บทที่ 2 คงเป็นเรื่องบังเอิญ - 3
ข้าหลับตาลงสาปแช่งเทพชะตาอยู่ในใจพร้อมรอรับคมเขี้ยวของเสี่ยวเพ่ย ทว่าเสียงเฮฮาของคนกลุ่มนั้นพลันเงียบลง ตามมาด้วยเสียงร้องเอ๋งของเสี่ยวเพ่ย ข้าลืมตาขึ้น เบื้องหน้ามีบุรุษหน้าตาหล่อเหลากำลังมองเจ้าเด็กต้าหย่งด้วยสายตาเย็นชา
“ทะ ท่านอารอง” ต้าหย่งมือไม้สั่น “ข้าไม่ได้เป็นคนต้นคิดเรื่องนี้ เป็นจางเสี่ยวขอรับ ท่านอาอย่าเอาเรื่องนี้ไปรายงานท่านพ่อของข้านะขอรับ”
ผู้ที่ต้าหย่งเรียกว่าท่านอาดูไปแล้วอายุเพิ่งจะยี่สิบเท่านั้น ส่วนตัวเจ้าอ้วนต้าหย่งนี้คงอายุราวสิบสี่สิบห้า เขาปรายตามองมายังข้าแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบว่า “หากเจ้ายังไม่เลิกนิสัยชอบทรมานสัตว์ วันหลังข้าจะจับเจ้าโยนลงสนามล่าสัตว์ แล้วปล่อยให้เสี่ยวไป๋หู่ของข้าล่าเจ้าแทน ส่วนเจ้าสุนัขตัวนี้ข้าจะให้มันเป็นอาหารของเสี่ยวไป๋หู่เสีย”
ต้าหย่งคุกเข่าโขกศีรษะกับพื้นอย่างลนลาน “ท่านอารอง ต้าหย่งผิดไปแล้ว โปรดเมตตาด้วย ต่อไปข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว”
“พาสุนัขของเจ้าไปจากที่นี่เสีย ต่อไปอย่ามารบกวนความสงบสุขของข้าอีก” สิ้นคำกล่าวของเขา ต้าหย่งและพรรคพวกก็วิ่งหนีไปอย่างลนลาน
ข้ามองเจ้าอ้วนต้าหย่งแล้วก็ให้สะใจไม่น้อย คนที่ชอบเห็นชีวิตของผู้อื่นเป็นของเล่นสมควรถูกเอาคืนแบบนี้แหละจึงจะสาสม จะว่าไปอารองผู้นี้นอกจากจะรูปงามแล้วยังจิตใจดีไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ข้าจะเคยเห็นเทพเซียนหน้าตางดงามมามาก แต่ความงดงามเหล่านั้นพวกเขาได้มาเพราะการฝึกฝนสะสมปราณตบะ จึงสามารถเสกสรรปั้นแต่งรูปโฉมของตนได้ แต่กับมนุษย์แล้วรูปงามราวกับเทพเซียนเช่นนี้นับว่าหายากยิ่ง
ข้าเจอของดีเข้าให้แล้วสินะ...
“สวัสดีเด็กน้อย ข้าชื่อเฟิงเจี๋ย” เขาทักทายเสร็จก็อุ้มข้าขึ้นมาแล้วพาเดินกลับเข้าป่าไป
ภายในป่ามีเรือนไม้หลังหนึ่ง รอบเรือนปลูกต้นไม้หลากหลายพันธุ์ไว้ บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งออกมาต้อนรับยามเห็นพวกข้าเดินไปใกล้เรือน
“นายท่าน” บ่าวชายค่อมศีรษะคำนับ
“เจ้าไปเตรียมน้ำอาบให้ข้าที” สั่งความเสร็จเขาก็พาข้าเข้าไปในเรือน
ข้ามองสำรวจโดยรอบ ภายในเรือนตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีกลิ่นอายบริสุทธิ์คล้ายสถานที่บำเพ็ญเพียรของเทพเซียนอย่างไรอย่างนั้น ท่าทางของเขาก็เหมือนบัณฑิตแก่เรียนผู้หนึ่ง ทว่ากลับให้ความรู้สึกน่าเกรงขาม
“เด็กน้อย รอข้าอยู่ตรงนี้นะเข้าใจหรือไม่” เขาวางข้าลงบนตั่งแล้วเดินออกจากเรือนไป เพียงไม่นานก็กลับมาพร้อมขนมหนึ่งจาน
ข้ามองขนมกุ้ยฮวาพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ รู้สึกราวกับว่านานนับพันปีเลยทีเดียวที่ข้าไม่ได้ลิ้มลองขนมหวานเช่นนี้ แต่ความจริงแล้วมันเพิ่งจะผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนบนแดนมนุษย์เท่านั้น
“อยากกินรึ” เขาไม่ถามอย่างเดียวยังยื่นขนมมาล่อตาล่อใจข้าอีกต่างหาก ด้วยความหมั่นไส้ข้าจึงงับมือเขาเข้าให้ แต่แทนที่เขาจะโกรธกลับหัวเราะเบาๆ เสียอย่างนั้น
สงสัยเขาคงสติไม่ดี...
“หลิงหลิง เจ้านี่ซุกซนจริงๆ ” เขาผลักจานขนมมาตรงหน้าข้า “หากเจ้าอยากกิน เช่นนั้นก็กินเถิด” กล่าวจบก็หมุนตัวเดินเข้าไปในห้องด้านใน
ข้าได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของเขาไปอย่างโง่งม คนผู้นี้ใช่สมองมีปัญหาหรือไม่ มีหมูป่าที่ใดกันกินขนมหวานเช่นนี้ แต่นี่เหมือนกับว่าเขานำมันมาให้ข้าโดยเฉพาะซ้ำเขายังเรียกข้าว่าหลิงหลิงอีกด้วย เป็นความบังเอิญใช่หรือไม่ ไม่มีทางที่เขาจะรู้ชื่อของข้าแน่นอน
ใช่ เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้นที่เขาตั้งชื่อให้ข้าเช่นนี้...
