บทที่ 5
เขายืนส่งขุนพลฉั่วกับกองทหารร้อยนายออกไปปราบโจรชั่วจวิ้นจื่อหลงที่ปล้นสะดมพ่อค้าที่กำลังขนส่งสินค้าเข้าเมืองหลวง และเพื่อความปลอดภัยเขาจึงต้องรั้งรออยู่ที่นี่
"ใต้เท้าลู่ขอรับ"
"เถ้าแก่เหวิน"ฟ่านเสวียนหันกลับมาตามเสียงเรียกก็พบเหวินจื่อหลงยืนยิ้มอยู่ด้านหลังแล้ว
"มารับอาหารเช้าเถอะขอรับ ยังไงเสียท่านขุนพลฉั่วต้องปลอดภัยกลับมาพร้อมกับข่าวดีแน่ขอรับ"
"ข้าก็หวังเช่นนั้น ไปเถอะ"เขาเดินนำกลับไปยังโถงในร้านแต่ไม่ปรากฏอาหารที่ตั้งรอไว้ให้ เขาจึงหันกลับไปถามด้วยสายตา
"อ้อ ข้าเตรียมเอาไว้ที่ห้องทำงานของข้าขอรับ ในนั้นยังมีหนังสือมากมายให้ท่านอ่านจนกระทั่งขุนพลฉั่วกลับมาขอรับ"เมื่อได้ยินว่ามีหนังสือให้อ่าน เขาจึงไม่รั้งรอรีบสาวเท้าก้าวไวขึ้น จื่อหลงอดยิ้มน้อยๆ ตามหลังมิได้
"นำข้าไปเถอะ ข้าพึ่งรู้ว่าเจ้าสะสมหนังสือด้วย"
"ข้าเป็นนักอ่านและนักสะสมบทประพันธ์กับบทกวีของท่านผู้มีชื่อเสียงพอสมควรขอรับ ไม่มากจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่หนังสือบางอย่างข้าคิดว่าท่านใต้เท้าลู่ต้องไม่เคยเห็นเป็นแน่"จื่อหลงหลอกล่อคนที่เดินข้างๆ ครั้นเมื่อเห็นสายตาตื่นเต้นแล้วก็ให้นึกรักใคร่มากกว่าเดิมนัก ยามเปิดเข้าไปภายในห้องฟ่านเสวียนต้องหมุนตัวไปรอบๆ ห้องด้วยความตื่นตาใบหน้างดงามออกอาการจนเก็บเอาไว้ไม่อยู่
"โอโห้ ข้าดูได้หรือไม่ ข้าคงไม่รบกวนเจ้าหรอกนะ"
"โอ๊ยไม่เลยขอรับ แต่ข้าว่าใต้เท้าลู่กินอาหารเช้าก่อนเถอะ ยังไงเสียห้องทำงานข้านี้ยกให้ท่านครอบครองแล้วขอรับ เพียงแต่ข้าคงต้องขออาศัยท่านนั่งตรวจบัญชีในห้องนี้ด้วยได้หรือไม่"
"แน่นอนๆ เป็นข้าต่างหากเล่าที่รบกวนเจ้าน่ะ"
"อย่าคิดมากไปเลยขอรับ แค่เห็นท่านมีความสุขข้าก็พลอยดีใจไปด้วย"ประโยคกำกวมเป็นผู้อื่นคงสะดุดหูไม่น้อย แต่เพราะฟ่านเสวียนดีใจเกินไปเมื่อเห็นหนังสือล้ำค่า จึงมิใส่ใจในรายละเอียดเท่าใดนัก จื่อหลงตบมือครั้งเดียวผู้คนก็นำอาหารร้อนๆ หอมฉุยมาวางไว้ให้บนโต๊ะ ที่สำคัญคือขนมกุ้ยฮวาหลากสีถูกนำมาวางเอาไว้ด้วย
"ขนมกุ้ยฮวา"
"ขอรับได้ข่าวว่าใต้เท้าลู่ชอบกิน ข้าจึงสั่งให้พ่อครัวทำให้เป็นพิเศษ นี่เป็นกุ้ยฮวาไส้ถั่วแดงและไส้ดอกเหมย ข้าได้ยินว่าใต้เท้าลู่ชอบ"
"ขอบใจเจ้ามากเถ้าแก่เหวิน มันเป็นของชอบข้าจริงๆ นั่นแหละ"
"ขอรับ วันนี้ยังมีหมูสามชั้นน้ำแดง แล้วก็มีหน่อไม้หวานผัดซอสเปรี้ยวอีกด้วยนะขอรับ"ทุกอย่างล้วนเป็นของโปรดปรานของฟ่านเสวียนทั้งนั้น เขานั่งลงมองอาหารที่จัดวางไว้ด้วยดวงตากลมโต
"ขอบใจเจ้ามาก ขอบใจเจ้าจริงๆ "
"มิได้ มิได้ อย่าได้เกรงใจเลยขอรับ ท่านมาเพื่อทำให้บ้านเมืองสงบข้าต้องดูแลอย่างเต็มที่อยู่แล้ว"
"เช่นนั้นเจ้าก็มานั่งกับข้าเถอะ อาหารเต็มโต๊ะเช่นนี้กินคนเดียวคงไม่หมดแน่ๆ "นั่นเป็นสิ่งที่จื่อหลงคาดหวังเอาไว้อยู่แล้ว ปู้เฉินรู้ทันจึงจัดเตรียมชามข้าวเอาไว้เผื่ออยู่แล้ว เขาเดินมาพร้อมกับถาดวางป้านชาส่งกลิ่นหอมละมุน
"ใต้เท้าลองดื่มดูสิขอรับ ชานี้ได้มาจากเขาไท่ซางต้องชงกับน้ำค้างยอดหญ้าจากเขาเดียวกัน ชานี้มีลักษณะพิเศษสีของมันเป็นสีแดงราวกับกลีบดอกเหมยและยามที่ไหลผ่านลำคอ มันจะค่อยๆ หวานขึ้นทำให้ชุ่มคอขอรับ"จื่อหลงรินชาลงจอกน้ำในนั้นกลายเป็นสีแดงใส ส่งกลิ่นหอมละมุนสดชื่นจนฟ่านเสวียนอดสูดหายใจเข้าปอดไม่ได้
"ชื่นใจจริงๆ "
"เชิญขอรับ"เขาคีบเอาหมูสามชั้นน้ำแดงวางลงบนข้าวของฟ่านเสวียนและคีบเอาหน่อไม้วางให้อีก
"เกรงใจเจ้าแล้ว"
"ตามสบายเลยขอรับ ลองชิมฝีมือคนครัวของข้าเสียก่อนว่าถูกใจใต้เท้าหรือไม่"จื่อหลงมองฟ่านเสวียนคีบทุกอย่างเข้าปากแล้วถึงกับตื้อในอก สิ่งที่เขาฝันกำลังจะเป็นจริงแล้ว เขารอมานานที่จะได้ร่วมโต๊ะกับคนผู้นี้ พ่อครัวที่ส่งไปฝึกฝีมือจนช่ำชองก็เพื่อการนี้เท่านั้น
"อร่อยมาก อร่อยจริงๆ "
"อ่าถ้าเช่นนั้นก็ทานเยอะๆ นะขอรับ"สองคนต่างกินข้าวกันอย่างถูกคอและยังเอ่ยถึงหนังสือมากมาย ฟ่านเสวียนนั้นยอมรับอยู่ในใจว่าเหวินจื่อหลงผู้นี้มีความรู้มากมายราวกับบัณฑิตผู้หนึ่ง
"อิ่มมากเลย"
"ถ้าอย่างนั้นลุกเดินหน่อยเถอะขอรับ ข้าจะพาไปชมสวนด้านหลังอันที่จริงแล้วสวนนี้ข้ามิเคยให้ผู้ใดได้เห็นมีใต้เท้าคนแรกที่จะได้ชมมัน เขาเดินนำฟ่านเสวียนทะลุออกไปยังสวนด้านหลัง ดอกเหมยสารพัดสีทั้งขาว แดง ชมพู สีเหลืองแข่งกันชูช่อส่งกลิ่นหอม
"สวนดอกเหมย"
"ขอรับ สวนนี้จะออกดอกทั้งปีและมีแห่งเดียวเท่านั้นแม้กระทั่งองค์ฮ่องเต้ยังไม่มีเช่นนี้"
"สวยจริงๆ ข้าชอบมาก ชอบมากๆ "
"ขอรับๆ ข้าดีใจที่ใต้เท้าชื่นชอบมัน"ทั้งสองเดินทอดขาไปช้าตามทางเดินหินสีขาว ทันใดนั้นเองเสียงลูกธนูก็ฟาดแหวกผ่านอากาศจนเสียงดัง เขารีบกระชากฟ่านเสวียนเข้ามาแนบกับอกเอาไว้เพื่อป้องกันภัยสายตาคมกริบกวาดไปทั่ว ปู้เฉินรู้ดีในสถานการณ์นี้ว่าต้องทำเช่นไร อันที่จริงแล้วเพียงแค่ธนูส่งข่าวไม่สามารถทำอันตรายนายท่านของเขาได้ แต่ด้วยเหตุการณ์เฉพาะหน้าเขาไม่สามารถแสดงตัวได้ จึงต้องให้ปู้เฉินออกหน้าแทน
"นายท่านขอรับเกิดเรื่องอะไรขึ้น"ชายหนุ่มสี่ห้าคนวิ่งกรูกันเข้ามาแสร้งทำทีท่าหวาดกลัว
"ไม่รู้ๆ พวกเจ้ารีบนำใต้เท้าลู่เข้าไปข้างใน ให้อยู่ในห้องหนังสือข้าจะปลอดภัยที่สุด" เขาแสร้งสั่งการด้วยสีหน้าหวาดหวั่นเพื่อกระตุ้นให้ฟ่านเสวียนตื่นตระหนกไปด้วย เขาสั่งให้คนคุ้มกหันฟ่านเสวียนเข้าไปในห้องหนังสือเมื่อเห็็นว่าพ้นสายตาแล้วจึงพยักหน้าให้ปู้เฉินดึงธนูสารออกมาจากต้นไม้
"ใคร"
"คุณหนูรองขอรับ"
"เห้อ ข้าจะทำอย่างไรดีหนอปู้เฉินยังโชคดีที่ข้ากันฟ่านเสวียนไว้ได้ทัน มิเช่นนั้นหากบาดเจ็บขึ้นมาข้าคงไม่อาจอภัยให้นางได้แล้ว"
"นายท่านโปรดวางใจเถอะขอรับคุณหนูรองทราบดี คงไม่กล้าทำการอาจหาญหรอกขอรับ"
"ว่าได้หรือ ความริษยาของสตรีมันมักจะคาดไม่ถึงเสมอ เอาล่ะ อ่านมาเถอะเขาส่งข่าวว่าอะไร"
"คุณหนูรองกำลังจะมาที่นี่ขอรับ และจะใช้นามรองสุ่นหนี"
"ข้าไม่อนุญาต"สิ้นคำเสียงสายลมโบกโบยเบาๆ ผ่านยอดเหมยทำให้รู้ว่า คำกล่าวของเขาช้าไปเสียแล้ว
"จวิ้นจื่อซยงท่านโหดร้ายกับข้าได้อย่างไรกัน มาเยือนถึงเรือนชานเหตุใดมิต้อนรับ"เขาถอนหายใจช้าๆ
"กล่าวเกินไปแล้วศิษย์น้อง มีหรือที่ข้าจะไม่ต้อนรับ แต่เรื่องนี้เกี่ยวกับหลายส่วนข้ามิอาจให้เจ้าเข้ามาพัวพันได้"
"เฮ๊ะ! มิใช่ว่าคนที่ท่านคนึงหากำลังอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกับท่านหรอกหรือจึงกันมิให้คนอื่นเข้ามาใกล้"น้ำเสียงตัดพ้อเอ่ยขึ้นร่างงามที่ปรากฏตัวอยู่ในชุดสีแดงสดงดงามยิ่งนัก
"เอ่ยอะไรเช่นนั้นล่ะน้องหญิง ข้าผู้เป็นอ้ายเหรินได้ยินแล้วอดน้อยใจมิได้"ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวไล่เลี่ยกับอวี้หนี่เช่นกัน
"ศิษย์น้องรอง"จื่อหลงยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าผู้มาใหม่เป็นศิษย์น้องของเขาและเป็นฟูจวินของอวี้หนี่เช่นกัน ทั้งสองเข้ามาตบไหล่กันด้วยความคิดถึง
"นี่ศิษย์พี่เป็นพ่อค้าผู้มั่งคั่งไปแล้วหรือ"
"ชมเกินไปแล้ว ชมเกินไปแล้ว มานั่งนี่กันก่อนเถอะ อ้อปู้เฉินส่งคนไปประกบฟ่านเสวียนเอาไว้ มิให้ออกมาถึงสวนนี้ได้"จื่อหลงรีบบอกให้ปู้เฉินไปจัดการ
"หมายความว่าท่านได้เจอคนที่รอแล้วรึขอรับ"
"เห่ย! อย่าเอ่ยถึงๆ "เขาตบไหล่ศิษย์น้องของตัวเองอีกครั้ง ต่างกับอวี้หนี่ที่ใบหน้าหมองคล้ำหงิกงอลงเรื่อยๆ
"มานั่งนี่เถอะฟูเหริน เหตุใดสามีเจ้ามาหาถึงได้ทำหน้าราวกับถูกทำร้ายเช่นนั้นเล่า"เซิงหว่านกล่าวดักคออวี้หนี่
"เลิกเถียงกันเถอะมาๆ มาดื่มกินกันก่อน"เขาพยักหน้าให้คนนำอาหารและน้ำชามาวางไว้ยังโต๊ะกลางสวน
"ข้าน่ะไม่มีสิ่งใดติดค้างหรอกศิษย์พี่ แต่นางคงหาเป็นเช่นนั้นไม่"เซิงหว่านย้ำคำ
"หุบปากของท่านบ้างก็ได้นะเซิงหว่าน"อวี้หนี่กระแทกน้ำเสียง จื่อหลงเห็นท่าแล้วก็โบกมือห้ามปราม
"พวกเจ้าแต่งงานกันแล้วเหตุใดจึงยังมานั่งทะเลาะกันอีกเล่า"
"จวิ้นจื่อซยงเจ้าก็รู้ว่าข้าไม่เต็มใจ"อวี้หนี้อยากจะกรีดร้องให้หายคับข้องใจ
"อย่างไรเจ้าก็กราบไหว้ฟ้าดินกับข้าแล้ว เต็มใจหรือไม่เจ้าก็แซ่เหิงตายไปก็ยังต้องฝังอยู่ในสุสานของคนแซ่เหิง"เซิงหว่านนั้นหลงรักอวี้หนี่มาตั้งแต่เยาว์วัย เรื่องนี้จื่อหลงรู้ดีและเต็มใจ ด้วยเขามิเคยคิดรักนางในสถานะอื่น และเซิงหว่านเองก็รู้ดีแก่ใจเช่นกันว่าภรรยาตนเองหลงรักศิษย์พี่ของตนอยู่เช่นกัน
"เลิกเหลวไหลได้แล้วทั้งคู่นั่นแหละ อ้อจริงสิเมื่อไหร่ข้าจะได้อุ้มหลานเสียทีเล่าหืมเซิงหว่าน"เขารีบเปลี่ยนเรื่อง
"ไม่มีทาง"น้ำเสียงดุดันของอวี้หนี่ทำให้เซิงหว่านเจ็บช้ำมิใช่น้อย จื่อหลงจึงตบหลังมือศิษย์น้องตนเองเบาๆ
"เจ้านี่นะ ในเมื่อแต่งเข้าสกุลเหิงแล้วก็ทำหน้าที่ภรรยาที่ดีเถอะ ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้วจะแก้ไขได้อย่างไรเล่า มาๆ ดื่มๆ "เขารีบเปลี่ยนเรื่องทันที รู้ดีว่าศิษย์น้องทั้งคู่มีสีหน้าลักลั่นด้วยกันทั้งคู่
"ว่าแต่พวกเจ้ามาด้วยเรื่องใดกัน"
"อ้อจริงสิ ท่านอาจารย์แอบส่งข่าวมาว่า ตอนนี้ขุนนางภายในวังหลวงกำลังจะมีการเปลี่ยนขั้ว"เซิงหว่านรีบเอียงหน้าพูดเสียงเบา
"หืมเหตุใด"
"ทางเรากำลังสืบดูอยู่ เกรงว่าจะเป็นกลลวงเสียมากกว่า เสนาฝ่ายซ้ายหาใช่ผิดใจกับเสนาฝ่ายขวาไม่ หากทว่ากำลังจะหาทางโค่นล้มพระสนมลู่กุ้ยเฟยต่างหาก"เซิงหว่านเอ่ยคำ
"ก็ดีแล้วมิใช่หรือ มีอำนาจล้นฟ้าเข่นข้าประชาชน เพียงแค่กำจัดกุ้ยเฟยเพียงคนเดียวมันกระเทือนอะไรนักหนา"อวี้หนี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแดกดัน
"เจ้าก็รู้ว่าพระสนมลู่มีพระโอรสกับฝ่าบาท และยังอาจจะได้มีโอกาสขึ้นเป็นองค์รัชทายาทอีกด้วย"จื่อหลงเอ่ยเตือน
"จวิ้นจื่อซยงจะเกรงกลัวสิ่งใด นั่นเป็นเรื่องดีสำหรับท่านมิใช่หรือ อ้อ ข้าเองที่หลงลืมไปเป็นเพราะสนมลู่เป็นพี่สาวของใต้เท้าลู่นี่เองท่านถึงได้ดูร้อนรนนัก"
"เจ้ากล่าวเหลวไหลเกินไปแล้ว ข้าล้วนทำเพื่อบ้านเมืองทั้งนั้น คนที่ข้ารักข้าย่อมกางกั้นเขามิให้ประสบภัยใดๆ เป็นเรื่องปรกติ แต่เหตุการณ์นี้ไม่ถูกที่ ข้าสมควรต้องกังวลมันเป็นเรื่องถูกต้อง"จื่อหลงเอ่ยเสียงเข้ม
"หึ ใช่หรือข้าว่าเป็นเพราะท่านห่วงใยใต้เท้าลู่มากกว่า เหตุใดท่านจึงเป็นเช่นนี้ ที่ผ่านมาข้ามิเคยรู้เลยว่าท่านเป็นชายตัดแขนเสื้อ ทั้งที่ท่านก็มิขาดสตรีเพื่อผ่อนคลาย แล้วทำไมถึงไม่ละทิ้งเขาเสียเล่า"อวี้หนี่เอ่ยด้วยความเจ็บช้ำ
"พอเถอะน่า นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของศิษย์พี่ เจ้าเป็นภรรยาข้ามิสมควรเข้าไปเกี่ยวข้อง"เซิงหว่านเริ่มหมดความอดทน เขารักอวี้หนี่มาทั้งชีวิต ครั้งที่ผู้เฒ่าเอ่ยยกศิษย์น้องหญิงให้ดวงใจเขาพองโตเสียงยิ่งกว่าสิ่งใด แต่พอรู้ว่าอวี้หนี่ไม่มีใจให้เขาจึงเก็บความชอกช้ำเอาไว้ในอก นึกเอาไว้ว่าสักวันนางจะเปลี่ยนใจ
"เอาล่ะๆ เลิกโต้เถียงกันได้แล้ว อย่ากระโตกกระตากให้ผู้อื่นล่วงรู้ บัดนี้มีทหารของขุนพลฉั่วอยู่ด้วยระวังการพูดจาเอาไว้ จริงสิข้าจัดห้องปีกขวาด้านหลังเอาไว้ พวกเจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าจะแนะนำว่าเป็นญาติข้ามาจากเมืองหลวง ปู้เฉินนำไปๆ "เสียงทะเลาะกันเบาๆ ดังมาจากคนทั้งคู่ เขาจึงได้แต่ส่ายหน้าไปมา
