Chapter 11 ติวเตอร์ส่วนตัวกับเสือตัวร้าย 
Chapter 11
ติวเตอร์ส่วนตัวกับเสือตัวร้าย
หอพักนักศึกษามหาวิทยาลัยแอชตันเจเค
[เอแคลร์ Part]
“ผู้ประกอบธุรกิจ ที่เป็นหน่วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยทั่วไปไม่ต้องจัดทำบัญชีตาม พรบ 2543 แต่ต้องจัดทำบัญชีตามมาตราสิบเจ็ดวรรคสอง พี่ซีเค!”
ฉันตะโกนเรียกชื่อเขาเสียงดังเมื่อเห็นว่าเขาไม่สนใจเนื้อหาที่กำลังติวให้อีกแล้ว ชั่วโมงละห้าร้อย ก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ
เขาที่นั่งเท้าคางตัวเองอยู่ถึงกับสะดุ้งหุบยิ้มลงพร้อมกับทำสีหน้าจริงจัง
“ติวต่อสิ พี่ฟังอยู่”
“ฟังอะไรล่ะ มองหน้าหนูอีกแล้วนะ ไหนบอกกลัวเอฟไง”
ฉันทำหน้าดุแยกเขี้ยวใส่เขา แล้วนั่งข้างกันอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือภายในห้องนอนของพี่ซีเคด้านหลังก็มีเตียงของเขาอยู่ ห้องนี้แต่งสไตล์อึมครึมมค่อนข้างมืด ผนังสีฟ้าเขียว เตียงไม้และผ้าปูที่นอนสีขาวอยู่ด้านหลัง ให้ความรู้สึกลึกลับและเป็นส่วนตัว
“ก็ฟังอยู่นี่ไงครับ แต่มันมีข้อสงสัยที่อยากจะถาม”
“สงสัยอะไรเหรอ” ฉันละสายตาจากชีทและหันไปมองหน้าเขาพร้อมกับเอียงคอ เราสองคนนั่งใกล้กันมากจนไหล่ชนกัน ใกล้เกินไปหรือเปล่า...
“ที่บอกในคลาสเรียนเมื่อตอนกลางวันว่าเธออาจจะมีแฟนก็ได้ มันหมายความว่ายังไง?”
“สงสัยเรื่องนั้นเองเหรอคะ หนูก็นึกว่าสงสัยเรื่องอะไร”
ฉันพูดพร้อมกับหัวเราะแล้วไหวไหล่เบาๆ
“ไม่ใช่เรื่องตลกนะ ซีเรียส”
“หนูแค่พูดเล่นไปงั้นแหละค่ะ” ฉันตอบยิ้มๆ
“สรุปไม่ได้มีแฟน?”
“ไม่มีค่ะ”
“ยังโสด?”
“ก็โสดสิ”
“งั้นพี่จีบได้ป่ะ”
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก เสียงหัวใจของฉันสั่นเต้นรัว ดวงตาสองเราสบกัน ฉันเอียงคออายเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบตากับเขาอีกครั้ง
“ไม่ได้ค่ะ หนูไม่เปิดใจให้เสือร้ายวิศวะอย่างพี่ง่ายๆ แน่”
ฉันตอบแบบไม่ต้องคิดอะไร แม้ใจจะหวั่นไหวแต่ปากปฏิเสธ
เขายกมือขึ้นจับปรอยผมฉันที่ปรกลงมาที่ใบหน้าแล้วเอาไปทัดหูอย่างแผ่วเบาดูอ่อนโยน
“ปากปฏิเสธ...แต่หน้าเธอแดง”
คนตัวสูงกว่าจ้องมองฉันด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ดวงตาคู่เรียวเฉียวยาวสไตล์หนุ่มตี๋อินเตอร์จ้องมองฉัน ริม ฝีปากอวบอิ่มอมชมพูเม้มแน่น สัมผัสได้ถึงความร้อนผ่าวบนหน้า
“อากาศร้อนมั้งคะ”
“เปิดแอร์สิบเก้ายังจะร้อนอีกอ่อ?”
ฉันโกหกเองแหละ ความจริงคือห้องนี้หนาวมากต่างหาก ไอ้ที่ร้อนคงจะเป็นใจและกาย...มันรุ่มร้อนไปหมด
“หนูไม่ได้คิดอะไรกับพี่ เพราะฉะนั้นตัดใจไปได้เลย”
“ถ้าไม่ได้คิดอะไรจริง...ถ้าจูบกันเธอจะไม่หวั่นไหวใช่มั้ยล่ะ”
“จูบ? นี่พี่คิดไปถึงขั้นนั้นเลยเหรอ โทษนะคะ แต่หนูไม่จูบกับพี่แน่ๆ”
“ทำไมล่ะ เกลียดพี่นักเหรอ”
“เราไม่ได้เป็นอะไรกัน”
ฉันตอบพร้อมกับเบือนหน้าหนี ชวนมาติวหรือชวนมาทำอะไรกันแน่
“งั้นก็ลองเป็นดูสิ จะได้รู้ว่ามันรู้สึกยังไง”
การมีแฟนจะรู้สึกยังไงงั้นเหรอ ฉันตอบไม่ได้เลยเพราะตัวฉันเองไม่เคยมี
ใบหน้าหล่อขาวใสยื่นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ใจของฉันเริ่มสั่น เต้นรัวไม่เป็นจังหวะ
“ลองจูบกันดูไหม จะได้รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงกับพี่กันแน่”
“พี่ซีเค...”
ฉันเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา หน้าของเราห่างกันเพียงแค่คืบ
เขาเริ่มขยับเก้าอี้มาใกล้ฉัน หน้าของเราเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดริมฝีปากทรงเสน่ห์ที่เย้ายวนตาของสาวเกือบทั้งมหาลัยนั้นก็สัมผัสเข้ากับริมฝีปากอวบอิ่มที่ไม่เคยมีใครได้สัมผัสมาก่อน
“อื้ม~”
น้ำเสียงของเราทั้งคู่ต่างเล็ดลอดออกมาจากปาก ฉันถูกจูบแล้วดูดดึงเม้มริมฝีปากอวบ วิศวะตัวร้ายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นจอมเจ้าชู้ของวิศวะเครื่องกลกำลังครอบครองความหวานละมุนจากอุ้งปากเล็ก
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก ใจดวงน้อยเต้นสั่นรัว มือหนาเริ่มยกขึ้นลูบไล้ประคองกรอบหน้าสวยพร้อมกับลูบไล้ไปทั่วลำคอระหงจนจับเข้าที่ไหล่มน
เขาประคองใบหน้าสวยเอาไว้ จูบฉันอย่างดูดดื่ม...รู้สึกว่าตัวเองไร้เรี่ยวแรง เหมือนลอยอยู่ในปุยนุ่นไม่มีแรงที่จะต้านทาน
ดวงตากลมโตหลับพริ้มให้เขาจูบดูดดึงริมฝีปากอยู่อย่างนั้น เพิ่งเข้าใจว่าความอบอุ่นมันเป็นอย่างนี้เองสินะทั้งอุ่นทั้งหวานไปในเวลาเดียวกัน
ในที่สุดเขาก็ผละริมฝีปากออกหลังจากดูดดึงจนวิญญาณฉันแทบจะหลุดออกจากร่าง
“อื้อ แฮ่กๆ ~” หอบหายใจถี่แรงด้วยความเหนื่อยอ่อน ใบหน้าสวยขึ้นริ้วแดง ยกมือขึ้นลูบริมฝีปากตัวเองพร้อมจ้องมองเสือร้ายที่ยักคิ้วขึ้นข้างนึง เขาดูท้าทายฉันมาก...
“รู้สึกดีใช่ไหม แบบนี้ชอบหรือเปล่า?”
ฉันหน้าแดงไม่กล้าตอบอะไรออกไป รู้สึกว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่น่าอายมากๆ ปากบอกไม่สนใจเขาแท้ๆ แต่ยอมให้มาดูดดึงจูบดูดดื่มซะยิ่งกว่าคนเป็นแฟนกัน แถมยังอยู่ในห้องสองต่อสองอีก ไม่อยากจะคิดว่าหากสถานการณ์ไหลลื่นไปมากกว่านี้จะเกิดอะไรขึ้น...เตียงของเขาอยู่ด้านหลังของเราสองคนนี่เอง ไม่ได้ไกลเลย
ฉันรีบปิดชีทแล้วยัดเอกสารเข้ากระเป๋าผ้าของตัวเอง
“หนะ หนูขอตัวกลับก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวไปส่ง”
“ไม่ต้องค่ะ”
ฉันรีบปฏิเสธ รู้สึกใจเต้นสั่นรัวไม่เป็นจังหวะ รู้สึกไม่เป็นตัวเองเลย ฉันรีบสะพายกระเป๋าแล้วเดินมาที่หน้าประตู
“โกรธพี่หรอ ไม่ชอบให้พี่ทำแบบนี้ใช่มั้ย?”
“เปล่าค่ะ.. .หนูแค่ หนูแค่...”
ฉันเองก็ตอบไม่ถูก แค่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ รู้สึกกลัว กลัวว่าตัวเองจะต้องเจ็บ ฉันไม่อยากให้ตัวเองเจ็บกับอะไรทั้งนั้น อยากจะรักตัวเองให้มาก
รู้ว่าเขาเป็นไฟ ไม่อยากเอาตัวเข้าไปเล่น...ถึงแม้ภายในลึกๆ จะต้องการ รู้สึกว่าขาข้างหนึ่งก้าวล้ำเส้นความอันตรายไปแล้ว
“เธอก็ดูไม่ได้รังเกียจนี่...อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้เหรอ”
ฉันจ้องหน้าเขา ใบหน้าเล็กคิ้วขมวดเป็นกังวล
“พี่ซีเค...เราไม่ได้เป็นอะไรกันค่ะ”
“เราต้องเป็นอะไรกันด้วยเหรอ ถึงมีอะไรกันได้”
เขาเดินเข้ามาใกล้ยกมือยันกับประตูเอาไว้โดยที่มีฉันยืนหลังชิดบานประตู คนตัวสูงกว่าก้มลงจ้องหน้า ฉันเชิดสบตากับเขาอย่างคนที่ไม่ยอม
“สำหรับหนูถ้าไม่ได้เป็นแฟนกันก็มีอะไรกันไม่ได้ค่ะ”
“ไม่ยอมง่ายๆ เลยนะ...ยากจัง”
มือหนายกขึ้นจับใบหน้าสวยแล้วใช้นิ้วโป้งเกลี่ยที่ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูพีช ความเย้ายวนกำลังอยู่ตรงหน้า ไฟมันร้อนฉันไม่อยากเล่นด้วย
ยกมือเล็กดันแผงอกกำยำของเขาออก
พร้อมกับยืนยันเจตนาของตัวเองอีกครั้ง
“ยังไงหนูก็จะไม่มีอะไรกับพี่ค่ะ ขอตัวกลับก่อน ค่าติวในวันนี้หนึ่งชั่วโมงห้าร้อยบาท หนูจะส่งเลขบัญชีให้”
ฉันพูดพร้อมกับเปิดประตูคอนโดและออกไปทันที พี่ซีเคได้แต่ยืนจ้องมองแผ่นหลังบางแล้วยิ้มร้ายมุมปาก...
เมื่อปิดประตูลง ฉันก็ยกมือขึ้นกุมหัวใจตัวเองเบาๆ พร้อมกับหอบหายใจแฮ่กๆ ด้วยความเหนื่อย
เหมือนกำลังต่อสู้อยู่กับอะไรซักอย่าง
“บ้าจริง ผู้ชายบ้าอะไรแพรวพราวที่หนึ่ง เกือบไปแล้วเอแคลร์!”
ผู้ชายเข้ามาจีบก็มีบ้าง แต่รุกหนักขนาดนี้ก็เพิ่งเคยเจอครั้งแรก ฉันเกือบตาย เหยื่อตัวน้อยกำลังจะติดกับดักเจ้าเสือตัวร้ายซะแล้วสิ...
บ้านของเอแคลร์
ต่างจังหวัดที่ห่างไกลออกมาจากกรุงเทพมหานครเพียงสองชั่วโมง รถสัญจรผ่านไปมาหน้าบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่อยู่ติดกันเรียงรายกว่ายี่สิบหลัง
อร แม่ของเอแคลร์เตรียมรถเข็นไปขายพวงมาลัยที่ตลาดเช้าซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน โดยใช้รถเข็นพ่วงกับมอเตอร์ไซค์
“อรเอ้ย ป่วยขนาดนี้ยังทำงานอยู่อีก ไม่บอกเอแคลร์มันไปตรงตรงเลยล่ะ...”
ป้าสมรมองน้องสาวที่อยู่บ้านข้างกันด้วยความเป็นห่วง ทาวน์เฮ้าส์ลังเล็กๆ ที่อาศัยกันอยู่ก็ยังผ่อนไม่หมด
“ไม่เอาหรอก ขืนพูดไปแบบนั้นลูกฉันมันไม่ยอมเรียนต่อแน่”
“ก็ในเมื่อแม่ลำบากขนาดนี้ จะไม่เรียนก็ต้องไม่เรียนแหละวะ ก็ต้องทำมาหากินกันก่อน คนหาเช้ากินค่ำอย่างเราจะไปมีตัวเลือกอะไรมากมาย”
“ไม่หรอกพี่สมร ยังไงลูกฉันก็ต้องเรียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะได้ไม่น้อยหน้าน้อยตาใคร”
“เอ็งหมายถึงครอบครัวของคุณโต้งน่ะรึ?”
“ฉันไม่ได้อยากเอาลูกไปเปรียบเทียบกับใครนะแต่...” อรพูดเสียงแผ่ว
“แต่พี่ไม่อยากให้เอ็งต้องเหนื่อยลำบากอย่างนี้ ค่ารักษาที่ต้องใช้จ่ายกับโรคที่เอ็งเป็นมันก็สูง ลองติดต่อคุณโต้งไปสิ ยังไงก็ต้องช่วยเรื่องนี้ได้แน่ “
สมรเดินมาใกล้น้องสาวที่กำลังเตรียมพ่วงมอเตอร์ไซค์กับรถเข็นเพื่อนำไปขาย
“ฉันสบายดีพี่ ยังพอจะทำงานไหวอยู่ นี่ก็ยังไม่ใช่เวลาจะมาพักด้วย อนาคตไอ้แคลร์มันกำลังไปได้ดี”
“ก็แล้วแต่เอ็งแล้วกัน..”
มองหน้าน้องสาวอย่างอ่อนใจ
“แต่ขออย่างนะพี่สมร”
“อะไร?”
“อย่าบอกเอแคลร์เรื่องที่ฉันป่วย ถ้าเอแคลร์มันรู้คงจะไม่สบายใจ”
น้องสาวมองหน้าคนเป็นพี่สาวด้วยแววตาเว้าวอน หญิงมีอายุได้แต่ลอบถอนหายใจออกมา
“เออ ข้าจะไม่บอกแล้วกัน...ว่าเอ็งไม่ได้เป็นแค่ความดัน”
“ขอบคุณมากนะพี่”
“อืม...แล้วแต่เอ็งจะตัดสินใจ”
เพราะแท้จริงแล้ว อรแม่ของเอแคร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่โรคความดันโลหิตสูง แต่เธอเป็นมะเร็ง
