Chapter 9 เงินแลกเงิน...ใจแลกใจ
Chapter 9
เงินแลกเงิน...ใจแลกใจ
กริ๊ง
“สวัสดีค่ะ ร้านชานมไข่มุกยินดีต้อนรับค่ะ”
วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่ฉันมาทำงานพาร์ทไทม์อย่างขยันขันแข็งแม้ว่าจะง่วงอยากกลับไปนอนสักแค่ไหนก็ตาม การออกบูธขายน้ำผลไม้ของคณะทำฉันเพลียไปหลายวันเลยล่ะ โชคดีที่งานเปิดโลกกิจกรรมมีเพียงสองวันเท่านั้น
“ไง กะแล้วว่าวันนี้เธอต้องมาทำพาร์ทไทม์ที่นี่”
จะเป็นใครได้อีกล่ะ ก็พี่ซีเคคนดีคนเดิม
“พี่อีกแล้วเหรอเนี่ย ขอร้องเลยนะคะวันนี้อย่าเหมานะ”
ฉันพูดกับเขาแล้วกระซิบเสียงเบา
“ฮ่าๆ โทษที คิดว่าเธอจะดีใจซะอีกที่พี่เหมาน้ำหมดร้าน วันนี้ไม่แกล้งละ”
เขาพูดพร้อมกับยิ้มกริ่มน้ำเสียงดูผ่อนคลายลงกว่าเดิม ไม่ได้เก๊กอย่างช่วงแรกๆ ที่ได้รู้จักกัน
“ใครจะไปดีใจกันคะ หนูชงคนเดียวเป็นร้อยแก้วไม่ได้ช่วยกันเลยแบบนี้แกล้งกันชัดๆ”
“หึ แล้ววันนี้เลิกงานสองทุ่มใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ”
“หลังเลิกงานติวให้พี่หน่อยดิวันนี้ พี่จ้างเหมือนเดิมชั่วโมงละห้าร้อย”
“พี่ซีเค...”
ฉันหันขวับไปมองหน้าเขา ภายในมือยังคงถือตะหลิวสำหรับตักชานมไข่มุกอยู่ ฉันทำสีหน้าจริงจัง
“ว่าไงครับ”
“หนูขอแนะนำอะไรพี่อย่างนะ”
ฉันรู้สึกสัมผัสได้หลายรอบแล้วว่าเขาพยามจะเอาเงินมาล่อฉันเกินไป ฉันไม่อยากถลำตัวลงไปเล่นด้วย
“แนะนำอะไรเหรอ?”
“ถ้าพี่อยากจะให้ใครสักคนจริงจังกับพี่...พี่ก็ต้องเอาใจแลกใจค่ะ ไม่ใช่เอาเงินมาแลก เพราะถ้าพี่เอาเงินมาแลกสิ่งที่พี่ได้กลับไปมันจะไม่ใช่ใจ”
“หมายความว่าไง”
เขาหน้านิ่งลงอย่างเห็นได้ชัด เอ่ยถามฉันด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“เพราะถ้าพี่เอาเงินมาแลก ใช่ค่ะ พี่อาจจะได้สิ่งที่พี่ต้องการ แต่แน่นอนว่ามันไม่มีความจริงใจอยู่ในนั้น”
ฉันเองก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องการเงินทองของมีค่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเอาตัวเข้าแลก ฉันเชื่อในสองมือสองเท้าของฉันว่าจะสามารถหามันด้วยตัวเองได้
“พูดอะไรของเธอ”
เห็นได้ชัดว่าเขาดูเหมือนจะไม่พอใจ ใบหน้าหล่อตี๋อินเตอร์ขมวดมุ่น
“จะโกรธหนูก็ได้นะคะ แต่หนูแค่พูดความจริง แค่อยากเตือนสติพี่เท่านั้นเอง”
ทรงนี้ฉันรู้เลย ไอ้ที่บอกว่าเจ้าชู้ก็คงจะเอาเงินยื่นให้ผู้หญิงแล้วผู้หญิงที่เข้าหาเขาก็เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ นี่แหละ ฉันก็เป็นผู้หญิงทำไมจะไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้มันสำคัญแค่ไหน
“ไม่หรอก... พี่จะโกรธเธอทำไมล่ะ”
“ดีใจนะคะที่ไม่โกรธ แล้วสรุปวันนี้จะรับน้ำอะไรดีคะ ส่วนเรื่องติววันนี้หนูขอพักก่อนนะ แค่ทำงานร้านชานมก็เหนื่อยจนขาแข็งแล้วค่ะ”
ฉันต้องการเงินนะ แต่คิดว่าการรักษาระยะห่างกับเขาก็สำคัญมากเหมือนกัน
“ชาเขียวหวานน้อยไม่ใส่ไข่มุก”
“ได้ค่ะ สี่สิบห้าบาทค่ะ”
ฉันจัดการคิดเงินและหันไปชงชาเขียวพร้อมกับตักไข่มุกออกมาจากหม้อ ฉันทำงานที่นี่จนรู้สูตรหมด ถ้ามีทุนก็คิดว่าอยากจะเปิดเองซะเลย เฮ้อ เหนื่อยชะมัด
“ชาเขียวได้แล้วค่ะ”
“นั่งกินในร้านได้ใช่ไหม”
“ก็แล้วแต่พี่สิคะ อยากทานตรงไหนก็ทานได้หมดค่ะถ้าจ่ายเงินแล้ว”
“โอเค เพราะเธอเป็นประเภทพูดตรงๆ แบบนี้แหละพี่ถึงชอบ”
เขายิ้มกริ่ม ถือแก้วชาเขียวที่พันเอาไว้ด้วยทิชชูแล้วไปนั่งที่โต๊ะตัวกลมตัวเดิมที่เขาเคยนั่งเมื่อรอบที่แล้ว
ก็เป็นอย่างที่คิด เขานั่งอยู่ที่นี่จนกระทั่งถึงเวลาร้านปิด
“ร้านปิดแล้วนะคะคุณลูกค้า”
“เดี๋ยวช่วย”
พี่ซีเคเดินออกมาพร้อมกับฉันแล้วช่วยดึงประตูเหล็กด้านหน้าลงมาปิด
ครืดด เสียงประตูเหล็กที่ถูกดึงลงดังขึ้นพร้อมกับกล้ามแขนกำยำในชุดเสื้อช็อปวิศวะสีแดงที่ดึงลงมา ฉันที่อยู่ในชุดนักศึกษาซึ่งถอดเสื้อกันเปื้อนของร้านออกแล้วเหลือบตามองเขา...ก็ดูเป็นคนดีนะ ไม่สิเอแคลร์ อย่าตกหลุมพรางเชียว
“ขอบคุณนะคะที่ช่วย”
“แล้วเมื่อรอบที่แล้วที่พี่พาไปส่งที่โรงพยาบาล ใครเป็นอะไรเหรอ ถามได้หรือเปล่า?” เขาถามแต่ฉันเงียบแล้วเลือกที่จะยิ้มขึ้นบางๆ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่ยังไงก็ขอบคุณพี่นะที่อุตส่าห์ช่วยขับไปส่ง ห่างจากกรุงเทพตั้งสองชั่วโมง”
เป็นสองชั่วโมงที่ฉันร้อนใจและไม่มีอารมณ์จะพูดคุยอะไรกับเขาเลยแม้แต่น้อย แต่แปลกนะ ความเงียบระหว่างเราสองคนในระยะเวลาสองชั่วโมงนั้นมันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่ได้อึดอัดเลยที่ต้องอยู่กับเขาบนรถ
“ไม่เป็นไร ถ้ามีอะไรเดือดร้อนก็เรียกพี่ได้เสมอ”
เราสองคนสบตากันอยู่สักพักจนฉันได้สติ
“เอ่อ งั้นหนูขอตัวกลับหอก่อนนะคะ เดี๋ยวมืดไปมากกว่านี้ซอยมันจะเปลี่ยว”
“ให้พี่ไปส่งนะ”
“เอ๋ ไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ พี่ก็รู้ว่าหอหนูมันเอารถเข้ายาก ยิ่งรถหรูของพี่ด้วยเดี๋ยวจะเป็นรอยซะเปล่าๆ”
ฉันเป็นห่วงจากใจจริง ค่าซ่อมรถทำสีคงไม่น้อยเลย
“เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาหรอก”
“แต่ว่า...”
ฉันกำลังจะปฎิเสธ
“นะ ให้พี่ไปส่ง เป็นผู้หญิงกับมืดๆ คนเดียวมันอันตราย”
ฉันมองหน้าเขาพร้อมกับลอบถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อีกครั้งก่อนจะพยักหน้างึกงัก
“ก็ได้ค่ะ”
ที่ให้เขาไปส่งเพราะว่าฉันเห็นมันก็กำลังใกล้จะสามทุ่มแล้ว ซอยหอพักที่ฉันอาศัยอยู่ก็ค่อนข้างเปลี่ยวแถมยังมีพวกชอบนั่งตั้งวงเหล้าอยู่แถวกลางซอยด้วย
“แต่วันนี้พี่ไม่ได้เอารถมานะ ขอนั่งรถเมล์ไปส่งได้ไหม”
“จะลำบากพี่หรือเปล่าคะ งั้นหนูกลับคนเดียวก็ได้นะ” ฉันเกรงใจ เขาฉีกยิ้มมุมปากก่อนตอบ
“ไม่ลำบากหรอก...พี่เต็มใจไปส่ง”
ท้ายที่สุดแล้วเราสองคนก็พากันเดินไปขึ้นรถเมล์ที่ป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านชานมไข่มุก
รถเมล์หมายเลขเจ็ดจอดอยู่ตรงหน้า เป็นรถเมล์แบบไม่มีแอร์ สภาพเก่ายับเยินไปตามอายุการใช้งาน
โชคดีที่วันนี้เริ่มมืดแล้วจึงมีที่นั่งว่าง ฉันนั่งลงที่เบาะริมหน้าต่างและมีพี่ซีเคนั่งอยู่ด้านข้าง ไหล่ของเราสองคนชนกันเบาๆ ฉันมองออกนอกหน้าต่าง ใบหน้าขึ้นเป็นรอยริ้วแดง.. รู้สึกเขินอย่างบอกไม่ถูก ตอนนี้เราสองคนใกล้กันมาก
บรื้นน แถ่ดๆๆๆ
รถเมล์คันเก่าที่พ่นควันดำเริ่มออกตัว ลมเย็นๆ เริ่มปะทะเข้ากับใบหน้าของฉัน ผมสีน้ำตาลยาวปลิวสลวยจนไปโดนหน้าของพี่ซีเค ฉันตกใจรีบใช้มือรวบผมเอาไว้เป็นหางม้าแล้วมองหน้าเขาอย่างรู้สึกผิด
“โทษทีนะคะ”
“ไม่เป็นไร...ปล่อยไว้อย่างนี้แหละ ผมเธอหอมดีนะ”
คำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เรามองหน้ากันอยู่อย่างนั้น...นี่สินะเอฟเฟกต์จากทรีตเม้นต์กระปุกละเก้าสิบเก้าที่ฉันซื้อมาตอนป้ายเหลือง ผู้ชายชมว่าผมหอมค่ะ
“ลงไหนคะ”
กระเป๋ารถเมล์เป็นคุณป้าร่างท้วมทำเสียงแข็งๆ พร้อมกับมองหน้าฉันกับพี่ซีเคด้วยสายตากระด้าง เข้าใจได้ว่าอาจจะเป็นเพราะทำงานบริการมาทั้งวันตอนนี้จึงเหนื่อยอ่อน
“เอ่อ ลงที่หน้าซอย... ค่ะ”
ฉันบอกกระเป๋ารถเมล์ พร้อมกับเอี้ยวตัวไปหยิบกระเป๋าเหรียญในกระเป๋าผ้าสะพายข้างสีขาวของตัวเอง แต่ก็ไม่ทันเพราะพี่ซีเคล้วงกระเป๋าเสื้อช็อปของตัวเองหยิบเหรียญจ่ายไปก่อนแล้ว
“พี่ซีเค! พี่ไปส่งหนูหนูก็ต้องจ่ายค่ารถเมล์ให้สิคะ มาชิงจ่ายไปก่อนได้ไง”
ได้ทีฉันก็โวยวาย
“ก็เธอช้านี่ กระเป๋าพี่มันล้วงง่ายกว่า”
เขาพูดยียวนยกมือขึ้นจับรวบผมฉันให้เป็นหางม้า เปลี่ยนเรื่องคุยขึ้นมาซะดื้อๆ
“ผมเธอนี่นุ่มดีนะ...สวยแบบนี้ตั้งแต่เกิดเลยหรือเปล่า”
ที่เขาชมอาจจะหมายถึงผม แต่หน้าฉันตอนนี้แดงและร้อนผ่าวอย่างไม่เคยเป็น ฉันหันหน้าเบือนหนีไปทางหน้าต่างแทน
“คนบ้า เจ้าชู้ที่สุด” พึมพำกับตัวเองเบาๆ ลมเย็นจากนอกหน้าต่างรถพัดปะทะเข้ากับใบหน้าสวย
“แต่เกิดมาไม่เคยนั่งรถเมล์เลย...ได้นั่งรับลมแบบนี้ก็ดีเหมือนกันเนอะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายพร้อมกับนั่งแผ่ตัว แต่มือของเขาจับรวบผมฉันเอาไว้ไม่ให้ตีหน้าตัวเอง เขาจับอย่างแผ่วเบาราวกับกลัวว่ามันจะขาดหลุดออกจากกัน
วิวด้านนอกเผยให้เห็นตึกสูงของมหาวิทยาลัยเอกชนแอชตันเจเคที่พวกเราเรียนกันอยู่ แสงไฟอร่ามจากในมหาวิทยาลัยส่องสว่างจนโดดเด่น
เราสองคนนั่งเคียงกันจนในที่สุดก็มาถึงป้ายที่ฉันจะต้องลง
พี่ซีเคเดินตามลงมา เขาเดินมาส่งฉันจนถึงหน้าหอ ยอมเข้ามาในซอยเปลี่ยวๆ เป็นเพื่อนฉันด้วย
“ขอบคุณนะคะที่มาส่งวันนี้”
“ไม่เป็นไร เธอมาถึงหอปลอดภัยพี่ก็ดีใจ... แต่ว่า...”
เขาเขยิบมาใกล้แล้วกระซิบเข้าใกล้ที่ข้างหูของฉันแผ่วเบา
“พี่ว่าถ้าเป็นไปได้ย้ายหอจะดีกว่านะ ตรงกลางซอยเห็นมีพวกผู้ชายตั้งวงกินเหล้า มันดูอันตรายสำหรับผู้หญิงที่อยู่คนเดียวนะ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วง แต่ก็กระซิบแผ่วเบาไม่ให้ใครได้ยิน คงไม่อยากให้เป็นปัญหาเพราะฉันอาศัยอยู่แถวนี้
ฉันยิ้มให้กับเขาบางๆ รู้สึกดีที่เป็นห่วงนะ
“ขอบคุณนะคะสำหรับความหวังดี ถ้ามีโอกาสหนูก็จะย้ายค่ะ แต่ชีวิตมันไม่ได้ง่ายแบบนั้นนะ ที่นี่ถูกสุดแล้วด้วย จะให้ไปอยู่หอในแชร์ค่าใช้จ่ายแบบคนอื่นหนูก็ไม่สะดวกค่ะเพราะบางทีก็ต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ไม่ค่อยเป็นเวลาด้วย เกรงใจคนที่ต้องอยู่ร่วมกัน”
ฉันอธิบายถึงเหตุผลเป็นหลักแต่ก็รู้สึกขอบคุณเขาที่เป็นห่วงจากใจจริง
“โอเคพี่เข้าใจแล้วล่ะ”
“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ..” ฉันยิ้มบางเบา อย่างน้อยเขาก็มีส่วนที่ดีอยู่บ้าง ถึงจะขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้ก็เถอะ
“เข้านอนได้แล้ว...ดึกแล้ว”
“ค่ะ พี่เองก็เดินทางกลับปลอดภัยนะ”
ฉันบอกกับเขาอีกครั้งก่อนที่จะเดินกลับขึ้นห้อง เดินมาได้ประมาณสิบก้าวก็หันกลับไปมองอีกครั้ง เขายังคงรอส่งฉันขึ้นห้อง ยืนยกมือโบกบ๊ายบาย รอยยิ้มนั้น... รอยยิ้มที่แสนจะแพรวพราวเจ้าชู้ รอยยิ้มที่เมื่อก่อนฉันเกลียดยิ่งกว่าอะไรเพราะเกลียดผู้ชายเจ้าชู้ แต่ตอนนี้กลับรู้สึกใจเต้นแรงที่ได้เห็นรอยยิ้มนั้น...
ซีเคจ้องมองแผ่นหลังเล็กที่ค่อยๆ เลือนหายเดินขึ้นไปบนหอเก่าทรุดโทรมแห่งนั้น
ดวงตาฉายแววเป็นห่วง...และรู้สึกดี
ถ้าเป็นปกติผมคงต้องหาวิธียังไงก็ได้เพื่อที่จะขึ้นห้องผู้หญิงแล้วทำเรื่องอย่างว่า แต่ทำไมกับเอแคลร์...ในตอนนี้ความคิดร้ายๆ นั่นมันมลายหายไป ผมอยากจะจริงจังกับเธอเหรอวะ?
ไม่ดิ...คนอย่างผมจะหวั่นไหวไม่ได้...แค่คิดก็ตลกแล้ว ซีเคเนี่ยนะคิดจะจริงจังมีแฟนเป็นตัวเป็นตน ไม่มีทางซะหรอก...
เพียงคิดแบบนั้น รอยยิ้มที่จ้องมองแผ่นหลังบางก็มลายหายไป เหลือเพียงสีหน้าเรียบนิ่งที่แฝงไปด้วยความลึกลับยากจะคาดเดา...
