พร้อมๆ กับเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หากแต่ประกายแฝงด้วยการออกคำสั่ง ต่อหญิงสาวที่เพิ่งมองสบตากัน
“มาถึงแล้ว ก็รีบเข้าไปลองชุดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเถิด ยามรุ่งจะได้ไม่เสียเวลาขึ้นเกี้ยว” ซินเยียนหันหน้าไปมองตามเสียงทุ้มต่ำ หากแต่ก้องกังวาน เต็มไปด้วยการแสดงออกถึงความมีอำนาจของคนผู้นั้น
“ท่านพ่อ”
ด้วยความเคยชิน ทำให้ปากเล็กน่ารักเปรยเสียงนี้ออกมาแม้จะแผ่วเบา หากแต่ซินเยียนก็ได้ยินเสียงของตัวเองชัดเต็มหูทั้งสองข้าง ...
นี่คือความจำของเจ้าของร่างเดิมสินะ... ภายในร่างของนาง รับรู้ได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านคลอบคลุม ที่สามารถขับไล่ความหนาวเหน็บในขั้วหัวใจบาง ให้พ้นออกไป
ความรู้สึกดี ที่เจ้าของร่างเดิม มีให้ต่อชายวัยกลางคนผู้นี้ คือความกตัญญูสุดท้ายที่นางพึงจะทำได้ จ้าวซินเยียนยินยอมเสียสละความเป็นอิสระชั่วชีวิตของตน เพื่อแต่งงานเข้าจวนอ๋องวิปริตผู้นั้น ดีกว่าที่จะให้ทุกคนภายในจวนโดยเฉพาะบิดาที่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเธอเพียงผู้เดียวนี้ ต้องรับโทษเพราะขัดต่อพระราชโองการ
ชายวัยกลางคน ที่กำลังยืนเอามือไขว้หลังอยู่ใจกลางห้องโถง คือบิดาของเจ้าของร่างเดิม ที่เพิ่งกลับจากการออกไปร่วมทำสัญญาลงนามสงบศึกกับแคว้นเพื่อนบ้าน ความดีความชอบของเขา ทำให้ได้รับพระราชทานให้คัดเลือกบุตรีในสมรสของตนเอง เพื่อออกเรือนเป็นชายาเอกของชินอ๋องผู้เดียวดาย ไร้ซึ่งพระชายา และพระสนมข้างกาย
ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นหน้าเป็นตาให้กับวงศ์ตระกูล แต่เสนาบดีจ้าวหลี่ผู้บิดาผู้ให้กำเนิดของนาง กลับมีหน้าตาบูดบึ้ง และน้ำเสียงที่บ่งบอกได้ถึงความไม่สบอารมณ์นักอย่างเห็นได้ชัด
เดิมทีจ้าวซินเยียนเจ้าของร่างเดิม หลงคิดว่า อาจจะเป็นเพราะผู้เป็นบิดาหวงแหนบุตรสาวเช่นตน จึงไม่เต็มใจที่จะให้ตบแต่งออกจากเรือนไป และเพราะไม่สามารถขัดต่อราชโองการได้ จึงต้องจำยอม
แต่ความจริงคือเขารู้ถึงเจตนารมย์ของฮ่องเต้เจ้าเล่ห์ผู้นี้ดี ด้วยเพราะต้องการควบคุมชินอ๋องเอาไว้แทบเท้า จึงออกอุบายให้เขาเสียสละบุตรีของตนเพื่อใช้ต่างสายลับ คอยจับตาดูทุกการเคลื่อนไหว ของว่าที่พระสวามีของตน
และด้วยเพราะเขามีเพียงจ้าวซินเยียนเท่านั้น ที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนซึ่งอยู่ในวัยออกเรือนได้ จึงทำให้เขารู้สึกราวกับถูกบีบบังคับเอาไว้ในมือ บีบก็ตาย คลายก็รอด หากขัดขืนพระราชโองการ ก็เท่ากับว่าคิดกบฏมิใช่หรือ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีเสียเมื่อไร
ทางด้านจ้าวซินเยียนเจ้าของร่างเดิมผู้นั้น นางหารู้ไม่ว่าผู้ที่นางจะต้องแต่งด้วยนั้น ได้รับฉายาว่า อ๋องมหาโหด เพราะนอกจากเขาโหดร้ายกับข้าศึก และข้าราชบริพารแล้ว เขายังโหดร้ายต่อหญิงสาวที่ได้รับมอบหมายให้ตบแต่งเข้าจวนในฐานะอนุน้อยใหญ่อีกด้วย จนทำให้หญิงสาวหลายต่อหลายคน ที่ได้รับพระราชทานการแต่งงานในลักษณะนี้ ตัดช่องน้อยแต่พอตัว รีบชิงคิดสั้นฆ่าตัวตายเสีย ก่อนที่เกี้ยวของตนจะมาถึงหน้าประตูจวนของชินอ๋องเสียด้วยซ้ำ
ขณะที่นางยืนนิ่งเพื่อประมวลภาพความเป็นมาผ่านความคิดที่เหลืออยู่จากดวงวิญญาณซินเยียนเจ้าของร่างเดิมอยู่นั้น ก็มีเด็กน้อยอายุอานามอยู่ในช่วงราว ๆ สิบสามขวบปี ได้วิ่งเข้ามาจับมือแบบบาง ของนางเอาไว้
“พี่หญิง พี่หญิงเจ้าคะ หากพี่หญิงไม่เต็มใจที่จะต้องออกเรือนแทนพี่รอง ทำไมพี่หญิงไม่ร้องต่อท่านพ่อของเราเล่า ทำไมพี่หญิงจะต้องฝืนใจตนเองและยินยอมแบกรับความรับผิดชอบนี้ แทนคนอื่นด้วย”
ใบหน้ารูปเมล็ดแตงโม ประดับไปด้วยปากเล็กน่ารักสีชมพูอ่อนธรรมชาติ แววตาใสซื่อเปล่งประกายออกมาจากนัยน์ตาสีน้ำตาลประกายแดง เผยเสน่ห์ความน่ารักน่าเอ็นดูของสาวน้อยที่ยืนสนิทอยู่เคียงข้าง
ซินเยียนถึงกับต้องอมยิ้ม เมื่อมองเห็นท่าทีออดอ้อนราวกับลูกแมวตัวน้อยของนาง เผลอให้นิ้วเรียวสวยยกหยิบแก้มหยอกสาวน้อยวัยขบเผาะด้วยความเอ็นดูไปตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นเองภายในใจโดยไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ
แม้เจ้าของร่างเดิมจะไม่ทิ้งความทรงจำของจ้าวหลินหลานเอาไว้มากนัก แต่จ้าวซินเยียนในปัจจุบันก็รับรู้ได้ตามสัญชาตญาณว่า เด็กสาววัยแรกแย้มผู้มีความงามด้วยธรรมชาติผู้นี้ เป็นผู้ที่มีจิตใจดี ไร้ซึ่งพิษสงใด
ตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ที่มีบางส่วนหลงเหลือเกี่ยวกับเรื่องราวของเด็กสาว เจ้าของแก้มแดงปลั่งราวกับลูกพลับสุกผู้นี้มีนามว่า จ้าวหลินหลาง
นางเป็นบุตรีคนเล็กสุด ระหว่างบิดาของนางและอนุคนสุดท้ายของเขา มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับจ้าวซินเยียนเพียงครึ่ง เนื่องจากมีบิดาร่วมกัน ต่างแต่มารดาเท่านั้น
หากแต่ทั้งสองกลับมีไมตรีที่ดีต่อกัน แม้จะไม่ได้คลุกคลีกันบ่อยนัก ด้วยเพราะเหตุผลบางอย่าง แต่จ้าวหลินหลานผู้นี้ ก็ไม่เคยนิ่งดูดาย ยามที่เห็นจ้าวซินเยียนผู้พี่ ถูกคนรังแก
ส่วนมารดาที่แท้จริงของจ้าวซินเยียนนั้น ได้ทอดทิ้งเธอไปตั้งแต่วัยเยาว์ ... ช่างละม้ายกับเรื่องราวในชีวิตก่อนที่นางเคยจากมาเสียจริง
ความทรงจำเดียวที่เจ้าของร่างมีเกี่ยวกับมารดาผู้ให้กำเนิดของตนก็คือ พู่ประดับขนงามสีขาวราวกับหิมะ ที่แขวนห้อยประดุจเครื่องรางอยู่ตรงกลางเอวของนาง ของสิ่งนี้ถูกเก็บเอาไว้อย่างดีด้วยความหวงแหนในถุงเครื่องหอม และนางไม่เคยลืมที่จะพกพามันไปด้วยในทุก ๆ ที่ที่นางไป
และวันนี้ก็เช่นกัน ขณะที่นางพลัดตกลงมาจากต้นของดอกเหมยฮวานั้น พู่ประดับที่อยู่ในถุงหอมนี้ กลับเปล่งแสงประหลาดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงดับไปเมื่อเสร็จสิ้นการสลับสับเปลี่ยนดวงวิญญาณ
ก่อนดรุณีน้อยทั้งสองจะได้เอ่ยปากทักทายพูดคุยกัน เสียงแหลมระคายแก้วหูอ่อนของสตรีนางหนึ่ง ก็ตวาดดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ความห้วนสั้นเจ้าอารมณ์ที่มีอยู่เต็มที่ในน้ำเสียงนั้น ทำให้สองพี่น้องที่ยืนคู่กันอยู่ ต้องรีบหมุนกายหันกลับไปมองแทบจะพร้อมเพรียงกันในทันที
“เหลวไหล!! เจ้าเด็กปากเปราะคนนี้... เจ้าว่าใครกันไม่เต็มใจกัน และใครกันจะแทนที่ใครได้ พระราชโองการกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน ว่าต้องเป็นบุตรีในสมรส และซินเยียนก็มีคุณสมบัติครบถ้วน ทำไมนางจึงจะต้องคัดค้านด้วย!”
เสียงแหลมดังกร้าวขึ้นมาจากประตูทางเข้าห้องโถง เสียงที่มาก่อนการมาถึงของเจ้าของเสียงนั้น ทำให้จ้าวหลินหลางเกิดอาการสะดุ้งจนตัวโยน และรีบแอบไปหลบอยู่ข้างหลังของจ้าวซินเยียนด้วยความรวดเร็ว
ร่างเล็กที่ยังโตไม่เต็มวัย เกิดอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด สองมือเล็กกำชายผ้าของผู้เป็นพี่สาวเอาไว้แน่นขนัด ราวกับว่าอยากจะรวมตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาภรณ์ที่นางได้สวมใส่ พาให้จ้าวซินเยียนรู้สึกถึงความตึงบนใบหน้าของตนขึ้นมาอย่างที่ไม่ทันได้ตั้งใจ
มารดาของนางหายตัวไป ที่ทำตัวอวดใหญ่ เจ้ากี้เจ้าการชีวิตของเจ้าของร่างเดิม คงหนีไม่พ้นคางคกขึ้นวอ ฮูหยินคนใหม่ของเสนาบดีจ้าวหลี่ ที่เสนอตัวเป็นใหญ่ เพราะมีคนมีอำนาจคอยถือหางอยู่ข้างหลัง ทำให้ไม่กลัวเกรงใครเลยผู้นั้น
“เม่ยกัวซา”
