บทที่ 1.4
เขาไว้ทุกข์มานานและไม่ได้ติดต่อกลับไปยังเมืองอี๋หยาง แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องการหมั้นหมายก็ไม่ใช่ความลับใด ๆ เพราะดูเหมือนคนในเมืองอี๋หยางเองก็ล่วงรู้
เพียงแต่...เขาให้สงสัยนักว่าเว่ยซวงอวี่จะคิดเช่นไรกับการหมั้นหมายนี้
เว่ยเอินหลินนั้นเขาเคยพบนางมาก่อน ตอนนั้นนางติดตามเว่ยจื่อฉีมายังเมืองหลวง ทั้งที่อายุได้เพียงสิบเอ็ดปี ตระกูลหยวนเป็นเพียงบัณฑิตไร้ชื่อเสียง ฐานะหรือก็ไม่ได้ร่ำรวยมั่งคั่งเหมือนตระกูลเว่ย
ใบหน้าที่แสดงออกว่าไม่เต็มใจในวันนั้น เขาหยวนเฟิงหลิงไหนเลยจะลืมเลือน
“ข้าจะไปพบนางในฐานะของเฮยหลิง” เขาเอ่ยจบก็ลอบถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง
คำสั่งเสียของบิดาเขาเองก็รับปากไปแล้ว อย่างไรเสียการแต่งงานยังคงต้องเกิดขึ้น เว่ยเอินหลินกลายเป็นชายารององค์ชายเก้า เรื่องนี้เขาไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย
บุตรสาวของเว่ยจื่อฉี หนึ่งในบัณฑิตผู้ซึ่งเป็นอาจารย์สอนในสำนักศึกษาเค่อหลี่จะธรรมดาได้อย่างไร การแก้ปริศนาระหว่างนางและบัณฑิตในวังหลวง กระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังคงได้รับการกล่าวถึง
ปราชญ์หญิงที่อายุยังน้อย แต่กลับเฉลียวฉลาดและยังเป็นโฉมสะคราญจนผู้คนต่างก็ยกย่อง เช่นนี้แล้วนางจะยินยอมแต่งให้บุตรชายของบัณฑิตยากจนผู้หนึ่งได้อย่างไรกัน
คืนนี้เป็นคืนที่เท่าไรเว่ยซวงอวี่คร้านจะใส่ใจ นางนอนไม่หลับเนื่องจากในใจเต็มไปด้วยความสับสน
สายลมพัดพาเอากลีบดอกซิ่งบนต้นร่วงหล่นปลิดปลิว ความเงียบในยามค่ำคืนทำให้ความคิดของหญิงสาวปลอดโปร่ง
นางปล่อยให้ร่างกายตัวเองค่อย ๆ คลายจากอาการเจ็บปวด ไม่พยายามคิดหรือมองหาความผิดปกติ เนื่องจากมั่นใจว่าบิดาของนางมีเรื่องปิดบัง
นางไม่ถามเพราะรู้ดีว่าไม่มีทางได้คำตอบออกมา เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนางจะปล่อยผ่านไปก่อน รอให้ถึงวันที่นางหายดีนางอาจกลับมาจดจำบางอย่างได้ดังเดิม
อย่างไรเสียตอนนี้ตัวนางเองก็ไม่อาจออกไปเดินท่อม ๆ เพื่อหาหลักฐาน ยิ่งไม่มีทางที่นางในสภาพนี้จะสามารถเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหาความทรงจำที่นางทำหายไป
ท่านหมอหวงบอกนางว่าความทรงจำของนางจะค่อย ๆ กลับมา หากนางอยู่ในสถานที่ที่คุ้นเคย ได้พูดคุย ได้พบปะผู้คนที่นางเคยรู้จักสนิทสนม แต่ดูเหมือนบิดาของนางจะไม่ใคร่จะเห็นด้วย ทั้งที่อาจารย์หวังเสนอให้นางได้กลับไปช่วยงานที่สำนักศึกษาเช่นเดิม
นี่ก็อีกเรื่องหนึ่งที่นางตื่นตะลึง สตรีแคว้นหานน้อยนักที่จะได้รับการสนับสนุนให้เรียนหนังสือ แม้นางจะรู้ว่าบิดาเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียง แต่ถึงอย่างนั้นนางไหนเลยจะคาดว่าผู้เป็นบิดา ถึงกับอนุญาตให้นางและเว่ยเอินหลิน ปลอมตัวเป็นบุรุษไปเข้าเรียนกับศิษย์สำนักศึกษาเค่อหลี่
ทั้งนี้แม้ว่านางและพี่สาวจะนับว่าเรียนจบแล้ว แต่อาจารย์ที่สำนักศึกษาที่รู้เรื่องนี้ดี กลับยังคงอนุญาตให้พวกนางกลับไปช่วยงานต่าง ๆ เป็นบางครั้ง
ตอนที่อาจารย์หวังเสนอ นางมองไปยังบิดาด้วยดวงตาคาดหวัง การที่บิดาปฏิเสธโดยอ้างว่ารอให้นางหายดีก่อน ดังนั้นในช่วงเดือนครึ่งที่ผ่านมา นางจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปนอกคฤหาสน์
แน่นอนเว่ยซวงอวี่เชื่อฟังเป็นอย่างดี นางจะคัดค้านไปทำไมเล่า ในยามที่เรื่องยังคงใหม่นางดึงดันไปก็รังแต่จะเสียเรื่อง มิสู้อดทนรอจนกว่าบิดาจะคิดว่านางปล่อยผ่านไปแล้ว จากนั้นนางค่อยเริ่มตามเก็บความทรงจำของตัวเองกลับมาย่อมไม่สายเกินไป
เสียงถอนหายใจของหญิงสาวดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ นางกวาดสายตาไปทั่วเรือนซิ่งฮวาของตัวเอง จากนั้นก็ยื่นมือออกไปปิดหน้าต่าง แต่ตอนนั้นเองที่เงาวูบไหวทำให้นางชะงัก เมื่อเพ่งมองก็มั่นใจว่านั่นเป็นเงาของคนผู้หนึ่ง
แม้จะรู้ว่าไม่ควรแต่เว่ยซวงอวี่ยังคงเดินออกมาจากห้อง นางเดินตรงไปยังต้นดอกซิ่งที่บัดนี้เบ่งบานเต็มที่ แต่พอไปถึงบนนั้นไหนเลยจะมีเงาของผู้ใดอยู่
กระนั้นในยามที่กำลังจะหมุนตัวกลับเข้าห้อง กระดาษที่ถูกพับเป็นแนวยาวผูกติดกับกิ่งของต้นดอกซิ่ง กลับสะดุดตาของนางเข้า
นางไม่ได้ตาฝาด เมื่อครู่นี้เป็นเงาคนจริง ๆ
คิ้วเรียวของหญิงสาวขมวดมุ่น ตอนที่สายตากวาดมองหาผู้ใดก็ตามที่เป็นเจ้าของจดหมาย แต่รอบกายก็หาได้มีผู้อื่นอีก มือเล็กเอื้อมไป แกะจดหมายอย่างเบามือ