บทที่ 1.5
หัวใจของเว่ยซวงอวี่เต้นรัว ในยามที่เดินกลับเข้าไปในห้องนอน ด้านนอกแม้ยังพอมีแสงสลัว แต่นางสังหรณ์ใจอย่างรุนแรงว่านี่ไม่อาจกระทำอย่างโจ่งแจ้ง
บางอย่างบอกนางว่าสถานการณ์ที่นางกำลังเผชิญอยู่นี้ ไม่ปกติ ทุกอย่างมันดูผิดปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุบัติเหตุของนาง และคนในตระกูลเว่ยที่มักจะซุบซิบกันเรื่องความทรงจำที่สูญหายไปของนาง
นั่งสงบจิตใจได้ครู่หนึ่งเว่ยซวงอวี่ก็จุดเทียนเพื่อให้ความสว่าง ก่อนจะเปิดอ่านข้อความในจดหมาย
‘ของสำคัญที่ฝากไว้ ไม่นานจะมารับคืน’
เว่ยซวงอวี่ขมวดคิ้วก่อนจะพลิกกระดาษจดหมายไปมา ไม่มีชื่อ ไม่มีข้อความอื่นนอกเหนือไปจากนั้น ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดสาวใช้ได้ยินเสียงกุกกัก ทั้งยังเห็นว่าภายในห้องของผู้เป็นนายสว่างขึ้น ก็เดินมายังหน้าประตู
“คุณหนูเจ้าคะ”
“ไม่มีอะไร ข้านอนไม่หลับจึงลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ เจ้าไม่ต้องเข้ามา ข้าจะนอนแล้ว” เอ่ยจบก็ดับเทียน เพราะเกรงว่าสาวใช้จะเข้ามาในห้อง
นางรู้ดีว่าทุกวันสาวใช้สองคนจะไปรายงานบิดาว่านางทำอะไรบ้าง จดหมายฉบับนี้อาจไขข้อข้องใจบางอย่างที่นางกำลังหาคำตอบ ดังนั้นหญิงสาวจึงเลือกที่จะเก็บเอาไว้กับตัว ไม่บอกให้ผู้อื่นรับรู้
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นหากท่านต้องการอะไรต้องบอกนะเจ้าคะ ข้าน้อยจะรีบจัดหามาให้” สาวใช้ผู้นั้นหาวหวอด ก่อนจะเดินกลับห้องซึ่งอยู่ข้าง ๆ ปากก็บ่นพึมพำไปตาม
เว่ยซวงอวี่พับจดหมายเป็นชิ้นเล็ก ๆ สอดเข้าไปในถุงหอม จากนั้นก็นำมาวางเอาไว้ข้างหมอน แม้จะก้าวขึ้นเตียงไปแล้ว แต่ความคิดของนางยังคงวนเวียนอยู่กับข้อความในจดหมาย
ของสิ่งใดที่นางรับฝากเอาไว้ แล้ว...ใครคือคนที่ฝากของสำคัญเอาไว้กับนาง ทั้งยังทำลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้
หลังจากที่แสงเทียนในห้องส่องสว่างอยู่นาน ในที่สุดก็ดับลง หยวนเฟิงหลิงซึ่งนั่งอยู่บนกำแพงคฤหาสน์ มองตรงไปยังหน้าต่างห้อง ใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ภายใต้หน้ากากหนังสีดำดูครุ่นคิด
หลายวันก่อนคนของเขาส่งข่าวมาจากเมืองหลวง เว่ยจื่อฉีส่งจดหมายไปยังตระกูลหยวน สอบถามเรื่องการไว้ทุกข์ว่าราบรื่นดีหรือไม่ แต่มีหรือที่เขาจะไม่รู้ว่านั่นคือการทวงถามว่าเมื่อไหร่เขาจะส่งเกี้ยวมารับเจ้าสาว
“บุตรสาวคนโตเพิ่งจะแต่งออกไป ตอนนี้คิดจะส่งตัวบุตรสาวคนเล็กออกเรือน เว่ยจื่อฉี...หรือว่าท่านจะมีส่วนรู้เห็นและร่วมมือกับองค์ชายเก้าจริง ๆ”
ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เขาในฐานะหยวนเฟิงหลิงแน่นอนว่าย่อมรู้สึกหนักใจ บิดาและมารดาของเขาเป็นสหายเก่าแก่กับตระกูลเว่ย หลายครั้งเว่ยจื่อฉีเองก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือตระกูลหยวน ได้พบกันหลายครั้งเขาเองก็รู้สึกว่าเว่ยจื่อฉีเป็นคนไม่เลว
แต่ถึงอย่างนั้นหลายปีที่เขาไม่ได้พบ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรบ้าง...
สายลมยามค่ำคืนพัดมาวูบหนึ่ง เงาร่างสีดำที่นั่งอยู่บนกำแพงก็เลือนหายไป ความมืด และความเงียบค่อย ๆ คืบคลานเข้าปกคลุม กลิ่นหอมของดอกซิ่งอบอวลไปทั่วบริเวณ ขับกล่อมให้เจ้าของเรือนดอกซิ่งอย่างเว่ยซวงอวี่หลับใหล
หญิงสาวไม่ตระหนักเลยสักนิดว่านับตั้งแต่วันนั้น ชีวิตของนางก็ไม่ทางให้หวนกลับมาสงบสุขเช่นในวันวานอีกแล้ว
เว่ยฮูหยินเหม่อมองบุตรสาวที่นั่งอยู่กลางสวนดอกซิ่ง นับตั้งแต่เว่ยซวงอวี่รู้สึกตัวขึ้น แม้นางจะเข้าไปพูดคุยและอยู่เป็นเพื่อนทุกวัน แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกของนางกลับหนักอึ้ง
บุตรสาวของนางในวันนี้ ไม่เหมือนบุตรสาวของนางในวันวาน
ไม่เพียงแต่บุตรสาวคนเล็กของนางเท่านั้นที่เปลี่ยนไป สามีและบุตรสาวคนโตเองก็ไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนตระกูลเว่ยมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
บุตรสาวทั้งสองคนของนางทั้งงดงาม และเฉลียวฉลาด พวกนางสองพี่น้องรักใคร่สนิทสนม แต่ไม่รู้เพราะอะไรนางจึงรู้สึกว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว
นับตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องบุตรสาวสองคนต่างไม่มองหน้ากัน สามีของนางเองก็มีท่าทีกลัดกลุ้ม หลังจากเกิดเรื่องทั้งที่บุตรสาวคนเล็กยังไม่ได้สติ กลับรับปากให้เว่ยเอินหลินนั่งเกี้ยวเข้าตำหนักองค์ชายเก้า