บทที่ 1.6
ที่สำคัญไปกว่านั้นนับตั้งแต่เข้าเมืองหลวงไป เว่ยเอินหลินกลับไม่เคยส่งข่าวกลับมาเลย หากจะให้ใคร่ครวญแล้ว ความสนิทสนมของนางและบุตรสาวคนโตนั้น นับว่ามีเรื่องใดนางย่อมรู้ดีกว่าผู้อื่น
กระนั้นหลังเกิดเรื่อง นางพลันตระหนักว่านางไม่เคยรู้จักบุตรสาวทั้งสองคนของตนอย่างแท้จริง
ไม่ส่งจดหมายมาหานางซึ่งเป็นมารดา ยังไม่นับว่าน่าประหลาดใจเท่ากับเว่ยเอินหลินไม่แม้แต่จะสอบถามถึงอาการของผู้เป็นน้องสาว ทั้งที่รู้ว่าน้องสาวบาดเจ็บอาการเป็นตายเท่ากัน
“อวี่เอ๋อร์”
“ท่านแม่” เว่ยซวงอวี่หันมายิ้มให้มารดา
“ออกมานั่งข้างนอกนานแล้ว ไม่หนาวหรือ” เว่ยฮูหยินลูบศีรษะบุตรสาวคนเล็ก ก่อนที่นางจะนั่งลงข้าง ๆ เมื่อมองเห็นว่าเว่ยซวงอวี่กำลังนั่งวาดภาพดอกซิ่ง นางก็อมยิ้มออกมา
“เจ้าวาดได้ดีมาก”
“หากท่านแม่ชอบลูกยกให้ท่านแม่ดีหรือไม่เจ้าคะ ท่านจะได้ใช้เป็นแบบลวดลายปักผ้าเช็ดหน้า”
“ขอบใจเจ้า” เว่ยฮูหยินยิ้มอย่างอ่อนโยน “ตั้งแต่เกิดเรื่องและตื่นขึ้นก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกเลย เบื่อหรือไม่”
“ลูกรู้ดีว่าท่านพ่อและท่านแม่หวังดีและเป็นห่วงลูกเจ้าค่ะ อยู่ในเรือนก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเลย ดูสิเจ้าคะในสวนของเรือน ดอกซิ่งกำลังบานสะพรั่ง ลูกไม่เบื่อเลย”
“แต่วัน ๆ หากไม่ปักผ้า เขียนหนังสือและวาดรูปดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้ทำอย่างอื่นเลย” เว่ยฮูหยินถอนหายใจ “แล้วนี่เหตุใดจึงไม่สวมใส่เครื่องประดับใด ๆ เลย”
เอ่ยจบเว่ยฮูหยินก็ยกมือขึ้นดึงปิ่นอันหนึ่งบนเรือนผมของตนออกมา ดวงตารักใคร่เวทนาปรากฏขึ้นเมื่อมองเห็นแผลเป็นเล็ก ๆ ของบุตรสาว
รอยแผลเป็นนี้เกิดขึ้นเพราะศีรษะของเว่ยซวงอวี่กระแทกเข้ากับบางอย่าง และนั่นเป็นเหตุให้หญิงสาวสูญเสียความทรงจำ
ปิ่นระย้าโบตั๋นถูกเสียบเข้าไปบนเรือนผมที่เกล้ามวยง่าย ๆ ของเว่ยซวงอวี่ นางยกมือขึ้นแตะเบา ๆ “ปิ่นโบตั๋น ท่านแม่ใช้ทุกวันไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
“เจ้าสังเกตด้วยหรือ” เว่ยฮูหยินอมยิ้ม “แม่ยกให้เจ้า”
“ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ”
“แม่จะลองพูดกับท่านพ่อของเจ้า พรุ่งนี้เราสองแม่ลูกออกไปเดินเล่นในตลาดด้วยกัน ดีหรือไม่”
“จริงหรือเจ้าคะ” เว่ยซวงอวี่ดวงตาเป็นประกาย แม้จะบอกว่าไม่เบื่อ แต่การได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างก็นับว่าไม่เลวเลย
แม้ความจริงเว่ยจื่อฉีจะเป็นกังวล ในยามที่ผู้เป็นฮูหยินบอกว่าจะพาเว่ยซวงอวี่ไปข้างนอก แต่ถึงอย่างนั้นหลังจากที่จับตาดูท่าทีของบุตรสาวคนเล็กที่เปลี่ยนเป็นหัวอ่อนว่าง่าย เขาก็ตัดสินใจอนุญาตทันที
หลายวันมานี้เห็นผู้เป็นฮูหยินกลัดกลุ้มนอนไม่หลับ เขาเองก็ไม่อยากจะให้บรรยากาศในตระกูลเว่ยเคร่งเครียดไปกว่านี้ แม้จะรู้ว่าหากความทรงจำของเว่ยซวงอวี่กลับมา ทุกอย่างในตระกูลเว่ยจะพังทลายลง แต่ถึงอย่างนั้นการได้เห็นบุตรสาวคนเล็กต้องถูกขังอยู่แต่ในเรือน เขาผู้เป็นบิดาเองก็เจ็บปวดใจ
“ให้แล้วแต่โชคชะตาเถิด พวกนาง...ล้วนแล้วแต่เป็นลูกสาวของข้า” เว่ยจื่อฉีหลับตาลงอย่างรวดร้าว
เขาไหนเลยจะตั้งใจให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่เลย...เขาเองก็เสียใจที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้
เว่ยซวงอวี่มีท่าทีตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด ในยามที่นางช่วยพยุงมารดาเดินออกมาขึ้นรถม้า หญิงสาวมองสำรวจทุกอย่างรอบตัวอย่างสนใจใคร่รู้
ดวงตาเป็นประกายสดใสร่าเริงกว่าทุกวัน ทำให้ทุกคนที่มองต่างก็รู้สึกประหลาดใจ นี่ไหนเลยจะเป็นท่าทีของคุณหนูรองตระกูลเว่ยที่สุขุมเยือกเย็นคนเดิมอีก
ท่าทีเช่นนั้นทำให้เว่ยฮูหยินยิ่งรู้สึกรักใคร่เอ็นดูในตัวบุตรสาวมากขึ้น นางในยามนี้คล้ายกับได้บุตรสาวตัวน้อยที่ยังไม่ได้เข้ารับการศึกษาที่เค่อหลี่กลับมา
คราแรกแม้จะเห็นด้วยและยินดี เนื่องจากหายากที่อาจารย์ทั้งสามแห่งเค่อหลี่ยอมรับในตัวอิสตรี บุตรสาวสองคนของนางนับว่าแหกกฎที่บัณฑิตซึ่งมีชื่อเสียงได้ตั้งเอาไว้
แม้ยังคงต้องปิดบังตัวเองด้วยการปลอมตัวเป็นบุรุษ ทั้งยังต้องเรียนแยกกับนักเรียนส่วนใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นอาจารย์แห่งเค่อหลี่เองก็ยอมรับและยกย่องบุตรสาวของนางเป็นอย่างมาก กระทั่งไม่นานมานี้ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป