บท
ตั้งค่า

Chapter 7 เป็นที่พึ่งพิง

Chapter 7

เป็นที่พึ่งพิง

ติ๊ง เสียงโทรศัพท์ของฉันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบขณะที่กำลังจะเข้านอน

‘ป้าสมร’

“ป้าสมรโทรมาทำไมนะดึกขนาดนี้แล้ว”

ฉันง่วงเงียลุกขึ้นและหยิบโทรศัพท์มาแนบหูพร้อมคุยด้วยน้ำเสียงอู้อี้

“ค่ะป้า”

‘เอแคลร์เอ๊ย กลับมาดูแม่เอ็งที นังอรมันล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลอีกแล้ว’

“แม่!?”

ฉันรีบดีดตัวลุกขึ้นจากที่นอนพร้อมกับสีหน้าเป็นกังวล ไม่ทันถามไถ่อาการอะไรก็รีบวิ่งไปคว้ากระเป๋าเป้พร้อมกับหยิบเสื้อผ้าใส่ไปอย่างส่งๆ

ฉันรีบเปลี่ยนจากชุดนอนมาเป็นชุดเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์และสวมรองเท้าแตะวิ่งออกมาจากหอในทันที

“ทำยังไงดีนะ...ดึกป่านนี้แล้วคิวรถตู้ก็น่าจะไม่เหลือแล้วด้วย”

ฉันกระสับกระส่ายเป็นกังวล มองถนนดูรถที่แล่นผ่านไปมาหรือจะเหมาแท็กซี่ดีนะ

ฉันพึมพำกับตัวเองพร้อมกับจ้องมองเงินในกระเป๋า เป็นเงินรายได้ที่ได้มาจากพี่ซีเคในวันนี้

หามาวันเดียวและกำลังจะหมดไปในวันเดียวเช่นกัน แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิตของแม่แล้ว

ฉันตัดสินใจเรียกแท็กซี่ในทันที

“ลุงคะ หนูเหมาไปต่างจังหวัดได้ไหมคิดเท่าไหร่?”

ฉันถามและระบุจังหวัดพร้อมกับพื้นที่ที่จะไป ลุงแท็กซี่หน้าตาดูหื่นกาม มองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า ฉันเริ่มรู้สึกขนลุก...ดูไม่ปลอดภัยเอาซะเลย

“ระยะทางเท่านั้น รวมค่าน้ำมันลุงขอสักห้าพันก็แล้วกัน”

“ห้าพัน!! ห่างจากกรุงเทพสองชั่วโมงเองนะคะ!”

ฉันค้านอยู่ในใจตัวเอง แบบนี้มันขูดเลือดขูดเนื้อกันชัดๆ แล้วฉันก็ไม่มีเพื่อนที่ไหนที่มีรถยนต์เลย

“มันก็ราคานี้แหละอีหนู จะกดราคาคนแก่รึไง”

“ปละ เปล่านะคะ แต่ถ้าราคานี้หนูสู้ไม่ไหวจริงๆ งั้นยังไม่ไปก็ได้ค่ะ”

ฉันถอยออกมาจากรถแท็กซี่คันนั้น ส่วนลุงก็ปิดกระจกแล้วขับออกไปในทันที บ้าเอ้ย ทำไมชาร์จราคากันได้ขนาดนี้นะคนยิ่งรีบๆ อยู่

หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดรายชื่อคนที่พอจะช่วยเหลือได้ ไอ้เพลงเองก็ไม่ได้มีรถยนต์ มีแต่แฟนมันที่มีรถ แต่จะให้ฉันไปรบกวนมดมันก็ใช่เรื่อง เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้นด้วย

“ทำยังไงดีนะเอแคลร์..”

ฉันละล่ำละลักกับตัวเอง น้ำตาเริ่มคลอที่เบ้าตา

‘ซีเค’

ฉันจ้องมองรายชื่อใหม่ในโทรศัพท์ที่เพิ่งจะเมมวันนี้เพราะว่าเขาขอให้ฉันเมมเบอร์เอาไว้ด้วยเผื่อจะเรียกใช้บริการติวเตอร์ แต่มันคือข้ออ้างที่เขาบอก ไม่รู้เหมือนกันนะว่าจริงหรือเปล่า หรือแค่อยากได้เบอร์ฉันก็ไม่รู้

รู้เพียงแค่ว่า...คนเดียวที่มีรถและฉันสามารถขอความช่วยเหลือได้ตอนนี้ก็มีเพียงแค่พี่ซีเคคนเดียว

มือเล็กกดเบอร์โทรหาเค้าทันที

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

‘ฮัลโหลครับ’

เสียงหล่อเชียว น้ำเสียงทุ้มนิ่งแสดงถึงความน่าเกรงขามอยู่ลึกๆ

ฉันลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว หากฉันจะรบกวนเขามันจะเป็นอะไรมั้ยนะ เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น

“พี่ซีเค...หนูเองนะคะเอแคลร์”

“เอแคลร์... มีอะไรหรือเปล่า? ทำไมโทรมาดึกขนาดนี้”

น้ำเสียงเขาจากที่ตอนแรกนิ่งทุ้ม ตอนนี้ดูเป็นกังวล

“หนูมีเรื่องอยากขอร้องพี่”

“เรื่องอะไร รีบบอกมาได้เลย”

“หนูอยากจะไปต่างจังหวัดตอนนี้ค่ะ พี่ช่วยขับรถพาไปหน่อยได้ไหม หนูจะให้ค่าจ้างกับค่าน้ำมันด้วย”

เงินที่ได้จากการเป็นติวเตอร์ของเขาวันนี้ร่วมกับเงินเก็บที่มีอยู่อีกนิดหน่อยนั่นแหละ

“ต่างจังหวัดตอนนี้ จะไปทำอะไร?”

“คือที่บ้านมีเรื่องด่วนนิดหน่อยค่ะ พี่รีบมารับได้ไหม ตอนนี้หนูออกมาที่ถนนใหญ่ซอยหน้าหอ ถือว่าหนูขอร้องนะคะ พี่จะเรียกค่าจ้างเท่าไหร่หนูก็จะจ่ายให้”

ฉันพูดไปพร้อมกับน้ำเสียงสั่นๆ เหมือนจะร้องไห้

ฉันรู้ว่าพี่ซีเคคงไม่ได้ขูดเลือดขูดเนื้อแบบตาแท็กซี่คนเมื่อกี้หรอก ถ้าลุงแกเรียกสักสามพันฉันก็จะจ่ายให้ได้

“โอเค เข้าใจแล้ว รออยู่ตรงนั้นทำใจนิ่งๆ ห้ามเดินไปไหนนะ”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจะวางสายลง...

แปลกจัง ฉันเกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยจะพึ่งพาใครได้ ทำไมพอเป็นพี่ซีเคฉันกลับรู้สึกว่าปลอดภัย ยิ่งคำว่าโอเค ให้รออยู่ตรงนี้ ห้ามไปไหน มันยิ่งทำให้ใจของฉันสั่นรัว

มือเรียวเล็กกำโทรศัพท์เอาไว้แน่นพร้อมกับดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตาคลอเบ้า

เบอร์ที่เมมเอาไว้

‘พ่อ’

เบอร์นี้ไม่เคยมีประโยชน์กับชีวิตของฉันเลย ไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้อะไรดีขึ้น...เจ็บปวดมามากกับคำว่าพ่อแท้ๆ

สู้ไม่มีซะเลยจะดีกว่า เดือดร้อนแค่ไหนฉันก็จะไม่ขอความช่วยเหลือ..

เวลาต่อมา

เขาขับรถพาฉันมาต่างจังหวัดที่ฉันบอกจริงๆ แต่บรรยากาศบนรถเต็มไปด้วยความเงียบ เราสองคนไม่ได้คุยอะไรกัน พี่ซีเคเข้าใจสถานการณ์ดี เขาคงไม่อยากถามอะไรให้ฉันกดดัน

มือเล็กกำโทรศัพท์เอาไว้แน่นขณะนั่งที่เบาะข้างคนขับ ดวงตากลมโตคลอไปด้วยน้ำตา

ในที่สุดเขาก็ขับรถพาฉันมาจนถึงโรงพยาบาล

“ขอบคุณมากนะคะที่พาหนูมาส่ง พี่คิดเท่าไหร่ หนูจะจ่ายให้ค่ะ”

เงยหน้ามองเขา ดวงตายังคงบวมแดง

“ไม่เป็นไรหรอก เธอกำลังเดือดร้อน รีบเข้าไปเถอะนะ ให้พี่เข้าไปด้วยมั้ย?”

ที่ซีเคเอ่ยถาม ฉันส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่นี้ก็รบกวนพี่มากแล้ว ยังไงก็รับเงินนี้ไว้นะคะไม่งั้นหนูต้องรู้สึกผิดแน่ๆ”

ฉันยัดเงินสองพันใส่มือของพี่ซีเค โชคดีนะที่กดเงินสดมาไว้แล้ว

เขาทำสายตาเรียบนิ่งพร้อมกับจ้องมองหน้าฉัน

“พี่ไม่เอาหรอก เธอเก็บไว้เถอะ เพื่อนมนุษย์ด้วยกันมีอะไรก็ช่วยเหลือกันได้ ถ้ามีอะไรเดือดร้อนก็เรียกพี่ได้เสมอเลยนะ”

เขาจ้องมองตาฉันอย่างมีความหมาย ก่อนจะยื่นเงินสองพันมาคืน

“คือ.. ขอบคุณนะคะ งั้นหนูขอตัวไปก่อนนะ”

ฉันไม่มีเวลาที่จะโต้เถียงกับเขาเหมือนปกติเพราะตอนนี้กำลังเร่งรีบอยู่ พี่ซีเคพยักหน้าเข้าใจ ฉันรีบวิ่งเข้าไปภายในโรงพยาบาลทันที ใจดวงน้อยมันเต้นระส่ำ

“เอแคลร์! มาดูแม่เอ็งสิ อาการหนักขึ้นทุกวันแล้วนะ”

แม่ฉันอายุใกล้จะห้าสิบปี เป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วก็มีสภาวะความเครียด ทั้งยังต้องทำงานขายพวงมาลัยในตลาดอีก

“แม่...”

ฉันตรงเข้าไปที่เตียง แม่ของฉันถูกใส่สายน้ำเกลือและดูมีอาการอ่อนเพลียแรง

“พี่สมร บอกแล้วไงว่าไม่ต้องไปบอกไอ้แคลร์มัน ให้มันตั้งใจเรียนอยู่ที่กรุงเทพก็ดีอยู่แล้ว”

แม่หันไปทำสีหน้าดุใส่ป้าสมรซึ่งเป็นพี่สาว

“โอ้ย เอ็งจะเล่นบทนางเอกไปอีกนานแค่ไหนวะอร ลำบากขนาดนี้...เอแคลร์มันก็ต้องกลับมาดูแม่บ้าง”

“นี่อาการแม่ทรุดหนักขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่...ทำไมไม่เคยบอกหนูเลย”

ฉันนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงแล้วจับมือของแม่เอาไว้ ดวงตากลมโตมีน้ำตาไหลรื้น จับมือของแม่มาทาบกับหน้าตัวเอง

“อย่าร้องไห้ลูกเอแคลร์ ไม่มีแม่ลูกก็ต้องอยู่ได้ มีกันสองคนแม่ลูกมานานแล้วนี่”

“แต่หนูอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีแม่...”

ตั้งแต่จำความได้ฉันก็โตมากับแม่ตลอด ส่วนพ่อนั้นไม่อยากพูดถึง

“สองแม่ลูกถ้าจะลำบากขนาดนี้ เอ็งก็ติดตัวผัวเอ็งไปสิอร มันก็พยายามจะรับรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ตัวเอ็งสองแม่ลูกก็หยิ่งยโสเองนี่ คุณโต้งเขาก็คงไม่ใจไม้ไส้ระกำหรอก”

“พี่เลิกพูดถึงพี่โต้งได้แล้ว หนูไม่อยากฟังชื่อนี้”

โต้งคือชื่อพ่อของฉันเอง

“แก่จนจะห้าสิบกว่าแล้วอรเอ้ย ลดทิฐิลงบ้าง ศักดิ์ศรีมันค้ำคอ แต่ศักดิ์ศรีมันไม่ได้หาให้เอ็งกินนะ”

“หนูไม่อยากยุ่งกับเขาอีก”

“เอ็งก็ลองคิดดูดีๆ มันไม่ใช่แค่ตัวเอ็งที่ลำบาก แต่อีนังหนูเอแคลร์มันก็ต้องลำบากทำงานพาร์ทไทม์หาเงินเรียนเองไปด้วย”

ป้าพูดอย่างอ่อนใจ แต่ฉันก็หันไปทำหน้าหนักแน่นแสดงให้เห็นว่าฉันไม่ได้ลำบากอะไร

“ป้าเลิกพูดถึงพ่อเถอะนะ ก็รู้ว่าแม่อาการหนักแล้วแม่ไม่ชอบพูดถึงพ่อด้วย หนูกับแม่อยู่ได้โดยที่ไม่มีเขา ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเขาเลยแม้แต่น้อย”

“เอแคลร์...”

ป้าสมรมองหน้าฉัน

ยังไงก็แล้วแต่ ฉันจะไม่ติดต่อคนที่ชื่อว่าพ่อไป ไม่มีวัน

หลายวันต่อมา

ฉันกลับมาเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วหลังจากลาหยุดไปประมาณสามวัน

แต่ตอนนี้กำลังเป็นกังวลเพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมันก็มีเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ที่สำคัญตอนนี้ฉันให้แม่หยุดพักจากงานขายพวงมาลัยแล้ว แต่ดูท่าท่านจะไม่ยอมง่ายๆ แต่ฉันก็บังคับว่าถ้าหากแม่ไม่หยุด ฉันจะลาออกไม่เรียนต่อและกลับไปดูแลแม่พร้อมกับทำงาน ก็หวังว่าคำขู่นี้จะได้ผล

เฮ้อ ค่าใช้จ่ายมาจอดรออีกแล้วจะสิ้นเดือน ฉันได้แต่เซ็งกับตัวเอง

“เป็นอะไรไปวะไอ้แคลร์ นั่งหน้าซีดอีกแล้ว เตรียมตัวหรือยัง ที่จะต้องไปเป็นคนเสิร์ฟในบูธขายน้ำผลไม้ของสาขาเราอ่ะ งานเริ่มเย็นนี้แล้วนะเว้ย”

เพลงตบโต๊ะเสียงดังเมื่อเห็นว่าฉันนั่งเหม่อ ตอนนี้ฉันนั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนใต้ตึกคณะบัญชี

“ต้องเตรียมตัวอะไรด้วยเหรอ ตื่นมาอาบน้ำแปรงฟันหวีผมก็ไปได้แล้วนี่”

“แหม ไอ้คุณเพื่อน ไม่คิดจะขัดสีฉวีวรรณให้สวยงามผ่องเป็นยองใยเลยรึไง”

“ไม่จำเป็น ฉันมีเรื่องอื่นให้คิดมากกว่านั้นย่ะ”

ฉันตอบพร้อมกับฟุบหน้าลงกับโต๊ะและถอนหายใจ

“เครียดเรื่องแม่อีกแล้วเหรอ?” เพลงถาม แต่ฉันเงียบ

“เอาน่า! ป้าอรแกเก่ง ยังไงก็ต้องดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว” มันปลอบเพราะเห็นฉันเงียบ

“ก็ใช่อยู่หรอก แต่ปล่อยแม่อยู่ที่บ้านคนเดียวก็เป็นห่วงยังไงก็ไม่รู้ ป้าสมรแกก็มีลูกมีผัวต้องดูแล”

ไอ้ครั้นจะไปฝากชีวิตทิ้งไว้กับป้าก็ไม่ได้ ฉันก็เลยได้แต่นั่งกังวล

“เลิกกังวลแล้วก็ไปเตรียมตัวได้แล้ว เฮดสาขามันถามหาแกแล้วนะ”

“โอเค ก็ได้ แต่แกต้องไปอยู่ในบูธเป็นเพื่อนด้วยนะ ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว”

ฉันบอกไอ้เพลง

“แหมก็อยากจะไปว่ะ แต่โทษที พอดีมดชวนฉันไปเดินงานน่ะ จะไปหาของกินกันด้วย แต่เดี๋ยวจะแวะไปหาไม่ต้องเป็นห่วง”

สาวทอมบอยสุดเท่เพื่อนรักพูด ทำเอาฉันเซ็งเลย เพื่อนสนิทคนเดียวติดเมีย เฮ้อ

“โอ้ย ไอ้พวกติดแฟน โอเคก็ได้ ยังไงชวนมดแวะมานะ”

ฉันบอกกับเพลงย้ำอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปรวมตัวกับเพื่อนที่ใต้ลานกิจกรรม

“งั้นเดี๋ยวเอแคลร์ยืนประจำจุดหน้าบูธนะ แล้วก็ยิ้มสวยๆ เรียกลูกค้าด้วย”

เดย์ที่เป็นเฮดสาขาหันมาสั่งฉัน

“เดย์... ฉันไม่ทำอันนี้ไม่ได้เหรอ”

ฉันเอ่ยถามออกไปตรงๆ อีกครั้ง ใบหน้าเป็นกังวล

“ขี้เกียจหรือไม่อยากยืน?”

เดย์จ้องหน้าฉัน ดวงตาคมขมวดคิ้วมุ่น

“แค่ไม่อยากยืนตรงนี้”

“มั่นใจในตัวเองหน่อย เธอสวยจะตายแคลร์”

เดย์พูดพร้อมกับจ้องหน้า ดวงตาของฉันวูบไหวไปเล็กน้อย ไม่เคยโดนผู้ชายชมซึ่งหน้าขนาดนี้ มีคนเข้ามาจีบก็มี แต่สุดท้ายก็หายหัวไปกันหมดเพราะด้วยนิสัยของฉันเองนี่แหละ ไม่โทษใครหรอก

“สวยเหรอ...ไม่เห็นจะรู้สึกอย่างนั้นเลย”

ฉันพึมพำกับตัวเอง ตอนนี้สวมชุดนักศึกษาในมือถือถาดและมีแก้วพลาสติกเล็กๆ ใส่น้ำผลไม้หลายชนิดเอาไว้ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้ลองเข้ามาแวะเวียนชิมตัวอย่างน้ำผลไม้ของสาขาเรา

“เลิกงอแงได้แล้ว ทำหน้าที่ของตัวเองซะ...”

เดย์พูดพร้อมกับยิ้มให้ฉัน มือหนาของเขายกขึ้นลูบศีรษะฉันยังแผ่วเบา ฉันสะดุ้งไปเล็กน้อย ช่วงนี้มันอะไรกันเนี่ย มีผู้ชายมาสัมผัสตัวฉันถึงสองคนแล้วนะ คนแรกพี่ซีเค คนที่สองก็คือเดย์เฮดสาขา ชีวิตช่วงนี้คงไม่สงบสุขแล้วล่ะ...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel