บทที่ 4
ภาพความทรงจำยังติดตรึงไม่เคยลืมแม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานจนถึงสิบเจ็ดปี หลังจากที่เขาหนีกลับไปยังสำนักของอาจารย์ฉงผ่านไปได้เพียงหนึ่งปี เขาก็ออกสืบหาเจ้าของหยกพู่จนรู้ว่าเป็นบุตรของท่านเสนาลู่ ผู้ที่จัดการทุกอย่างภายในราชสำนักเขาพยายามจะเข้าพบแต่ไม่สามารถ เนื่องด้วยในจวนหลังใหญ่คุ้มกันแน่นหนา หลังจากนั้นเรื่อยมาเขาจึงได้ลอบตามดูลู่ฟ่านเสวียนเป็นประจำ ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะทำความรู้จักในนามของ เหวินจื่อหลง ดูทีแล้วเขาทั้งคู่คงยากจะสานสัมพันธ์ต่อกันอย่าว่าแต่เป็นสหายเลย แม้กระทั่งพูดคุยยังยากยิ่งนัก เหมือนชะตาฟ้าลิขิตให้เขาได้เจอคนผู้นี้โดยบังเอิญ มิมีผู้ล่วงรู้ว่าเขามีจิตปฏิพัทธ์ต่อใต้เท้าลู่ มีเพียงปู้เฉินที่คอยส่งข่าวเกี่ยวกับลู่ฟ่านเสวียนมิเคยขาดยามที่เขาเก็บตัวฝึกฝนเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งทั้งบู้และบุ๋น เขาเพ่งมองร่างบางที่นอนหงายด้วยท่าทางสบายแล้วอดใจไม่ไหว ประทับรอยสีกุหลาบเล็กๆ ตรงแอ่งลำคอเพื่อเป็นที่ระลึก
"คิดถึงมากเจ้ารู้หรือไม่ ดวงใจของข้า"ต่อให้เวลาล่วงเลยไปนานแค่ไหน ความรักใคร่ผูกพันฝ่ายเดียวของเขาต่อฟ่านเสวียนมิได้ลดน้อยลงเลยสักนิด กลับยิ่งทวีมากขึ้นจนล้นอก ครั้งแรกที่คิดการไว้คือเขาจะปลอมเป็นพ่อค้าวาณิชค้าขายเกี่ยวกับเครื่องเขียนในเมืองหลวง ด้วยรู้ดีว่าคนที่นอนอยู่เป็นคนชื่นชอบการเขียนเป็นที่ยิ่ง ดังนั้นตามที่คาดการณ์เอาไว้เขาต้องได้ใกล้ชิดแลกเปลี่ยนความรู้ต่อกันเป็นแน่และจะค่อยๆทำทีมอบของถูกใจให้เป็นกลายเป็นสหายสนิทในที่สุด ดูทีแล้วเขาคงจะได้เข้าใกล้ก่อนเวลา เขาค่อยล้มตัวลงนอนข้างๆ สูดกลิ่นหอมอ่อนจากคนใกล้ตัว ท่อนแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามทอดลงกอดเอวบางเอาไว้รั้งให้ชิดกับอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขา ใบหน้าคมเข้มก้มลงสูดดมกลิ่นหอมจากกลุ่มผมสีดำที่มวยมัดเอาไว้หลวมๆ
"ไม่รู้ว่าเจ้าจำวันที่เจ้าให้หมั่นโถวข้าได้หรือไม่ วันนั้นข้าล้วนแต่สิ้นหวัง ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้วเมื่อกลับไปเห็นสภาพจวนของตนเอง แต่กลับเป็นเจ้าและรอยยิ้มกว้างขวางของเจ้าที่ทำให้ข้าอยากมีชีวิตอยู่ต่อ และจุดมุ่งหมายเดียวของข้าคือเจ้า"เขาพึมพำกับกลุ่มผม มือที่สอดเข้าไปใต้คอของฟ่ายเสวียนเกลี่ยเบาๆ ตรงปรางแก้มนวล
"ตกใจหรือไม่ เหน็ดเหนื่อยหรือไม่ อดทนอีกนิด แต่ครั้งนี้ข้าว่าเจ้าคงต้องทนถูกตำหนิจากทรราชผู้นั้นเป็นแน่ หากจอมโจรจวิ้นจื่อหลงจับได้ง่ายดายแล้วเขาจะมีฉายาจอมโจรไร้ใจได้อย่างไรกัน"เขายิ้มน้อยๆ ให้กับใบหน้าเรียว จรดจมูกโด่งของตนเองเข้ากับแก้มนุ่ม แล้วหลับตาลงช้าๆ ด้วยรอยยิ้มที่มีไว้สำหรับคนนี้ผู้เดียวเท่านั้น
"นายท่านขอรับ"น้ำเสียงกระซิบแผ่วดังอยู่ด้านนอกผ้าม่านทำให้เขาลืมตาตื่นทันที
"บัดนี้ยามอิ๋นแล้วขอรับ และควันสลบที่ให้คุณชายลู่กำลังจะสิ้นฤทธิ์"
"อืมข้ารู้แล้วขอบใจเจ้ามาก สายของเรารายงานสิ่งใดเพิ่มขึ้นหรือไม่"เขาขยับตัวลุกขึ้นรับเสื้อตัวนอกที่ปู้เฉินยื่นส่งให้เข้าสวมจนเรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นมาจัดผ้าห่มคลุมให้คนที่ยังนอนหลับอยู่ด้วยความนุ่มนวล ก้มลงจรดริมฝีปากบนหน้าผากนูนสวยนั่นแผ่วเบา
"เจอกันยามเฉิน"เมื่อดูแลอีกฝ่ายให้เรียบร้อยจึงพยักหน้าให้ปู้เฉินออกตามไปในประตูลับ
"จัดเตรียมข้าวปลาอาหารอย่าได้ขาด หาทางก่อเรื่องจนขุนพลฉั่วต้องรั้งฟ่านเสวียนเอาไว้ที่โรงเตี้ยม อย่าให้ออกไปเผชิญอันตรายด้านนอก"เขาสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะโผล่ตนเองไปยังห้องนอนของตน มีคนสองคนยืนรอเพื่อรายงานข่าวให้เขารู้ เมื่อเห็นเขาจึงรีบประสานมือขึ้นคารวะ
"นายท่าน"
"มีเรื่องด่วนหรือ"
"ตอนนี้ขุนพลฉั่วกำลังวางแผนกับกองทหารเรื่องข่าวของจวิ้นจื่อหลงที่ปล้นสะดมกลุ่มพ่อค้าที่ท้ายเมืองขอรับ"
"อืม ล่อพวกเขาออกไปที่ซินเจียงระวังอย่าให้เดือดร้อนถึงชาวบ้านเด็ดขาด จงทำด้วยความระมัดระวัง"ระหว่างที่สั่งการ เสียงเคาะประตูร้อนรนดังขึ้น
"เข้ามา"
"เถ้าแก่ขอรับ ท่านขุนพลต้องการพบตัวท่าน"คนของเขารายงานเช่นนี้แสดงว่ามีคนแปลกหน้าอยู่ใกล้ๆ หรือมิเช่นก็ตามมาอยู่ด้านหลังเป็นแน่ เขาพยักหน้าเพียงครั้งเป็นสัญญาณให้คนหลบไปพวกเขายกเว้นปู้เฉินเร้นกายหายไปในห้องลับอีกครั้ง ขุนพลฉั่วที่เข้ามาด้านในห้องของเขาค่อยกวาดสายตาสำรวจภายในด้วยสายตาคมกริบ
"นับว่าเถ้าแก่มีรสนิยมจริงๆ ขอพวกนี้ล้วนแต่เป็นบทกวีของผู้มีชื่อเสียงทั้งนั้น"
"กล่าวชมเกินไปแล้วขอรับใต้เท้า ข้าเป็นผู้ชื่นชอบการอ่านเขียนและพอจะมีเบี้ยเพียงพอที่จะซื้อหาพวกมันมาไว้ในครอบครองเท่านั้น"
"อืม นี่ถ้าหากใต้เท้าลู่มาเห็นต้องถูกใจเป็นแน่ อ้อจริงสิ ข้าเข้ามาหาท่านเพราะมีเรื่องขอร้อง"
"เกรงใจเกินไปแล้วขอรับ ข้าเป็นเจ้าของกิจการย่อมต้องทำตามความต้องการของลูกค้า ขอเพียงท่านกล่าวมาหากมิเกินกำลัง ข้าล้วนทำให้ตามประสงค์"เขาค้อมกายลงเล็กน้อย
"ข้าจะต้องออกไปจัดการเรื่องบางอย่าง เกรงว่าจะนำใต้เท้าลู่เป็นด้วยแล้วจะเป็นการลำบากต่อตัวเขาเอง ดังนั้นข้าจึงขอให้ท่านหาทางรั้งเขาเอาไว้ แต่เมื่อมาเห็นในห้องของท่านข้าคิดว่าพวกเรามิต้องลำบากแต่งเรื่องราวแล้ว"
"เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนั้น เรื่องมิได้เหลือบ่ากว่าแรง ท่านขุนพลอย่าได้เกรงใจไป ข้าน้อยยินดีขอรับ"
"อ่าเช่นนั้นข้าก็เบาใจ เอาล่ะเรื่องที่ข้าพูดคุยก็จบแล้ว รบกวนเถ้าแก่ช่วยให้คนตระเตรียมอาหารได้หรือไม่ พวกเรายังต้องเดินทางไปไกลพอสมควร ให้ท่านเตรียมอาหารเพื่อห่อไปกินระหว่างทางด้วย"
"ลำบากพวกท่านจริงๆ ขอให้งานที่ไปทำสำเร็จโดยไวนะขอรับ ปู้เฉินๆ เจ้าไปบอกพ่อครัวให้เร่งหน่อยเถอะไปๆๆๆ "เขาโบกมือไล่คนสนิทให้ออกไปสั่งพ่อครัว จากนั้นก็ผายมือเชื้อเชิญให้ขุนพลฉั่วออกไป
"เชิญใต้เท้า"ระหว่างทางเดินขุนพลฉั่วหาได้นิ่งเฉยไม่ สายตาล้วนแต่สำรวจทุกอย่างตามทางเดิน เมื่อคืนเขามาด้วยเร่งรีบและเกิดเรื่องจนมิทันสังเกต แต่พอเช้าแล้วก็มองเห็นภายในโรงเตี้ยมแห่งนี้ ล้วนตกแต่งด้วยรสนิยมดีเยี่ยมและของตกแต่งล้วนแต่มีราคาทั้งสิ้น
"เถ้าแก่คงจะมีกิจการหลากหลายเป็นแน่ ดูทีของเหล่านี้ล้วนมีราคาทั้งสิ้น"
"กล่าวชมข้าเกินไปแล้วขอรับ บ้านข้านั้นมีกิจการหลายอย่างจริงๆ ทั้งโรงเตี้ยม ภัตคาร ผ้าไหม ข้าวสารร้านตั๋วแลกเงินและเครื่องเขียนน่ะขอรับ"
"อ้อ นับว่าเป็นคหบดีที่มั่งคั่งทีเดียว"
"ไม่มาก ไม่มาก พวกบ้านข้าล้วนแต่ทำงานหนักตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงรุ่นข้าจึงต้องรักษาทรัพย์สินเอาไว้เพื่อตกสู่ลูกหลานของตระกูล"
"ดูท่านยังหนุ่มยังแน่น เหตุใดจึงมิเห็นฮูหยินของท่านเลย"
"อ่าเรื่องนี้ นับว่าข้าด้อยวาสนาแล้วขอรับ ข้ายังมิเจอหญิงใดที่ถูกชะตา จึงทอดเวลาออกไปมิเร่งรีบ"
"น่าแปลกคิดแปลกดีจริงๆ ความคิดของเจ้านั้นช่างเหมือนกับท่านเสนาลู่เสียจริงๆ แต่ท่านผู้นั้นคงมิอาจจะรอดพ้นพระราชทานงานแต่งหลังจากปราบจอมโจรนี้เป็นแน่"
"อ้อ! ใต้เท้าลู่ก็ยังมิได้มีฟูเหรินหรือขอรับ"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า คนหนุ่มมักเห็นหน้าที่การงานดีกว่าสตรี ดังนั้นจึงมีคนโสดมากมายในเมืองหลวง เจ้าอย่าได้ตื่นตระหนกไป"
"เป็นเช่นนั้น เป็นเช่นนั้น"สิ่งที่ปากพูดหาได้ตรงกับในใจไม่ หากฟ่านเสวียนทำการสำเร็จคงได้รับพระราชทานเจ้าสาวให้เป็นแน่ เขาจะต้องหาทางขัดขวาง ทุกวันนี้ที่ไม่มีแม่สื่อเข้าไปเสนอสาวงามให้กับลู่ฟ่านเสวียนนั้นล้วนเป็นเพราะอิทธิพลมืดและข่มขู่ของเขาทั้งสิ้น แล้วผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้าต้องประสงค์เขาจะขัดขวางได้อย่างไร มิรู้ตัวสักนิดว่าตนเองจิตใจเลื่อนลอยไปถึงไหน รู้ตัวอีกครั้งเมื่อมีคนเอ่ยทักก่อนจะลงไปยังห้องโถงด้านล่าง
"เถ้าแก่ เจอเจ้าแล้ว"ใบหน้าเรียวงามแย้มยิ้มจนทำให้ดูระเบียงกว้างนี้สว่างไสวไปด้วยแสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์
"ใต้เท้าลู่"เขาก้มลงเล็กน้อยเพื่อทักทาย ต่างกับขุนพลฉั่วที่ปราดเข้าไปจนใกล้แล้วใช้นิ้วเขี่ยสาบคอเสื้อของคนตัวบางออกเล็กน้อย
"ห้องของท่านเสนามีแมลงหรือ เจ็บหรือไม่ เถ้าแก่ หรือห้องท่านสกปรกเกินไป"ขุนพลฉั่วมองแผลแล้วหันกลับมาถามเขา
"ไม่ ไม่ เป็นไปไม่ได้ ห้องของใต้เท้าลู่นั้นเป็นห้องที่ดีที่สุดเหมือนห้องของท่านขุนพล ดังนั้นย่อมไม่มีสิ่งสกปรกใดๆ ทั้งสิ้น
"แต่รอยนี้"
"อ่า ขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่ขอรับ"เขาขยับเข้าไปใกล้เพื่อดูรอยสีกุหลาบที่เขาแอบประทับไว้เมื่อคืนแล้วแสร้งทำสีหน้าตื่นตระหนก
"หรือจะเป็นแมลง ข้าขอโทษพวกท่านจริงๆ ข้าจะสั่งกำชับคนให้ตรวจตราทำความสะอาดให้เรียบร้อยขอรับ ถ้าอย่างไรเมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว หากมิรังเกียจขอเชิญใต้เท้าลู่เข้าไปในห้องทำงานของข้าก่อนดีหรือไม่ อย่างน้อยก็มีหนังสือให้ท่านอ่านแก้เหงาได้บ้าง"เขาเสนอความคิดเห็น
"ดีๆ ส่วนเรื่องรอยที่คอนี่ ข้าไม่เจ็บปวดหรือคันแม้แต่น้อย เมื่อวานข้าเองก็จำไม่ได้ว่าอาบน้ำเสร็จแล้วเข้านอนตอนไหน อาจเป็นเพราะเหนื่อยเกินไปน่ะ พวกเจ้าอย่าได้วิตกไปเลย"ปู้เฉินเดินเข้ามารายงานว่า อาหารที่เตรียมไว้พร้อมแล้ว เขาจึงเชิญทุกคนลงไปที่โต๊ะด้านล่าง เขากลับไปที่โต๊ะทำงานอีกครั้งปล่อยให้ขุนพลฉั่วปรึกษาเรื่องการเดินทางกันเอง โดยหารู้ไม่ว่าคนของเขาที่เป็นเสี่ยวเอ้อร์กำลังทำความสะอาดโต๊ะทั้งหลายลอบแอบฟังการวางแผนเอาไว้อยู่แล้ว
"เป็นหน้าที่ขอข้าจะต้องไปกับพวกท่านแล้วข้าจะทิ้งหน้าที่ได้อย่างไรกัน"ฟ่านเสวียนเอ่ยขัดขึ้นทันทีที่ได้ยินแผนการ
"แต่การเดินทางหาได้ราบรื่นไม่ ข้ามีความคิดว่าท่านรอฟังข่าวที่นี่จะดีกว่า"
"เป็นไปได้อย่างไรกัน แล้วข้าจะกราบเรียนฝ่าบาทว่าอย่างไร ในเมื่อให้ข้ามาพักอยู่แต่ในโรงเตี้ยมนี่เท่านั้น"
"ใต้เท้าลู่ หนทางข้างหน้านั้นลำบากยิ่ง หากท่านเกิดเรื่องราวขึ้น ข้าและเหล่าทหารคงรักษาหัวเอาไว้บนบ่าไม่ได้แล้ว ขอให้เห็นแก่พวกเราด้วยเถอะ"ขุนพลฉั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงลำบากใจ ฟ่านเสวียนหาใช่คนดื้อดึงเมื่อคิดถ้วนถี่แล้วก็จำพยักหน้ายอมรับ
"ก็ได้ เช่นนั้นเจ้ากลับมาต้องรายงานทุกอย่างจนละเอียด"
"แน่นอน เรื่องนั้นข้าย่อมไม่ปิดบัง ท่านพักอยู่ที่นี่ด้วยความสบายใจเถอะขอรับ"ขุนพลฉั่วพอยิ้มได้เมื่อเห็นว่าฟ่านเสวียนไม่เอาแต่ใจ ปล่อยให้พวกเขาออกไปตามหาจอมโจรชั่วช้านั้นโดยไม่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย
