บทที่ 3 คู่ชะตาที่ได้มาโดยไม่ตั้งใจ - 1
เมื่อลงกลอนประตูเรียบร้อยข้าก็ขึ้นมานั่งบนเตียง หลับตาทำสมาธิสื่อสารกับร่างแยกของตนที่อยู่บนสวรรค์ ตัวข้ามีนามว่าเฟิงเจี๋ย ข้านั้นเป็นถึงแม่ทัพสวรรค์ที่ชื่อเสียงเกรียงไกร แต่ไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมาเสียท่าให้แม่มังกรวารีน้อยที่พลังตบะอ่อนด้อย เรื่องนี้หากรู้ไปถึงไหนคงได้อายไปถึงนั่น
เมื่อหนึ่งพันปีก่อนข้ามาร่วมงานเลี้ยงการผ่านด่านเคราะห์กรรมเจ็ดชาติของรัชทายาทสวรรค์ที่สวรรค์ชั้นเก้าฟ้า ในงานเลี้ยงนั้นช่างแสนน่าเบื่อ ข้าหยิบสุราหมักสูตรพิเศษของไป๋เหวินชีจิ้งจอกเจ็ดหางสหายรักของข้ามาสองไห แม้นางจะเป็นเซียนจิ้งจอกจอมเกียจคร้านและน่าหมั่นไส้ไปสักหน่อย แต่ฝีมือการหมักสุราของนางนั้น ในแดนสวรรค์แล้วเรียกว่าหาตัวจับได้ยาก
ข้าถือไหสุราไปหาที่สงบๆ เพื่อดื่มเพียงลำพัง เสาะหาอยู่นานสุดท้ายก็พบตำหนักเล็กๆ ซึ่งอยู่ห่างจากตำหนักจัดงานเลี้ยงพอสมควร ที่แห่งนั้นเงียบสงัดราวกับว่าไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่ ข้านั่งบนแผ่นหินก้อนใหญ่ที่ยื่นออกไปยังสระบัว ดอกบัวสวรรค์เบ่งบานส่งกลิ่นหอมชื่นใจ ข้าร่ำสุราชมดอกบัวอย่างสบายอารมณ์
สุราที่ไป๋เหวินชีหมักนั้นฤทธิ์แรงใช่ย่อย ดื่มไปได้เพียงครึ่งไหข้าก็เริ่มรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาจึงเลิกดื่ม แล้วนอนราบลงไปบนแผ่นหิน ปลดปล่อยความเคร่งเครียดจากการกรำศึกกับเผ่ามารมานานไปกับเสียงน้ำไหลและกลิ่นหอมของดอกบัวสวรรค์ แต่แล้วอารมณ์สุนทรีย์ของข้าก็ถูกขัดจังหวะลงด้วยฝีมือของเทพธิดาน้อยนางหนึ่ง
นางยิ้มกว้างให้ข้าแขนกอดไหสุราไว้แน่น ไม่รู้ว่านางแอบฉกมันไปตั้งแต่เมื่อใด แต่ดูจากอาการแล้วคงเมาได้ที่เลยทีเดียว เมื่อเห็นท่าไม่ดีข้าจึงหมายจะแย่งไหสุรากลับคืนมา แต่นางกลับกลายร่างเป็นมังกรวารีที่ยังไม่โตเต็มวัยแล้วพุ่งเข้าใส่ข้า
ยิ่งข้าหลบนางก็ยิ่งไล่ตามประหนึ่งว่ากำลังเล่นไล่จับอย่างไรอย่างนั้น กว่านางจะสิ้นฤทธิ์ได้ต้องโดนสันมือของข้าสับต้นคอไปหนึ่งทีจึงสงบ หากเป็นการต่อสู้กับเผ่ามารข้าคงชักกระบี่ออกมาฟันนางให้ร่างขาดครึ่งท่อนไปแล้ว แต่นี่นางเป็นเพียงเทพธิดาน้อยตนหนึ่งเท่านั้น จากลักษณะของนางแล้วคาดว่าอายุคงไม่เกินหนึ่งพันปีเป็นแน่ ซ้ำยังเป็นเทพโดยกำเนิดอีกด้วย
เจ้ามังกรวารีน้อยเมาจนร่างอ่อนปวกเปียกกลายเป็นงูดินไปเสียแล้ว ในขณะที่ข้าโน้มตัวลงไปดูอาการของนาง ผู้ที่คิดว่าเมาหลับไปแล้วกลับกลายร่างเป็นเด็กสาวแล้วขโมยจุมพิตของข้าไปอย่างที่ข้าไม่ทันได้ตั้งตัว
นางจูบข้าเสร็จก็หัวเราะคิกคักแล้วหลับไป ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าตัวเองทำสิ่งใดกับข้าลงไปบ้าง พันธสัญญาวิญญาณถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ไม่รู้ว่าเทพธิดาน้อยผู้นี้ไปเรียนเวทการสร้างพันธสัญญานี้มาจากที่ไหน แต่ที่แน่ๆ นับตั้งแต่ตอนนั้นวิญญาณครึ่งหนึ่งของข้าก็ผูกติดกับนางเสียแล้ว
ปัญหาแรกยังจัดการไม่ได้ เฒ่าจันทราก็ดันโผล่มาหัวเราะเยาะใส่ข้า แล้วบอกว่าดีใจด้วยผู้ที่ผูกชะตาวาสนาด้ายแดงกับข้าปรากฏตัวขึ้นแล้ว ข้าหันไปมองร่างอรชรที่เมาไม่ได้สติโดยพลัน เส้นประสาทตึงเครียดขึ้นมา เจ้างูดินขี้เมานี่เป็นเนื้อคู่ของข้าจริงๆ น่ะหรือ
ในเมื่อนางกล้าร่ายเวทผูกพันธสัญญากับข้า ด้วยความอยากเอาคืนข้าจึงร่ายคาถาลวงตาใส่นาง ผู้อื่นจะมองเห็นนางเป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดาหาความงดงามไม่ได้ มีเพียงข้าเท่านั้นที่มองเห็นรูปโฉมที่แท้จริงของนาง ความจริงแล้วนางเป็นเทพธิดาที่งดงามมากผู้หนึ่ง หากพลังตบะแกร่งกล้ากว่านี้รูปโฉมของนางอาจงดงามที่สุดในสวรรค์ชั้นเก้าฟ้าก็เป็นได้ แล้วเรื่องอันใดข้าจะยอมปล่อยให้เทพบุรุษอื่นได้เห็นนางในรูปโฉมเช่นนั้นกันเล่า ในเมื่อนางกล้ามาจับจองตีตราข้าแล้ว ก็สมควรเป็นข้าผู้เดียวที่ได้เห็นความงามของนาง
เดิมทีข้าคิดว่ารอให้นางโตกว่านี้สักหน่อยค่อยแต่งนางเข้าตำหนัก แต่ผู้ใดเลยจะรู้ว่าในระหว่างพันปีมานี้พลังของนางแกร่งกล้าขึ้นไม่น้อย เวทคาถาที่ข้าร่ายใส่นางก็ใกล้จะเสื่อมเต็มที ข้าจึงตัดสินใจไปพูดคุยกับบิดาเพื่อให้เขาสู่ขอนางมาให้ข้า แต่แม่งูดินน้อยของข้ากลับไม่ยอมแต่งให้ข้าเสียอย่างนั้น ในเมื่อไม่มีทางเลือกข้าจึงต้องทำให้นางตกหลุมรักข้าให้ได้
ตลอดหนึ่งพันปีมานี้ข้าตามดูนางอย่างลับๆ ยอมรับว่าตอนแรกข้าไม่ได้รู้สึกอันใดกับนางเลยสักนิด แทบอยากจะไปหาเฒ่าจันทราให้เขาตัดด้ายแดงที่ผูกข้ากับนางไว้ด้วยกันทิ้งเสียด้วยซ้ำ ทว่าพอได้เฝ้ามองนางบ่อยครั้งเข้า ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดเหมือนกันที่ข้าเอาแต่คิดถึงนาง ไม่ว่าจะเป็นท่าทางซุกซนหรือเสียงบ่นกระปอดกระแปดของนาง ข้ากลับมองว่ามันน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง ข้าเคยสงสัยตัวเองเหมือนกันว่าสมองมีปัญหาหรือเปล่า ถึงได้เผลอรักนางเข้าอย่างจังเช่นนี้
ตั้งแต่ข้าเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพสวรรค์ก็ผ่านมาสองหมื่นปีแล้ว ก่อนจะได้พบคู่ชะตาด้ายแดงตัวน้อยรอบกายไม่เคยขาดหญิงงาม พวกนางมักจะใช้วิธีต่างๆ เพื่อให้ได้ใกล้ชิดข้า เพียงแต่ข้ามิได้สนใจพวกนางเท่านั้นเองจึงไม่เคยเปิดโอกาสให้ผู้ใดได้ชิดใกล้ ยามนั้นแม้จะมีข่าวลือว่าใบหน้าซีกซ้ายของข้ามีแผลเป็นใหญ่จนกลายเป็นอัปลักษณ์ไปเสียแล้ว แต่ความนิยมของข้าในหมู่เทพธิดาและเซียนสาวก็มิได้ลดน้อยลงเลย ข้าเบื่อหน่ายกับเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมากจึงร่วมมือกับสหายรักอย่างไป๋เหวินชี แสร้งว่าพวกเราคบหากันเยี่ยงคนรัก จิ้งจอกสาวที่ทำให้บรรดาเทพบุรุษและเซียนหนุ่มลุ่มหลงในความงดงาม จนเกิดศึกชิงนางบ่อยๆ กับแม่ทัพหนุ่มรูปงามเป็นคู่ที่ไม่ว่าผู้ใดเห็นก็ต้องอิจฉากันทั้งนั้น
