บทที่ 1.3
“กล่าวอะไรอย่างนี้ เจ้ารอดมาได้ก็นับว่าดีแล้ว ดีแล้ว” หวังชิงรีบเข้ามาพยุงนางให้ลุกขึ้น
“ไม่นึกเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้กับเจ้าได้” หวังชิงส่ายหน้าทั้งยังมองสำรวจขึ้นๆ ลงๆ เพื่อให้มั่นใจว่าศิษย์ของตนไม่เป็นไร
“เจ้าเป็นเด็กฉลาดเฉลียว สิ่งที่ลืมไป แน่นอนย่อมสามารถรื้อฟื้นกลับมาได้ แต่อย่างไรสุขภาพของเจ้าย่อมต้องมาก่อน”
หลังออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลเว่ย หวังชิงนั่งรถม้าตรงไปยังสำนักศึกษาเค่อหลี่ ใบหน้าเคร่งเครียดครุ่นคิดของเขา ต่างจากใบหน้าอ่อนโยน ในยามที่อยู่ภายในคฤหาสน์ตระกูลเว่ยอย่างชัดเจน
เมื่อรถม้าจอดลงยังหน้าสำนักศึกษาเค่อหลี่ เขาเร่งฝีเท้าก้าวเข้าไปโดยไม่รอให้ผู้ดูแลด้านหน้าได้คารวะ กระทั่งผลักประตูเข้าไปยังเรือนพักด้านใน
“ศิษย์พี่”
“กลับมาแล้วหรือ” จ้าวเสิ่นเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยใบหน้าประหลาดใจ
หวังชิงเดินเข้าไปในห้อง ก่อนจะชะงักเมื่อมองเห็นชายหนุ่มสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าส่วนบนกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่าง “ดียิ่ง เจ้าเองก็อยู่ที่นี่”
“อาจารย์สาม” เขาคารวะผู้อาวุโสกว่า ก่อนจะเดินมารินชาให้อีกฝ่ายที่เพิ่งจะนั่งลง
ชายหนุ่มก็คือหยวนเฟิงหลิง ศิษย์คนโตของสำนักศึกษาเค่อหลี่
ฐานะของหยวนเฟิงหลิง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้ เนื่องจากไม่เพียงแต่เขาจะเป็นศิษย์คนโตรุ่นแรกที่สำเร็จการศึกษาไป โดยได้รับคำชมเชยจากอาจารย์ทั้งสามแล้ว
อีกฐานะหนึ่งเขายังเป็นศิษย์หนึ่งในสามคนที่นักพรตปราบตะวันตก ยอมถ่ายทอดวรยุทธ์ให้ก่อนสิ้นใจ
หนึ่งมาจากเชื้อพระวงศ์
หนึ่งคือสามัญชนคนธรรมดา
หนึ่งคนสุดท้ายเป็นชาวยุทธ์ที่มีที่มาที่ไปไม่แน่นอน
นั่นคือข้อแม้ที่นักพรตปราบตะวันตกตั้งข้อแม้ ในยามที่เขาประกาศรับศิษย์ ซึ่งแน่นอนสามัญชนผู้นั้นก็คือหยวนเฟิงหลิง ส่วนเชื้อพระวงศ์นั้นคือหานหย่งหมิง องค์ชายเจ็ดแคว้นหาน
คนสุดท้าย…ฉางเหยียน จอมยุทธ์ซึ่งไร้ที่มาที่ไปโดยสิ้นเชิง
สาเหตุที่หยวนเฟิงหลิงต้องเดินทางมาจากเมืองผิงหยาง ซึ่งเป็นเมืองหลวงแคว้นหาน ก็เพราะหานหย่งหมิงถูกลอบวางยาพิษ ซึ่งเรื่องนี้เขาจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวก็ไม่ได้
“เหตุใดหน้าตากลัดกลุ้มถึงเพียงนี้ มิใช่แวะไปเยี่ยมศิษย์คนโปรดหรอกหรือ ข่าวว่านางไม่เป็นอะไรมาก หรือว่าอาการทรุด”
“ไม่ใช่ นางอาการดีขึ้นมากแล้ว”
“แล้วเหตุใดจึงยังมีท่าทีกังวลถึงเพียงนี้เล่า”
“เรื่องที่นางสูญเสียความทรงจำเห็นทีจะไม่ใช่เพียงข่าวลือ”
“เช่นนี้แล้วสาวใช้ผู้นั้นก็พูดความจริง องค์ชายเก้าหานเหวินเสียนคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องที่องค์ชายเจ็ดโดนลอบปลงพระชนม์” หยวนเฟิงหลิงเอ่ยเสียงเครียด
“น่าเสียดายที่นางสิ้นใจไปก่อน หาไม่เราอาจจะได้รู้อะไรมากกว่านี้” จ้าวเสิ่นถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง
“เรื่องหลักฐานข้ายังคงไม่ปักใจเชื่อ แต่ถึงอย่างไรเราก็คงไม่อาจปล่อยผ่านไป”
“เฮยหลิง เจ้า...เรื่องนี้เจ้าคิดดีแล้วหรือ จะอย่างไรเสียตอนนี้นางยังคงได้ชื่อว่าเป็นคู่หมายของเจ้า” จ้าวเสิ่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
เรื่องที่บิดาของหยวนเฟิงหลิงสั่งเสียเอาไว้ก่อนตายนั้น เขาเองก็ตระหนักดี เวลาผ่านไปการไว้ทุกข์สิ้นสุดลง อย่างไรเสียนั่นก็คือคำขอก่อนตายของบิดา เช่นนี้หากหยวนเฟิงหลิงยังคงยื่นมือเข้ามา นั่นมิเท่ากับสร้างความบาดหมางกับตระกูลของว่าที่ฮูหยินหรอกหรือ
“ตอนนี้ศิษย์น้องสามถูกพิษอาการสาหัส ศิษย์น้องรองเองก็รับหน้าที่ไปนำยาถอนพิษมาจากยอดเขาเยี่ยซาน จะให้ข้าอยู่เฉยข้าคงทำไม่ได้” หยวนเฟิงหลิงเอ่ยก่อนหันไปสบตากับผู้เป็นอาจารย์ “ข้าจะรับผิดชอบเรื่องหาหลักฐานเหล่านี้ออกมาเอง”
“อย่างไรหรือ” หวังชิงขมวดคิ้ว “อย่างไรเสียอวี่เอ๋อร์ก็เป็นเด็กดี ทั้งยังสูญเสียความทรงจำ”
“ข้าไม่ได้คิดจะทำร้ายนาง ท่านอาจารย์วางใจ”
“นั่นสินะ ตอนนี้พี่สาวของนางกลายเป็นชายารองขององค์ชายเก้าไปแล้ว เช่นนี้ก็เท่ากับอวี่เอ๋อร์คือคู่หมายของเจ้า”
หยวนเฟิงหลิงแอบมุ่นคิ้วด้วยความกังวล การหมั้นหมายระหว่างตระกูลหยวน และตระกูลเว่ย บิดาของเขาและเว่ยจื่อฉียึดมั่นถือมั่นมาโดยตลอด
จำได้ว่าก่อนบิดาของเขาสิ้นใจ เว่ยจื่อฉียังเคยส่งจดหมายมาทวงถาม คาดไม่ถึงว่าหลังตอบจดหมายและยืนยันคำสัญญา บิดาของเขาก็ได้สิ้นใจลง