เล่ห์รักแม่ทัพสวรรค์

42.0K · จบแล้ว
ถานเซียง
36
บท
89
ยอดวิว
9.0
การให้คะแนน

บทย่อ

เพียงเพราะไม่อยากแต่งงานกับคนแก่ ข้าเลยอาละวาดใส่สวนท้อสวรรค์มันเสียเลย อนิจจางานแต่งก็ไม่ได้ถูกยกเลิก แต่ข้ากลับต้องรับโทษให้ลงมาจุติที่แดนมนุษย์ องค์มหาเทพ ไหนท่านบอกว่าจะให้ข้าไปเกิดเป็นเด็กสาวชาวมนุษย์ไง แล้วเจ้าหมูป่าตัวดำนี่คืออันใดกัน สวรรค์!ท่านเกลียดชังข้ามากใช่หรือไม่...

นิยายรักโรแมนติกนิยายเทพเซียนนิยายจีนโบราณเทพสงครามองค์หญิงฟินๆคู่รักลิขิตแฮปปี้เอนดิ้งหนีแต่งงานจีนโบราณ

บทนำ

เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!

เสียงขว้างปาข้าวของดังก้องไปทั่วตำหนัก บ่งบอกว่าผู้ที่ทำนั้นมีโทสะปานใด

“ไม่แต่ง! เป็นตายร้ายดีอย่างไรข้าก็ไม่แต่ง” ข้ากล่าวด้วยความขัดใจ อันใดกัน อยู่ๆ บิดาที่ไม่เคยคิดจะสนใจบุตรีเยี่ยงข้า กลับมาบอกว่าข้าต้องแต่งให้กับแม่ทัพสวรรค์ผู้เป็นองค์ชายรองของแดนหงสา

แม่ทัพสวรรค์ผู้นั้นมีข่าวลือว่าเขาทั้งเหี้ยมโหดและหยาบกระด้าง ไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ซ้ำข่าวยังว่าใบหน้าซีกซ้ายของเขาอัปลักษณ์ เพราะบาดแผลที่ได้รับมาจากการต่อสู้กับเผ่ามาร จนต้องหาหน้ากากมาสวมไว้เพื่อปิดบังรอยแผล เรื่องเหล่านี้ทวยเทพในสวรรค์ต่างรู้เป็นอย่างดี

ตัวข้ามีนามว่า ‘หลิงหลิง’ ปีนี้อายุก็สองพันปีเทพพอดี ข้าเป็นธิดาของเทียนจวินกับเทียนเฟยที่ไม่สำคัญนางหนึ่ง มารดาข้าคือเทพธิดาจากเผ่ามัจฉาที่ถูกส่งขึ้นมาบนสวรรค์ชั้นเก้าฟ้า เพื่อเป็นบรรณาการแก่ผู้ปกครองเผ่าสวรรค์อันยิ่งใหญ่แห่งนี้

ตั้งแต่จำความได้ ตัวข้าไม่เคยเป็นที่โปรดปรานของบิดาเลย เพราะเทียนโฮ่วต้องทุกข์ตรมจากการมีตัวตนของมารดาข้า เทียนจวินผู้รักเทียนโฮ่วมากว่าผู้ใดเลยพลอยเกลียดชังข้าไปด้วย

ยามที่ข้าถือกำเนิดขึ้นมา ในตอนนั้นร่างกายข้าอ่อนแอมาก เพราะมารดาถูกสตรีของบิดาเล่นเล่ห์ใส่ยามตั้งครรภ์ เพื่อต้องการช่วยชีวิตของข้าไว้ มารดาจึงส่งพลังทั้งหมดของตนให้แกข้า จนตัวนางเองต้องสูญเสียพลังตบะที่สั่งสมมาแล้วดับสูญไปในที่สุด...ข้าถูกเลี้ยงดูมาโดยเหล่าภูตและเซียนระดับล่าง ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด ข้าถูกเรียกขานว่าองค์หญิงอัปลักษณ์แห่งแดนสวรรค์ ไม่คู่ควรเป็นธิดาของเทียนจวินเลยสักนิด ข้าว่าตัวเองก็มิได้ขี้ริ้วอันใด เพียงแค่ไม่งามเท่าพี่น้องคนอื่นเท่านั้นเอง

แดนสวรรค์และแดนหงสามีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาช้านาน แต่ว่าองค์ชายรองของเผ่าหงสาผู้ที่เป็นแม่ทัพสวรรค์ผู้นั้นยังไม่มีชายา ราชาแห่งเผ่าหงสาต้องการเชื่อมสัมพันธ์ของสองแดนด้วยการแต่งงาน แต่เหตุใดต้องเป็นข้ากันเล่า ธิดาของเทียนจวินก็มีตั้งมากมาย มิใช่ว่าต้องการจะกำจัดข้าให้พ้นไปจากที่แห่งนี้หรอกหรือ

“องค์หญิงเพคะ หม่อมฉันว่าใจเย็นก่อนเถิด ท่านแม่ทัพผู้นั้นอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างข่าวลือก็ได้ หม่อมฉันได้ข่าวมาว่าท่านผู้นี้หล่อเหล่ายิ่งนัก แม้ใบหน้าอีกครึ่งซีกจะถูกปกปิดไว้ด้วยหน้ากาก”

ข้าปรายตามองเสี่ยวเถาด้วยสายตาเบื่อหน่าย ภูตน้อยตนนี้ช่างเพ้อฝันสิ้นดี หากหล่อเหลาจริงจะอยู่มาจนป่านนี้รึ อยู่มาตั้งสามหมื่นปีแต่ยังไม่ยอมแต่งชายา มิใช่ว่าโหดร้ายจนไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้หรอกหรือ

“หากหล่อเหลาจริง เจ้าไปแต่งแทนข้าเสียสิ จะให้ข้าไปแต่งงานกับคนแก่เยี่ยงนั้นนะหรือ ข้าไม่เอาด้วยหรอก” พูดจบข้าก็เดินหนีภูตน้อยตนนั้นมาทันที

ข้าเดินวนไปวนมาอยู่ในสวนข้างตำหนักหลังเล็ก สมองก็เอาแต่คิดว่าจะทำเช่นไรดีเพื่อให้หลุดพ้นจากการแต่งงานครั้งนี้ มันต้องมีสักทางสิที่จะไม่ต้องถูกส่งไปยังแดนหงสา

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่นาน สมองอันชาญฉลาดของข้าก็คิดวิธีการล้มเลิกงานแต่งครั้งนี้ออก

ข้ายกยิ้มมาดร้ายให้กับตัวเอง จนนางกำนัลเหล่านั้นต่างมองข้าด้วยสายตาหวาดระแวง เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็ทำตามแผนการทันที

ข้ายืนมองสวนท้อสวรรค์ที่เทียนโฮ่วหวงนักหวงหนาด้วยสายตามาดหมาย ข้างๆ สวนท้อมีสระวารีสวรรค์ซึ่งมีไว้สำหรับเหล่าธิดาของเทียนโฮ่วได้ลงแช่ เพื่อเพิ่มปราณตบะและความงาม ข้าผู้เป็นลูกชังของบิดาจึงไม่มีสิทธิ์มาเหยียบที่แห่งนี้ แต่เพื่อชีวิตที่เหลืออยู่อีกยาวนานของข้าจะต้องไม่ติดอยู่ที่แดนหงสา ข้าจึงฝ่าฝืนคำสั่งขึ้นมายังสวนท้อสวรรค์

ข้าไม่รอช้ารีบใช้พลังทำลายสวนท้อที่กำลังออกผลเต็มต้นทันใด แต่ด้วยความเสียดายจึงแอบกินลูกท้อสวรรค์เข้าไปถึงสามลูก “อืม หอมหวานอร่อยดีจริง...เอ๊ะ! รู้สึกว่าพลังของข้าเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย ของดีแบบนี้นี่เองเทียนโฮ่วจึงหวงไว้กินคนเดียว ขี้เหนียวยิ่งนัก”

“หึหึ แค่นี้ยังไม่พอหรอก” ข้าหัวเราะอย่างชั่วร้ายเบาๆ เมื่อโค่นต้นท้อสวรรค์ลงไปได้สองต้นแล้ว ข้าใช้พลังเทพทำให้ผลท้อเหล่านั้นแตกละเอียดอยู่ในสระวารีสวรรค์ และเสกโคลนตมมาโยนใส่ในสระน้ำศักดิ์สิทธิ์นั่น ตอนนี้น้ำในสระวารีสวรรค์ขุ่นจนมิอาจลงแช่ได้อีกแล้ว

“ว้าย! แย่แล้ว องค์หญิงเก้ากำลังทำลายสวนท้อของเทียนโฮ่ว ทหารรีบมาจับองค์หญิงไว้เร็ว”

ข้ายิ้มมุมปากอย่างสมใจทันทีที่ได้ยินเสียงภูตน้อยนางหนึ่งเอ่ยเรียกทหารให้มาจับตัวข้าไว้ ข้ายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่คิดหนีไปที่ใด ทีนี้ข้าก็จะถูกลงโทษกักบริเวณไปอีกหลายพันปีแน่นอน เช่นนี้แล้วงานแต่งก็ต้องยกเลิกไป หึหึ

ทหารร่างยักษ์สองนายเดินมาหิ้วปีกข้าไปยังตำหนักของเทียนโฮ่ว เมื่อเข้ามาในตำหนักที่แสนใหญ่โตโอ่อ่าแห่งนี้ ข้านั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของผู้สูงศักดิ์ทั้งสองแห่งแดนสวรรค์ชั้นเก้าฟ้า ข้าก้มหน้านิ่งมองมือของตนไปอย่างเงียบๆ ฟังภูตตนนั้นกล่าวถึงความผิดของข้า

“เหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้หลิงหลิง ข้าเป็นมารดาให้เจ้าได้ไม่ดีพอหรือ เจ้าจึงได้ทำลายสวนท้อที่ข้ารัก”

ข้าได้แต่กลอกตาให้กับการเสแสร้งแกล้งแสดงของเทียนโฮ่วผู้นี้ ต่อหน้าผู้อื่นนางทำเป็นรักใคร่เอ็นดูข้าที่ต้องเสียมารดาไป แต่เมื่ออยู่ลับหลังกลับกลั่นแกล้งสารพัด เรื่องราวเหล่านี้บิดาล้วนรู้ดี แต่ก็มิเคยจะช่วยเหลืออันใดข้าเลย เฮ้อ! ข้าก็เข้าใจล่ะนะ ระหว่างหญิงอันเป็นที่รักกับธิดาของหญิงที่เกลียดชังแล้วบิดาจะเลือกใคร

“เหตุใดเจ้ายังไม่ตอบอีก เจ้ามิเห็นรึว่าเทียนโฮ่วเสียใจมากเพียงใด นางรักและเอ็นดูเจ้าถึงเพียงนี้ เจ้ายังจะทำให้นางเสียใจอีก ช่างเนรคุณเสียจริง”

ข้าเงยหน้ามองผู้เป็นบิดาด้วยแววตาเรียบเฉย เขาเองก็มองข้ากลับมาด้วยสายตาเย็นชาเช่นกัน เฮอะ! ข้าอยากจะหัวเราะให้ฟันร่วงหมดปาก นี่บิดาข้าตาบอดหรืออย่างไรกัน ข้าถูกรังแกมาตลอดกลับมองว่านางเอ็นดูเสียอย่างนั้น ข้าชักเริ่มเป็นห่วงอนาคตของเผ่าสวรรค์เสียแล้วหากบิดายังมีสายตาคับแคบเช่นนี้อยู่

“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ เพียงแต่ช่วงนี้หม่อมฉันฝันไม่ดี และพลังในร่างกายมันพลุ่งพล่านอย่างไรไม่รู้ หม่อมฉันมิได้ตั้งใจทำลายสวนท้อของเทียนโฮ่วนะเพคะ แต่ว่าหม่อมฉันควบคุมพลังของตนเองมิได้จึงทำให้พลั้งมือออกไป ขอเสด็จพ่อโปรดเมตตาด้วยเพคะ” ข้าจงใจบีบเสียงให้สั่นเครือไม่แพ้กัน เร็วสิเพคะเสด็จพ่อ รีบสั่งกักบริเวณข้าเร็วเข้า จะกี่พันกี่หมื่นปีข้าก็ยอมทั้งนั้น

“นำตัวองค์หญิงเก้าไปขังไว้ที่ตำหนัก ห้ามนางก้าวเท้าออกจากตำหนักเป็นเวลาหนึ่งหมื่นปีนับจากนี้ และห้ามผู้ใดไปพบนางด้วย”

ข้าก้มหน้าหมอบกราบขอบคุณในคำตัดสินโทษของบิดา เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย แค่นี้ข้าก็มิต้องแต่งไปยังแดนหงสาในเวลานี้แล้ว ถึงจะยืดเวลาออกไปอีกหมื่นปี แต่ในระหว่างหมื่นปีนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ผู้ใดจะรู้

ข้าแสร้งทำหน้าสลดอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะเดินตามทหารทั้งสองนายนั้นออกไป แต่ยังมิทันที่จะก้าวพ้นประตูตำหนัก กลับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาพร้อมกับแสงสีขาวเฉียดผ่านร่างของข้าไปอย่างรวดเร็ว

“ยกนางให้ข้าได้หรือไม่ ข้าจะเป็นผู้ลงโทษเอง นางทำลายสวนท้อที่นำมาใช้ทำสุราของข้าไป เช่นนี้แล้วข้าควรมีส่วนในการลงโทษนางด้วยมิใช่หรือ?”

ห๊ะ! นี่ข้าฟังผิดไปใช่หรือไม่ ข้ารีบหันกลับไปมองผู้ที่กล่าววาจานั้นทันที แย่แล้ว องค์มหาเทพ ท่านมาทำอันใดในที่แห่งนี้กัน แล้วลูกท้อเหล่านั้นไปเป็นของท่านด้วยตั้งแต่เมื่อใด ข้าได้แต่มององค์มหาเทพผู้สูงส่งด้วยสายตาโง่งม ได้โปรดเถิด อย่าได้ส่งข้าให้กับเทพผู้นี้เชียว

ข้าส่งสายตาอ้อนวอนไปยังบิดา แต่ดูเหมือนว่าเทียนจวินผู้สูงศักดิ์จะไม่สนใจข้าเลยแม้แต่น้อย แล้วยังส่งสายตาเรียบเฉยมาให้อีก หนำซ้ำเทียนโฮ่วยังลอบยิ้มมุมปากสาสมใจที่ข้ากำลังจะถูกองค์มหาเทพลงโทษ

“เชิญท่านมหาเทพนำนางไปได้เลย จะลงโทษนางเยี่ยงใดก็ได้ตามแต่ใจท่านประสงค์”

ข้าได้แต่อ้าปากค้างให้กับวาจาของผู้เป็นบิดา...หึหึ นี่ข้าใช่ธิดาของเทพผู้นั้นจริงหรือ เหตุใดจึงมิสนใจว่าข้าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร

องค์มหาเทพหันมามองข้าแล้วส่งยิ้มทรงเสน่ห์มาให้ ข้าแทบอยากจะกลั้นใจตายเลยด้วยซ้ำ ข้าเพียงแค่ต้องการโทษกักบริเวณเท่านั้น แต่เหตุใดข้าจึงมองเห็นประกายความรื่นเริงมาจากสายตาคู่นั้นของเทพผู้สูงส่งองค์นี้กัน จบสิ้นแล้วสินะชีวิตที่เคยสงบสุขของข้า

ทหารตัวโตควบคุมตัวข้าไปยังตำหนักขององค์มหาเทพ ข้าคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าร่างสูงที่กำลังนั่งจิบสุราอย่างสบายใจ เขาปรายตามองข้าเป็นระยะแต่ก็มิยอมกล่าวสิ่งใดออกมา

‘นี่มันเรื่องบ้าอันใดกัน เรียกมาลงโทษ แต่กลับให้ข้านั่งมองเขาจิบสุราอยู่หลายชั่วยามแล้วเนี่ยนะ’ ข้าได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจ

“หลิงหลิง รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำความผิดอันใดไว้”

“ผู้น้อยทำลายสวนท้อของเทียนโฮ่วเจ้าค่ะ แต่ว่า...เรื่องนี้ผู้น้อยมิได้ตั้งใจ” ข้าเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดเสียเต็มประดา จะให้ข้าบอกได้อย่างไรว่าตั้งใจทำให้ตนถูกกักบริเวณเพื่อจะได้ไม่ต้องแต่งให้กับเทพผู้นั้น

“เฮ้อ! หลิงหลิงเอ๊ยหลิงหลิง เจ้ายังเด็กนักจึงเที่ยวซุกซนไปทั่ว เห็นทีหากข้าไม่ลงโทษเสียบ้าง ต่อไปเจ้าคงอาละวาดไปทั่วสวรรค์ชั้นเก้าฟ้าเป็นแน่”

องค์มหาเทพหยุดพูดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยในสิ่งที่ทำให้ข้าต้องสำลักอากาศ “มิใช่ว่าที่เจ้าอาละวาดเช่นนี้ เพราะไม่อยากถูกส่งไปแต่งงานยังแดนหงสาหรอกนะ”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ” ข้ารีบตอบจนลิ้นแทบพันกัน ในใจได้แต่แอบหวั่นๆ อยู่เล็กน้อย ด้วยกลัวว่าตนจะถูกจับได้ว่าคิดชั่วร้ายจริงๆ

“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ หากเจ้าลงไปใช้ชีวิตในแดนมนุษย์ แล้วสามารถทนความยากลำบากเหล่านั้นได้ ข้าจะหาคนไปเป็นเจ้าสาวของแม่ทัพผู้นั้นแทนเจ้าเอง แต่หากเจ้าปลิดชีพของตนก่อนสิ้นอายุขัยในแดนมนุษย์ เจ้าก็ต้องไปแต่งงานตามเดิม”

ข้าคิดใคร่ครวญข้อเสนอขององค์มหาเทพ หากข้าทนการใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ธรรมดาได้ ก็จะไม่มีงานแต่งเกิดขึ้นสินะ ดีล่ะ เช่นนั้นข้าก็จะทำ

“ข้าต้องไปจุติที่แดนมนุษย์นานเพียงใดเจ้าคะ”

“ไม่นานหรอกแค่แปดสิบปีในแดนมนุษย์เท่านั้น แต่เจ้าจะไม่มีความทรงจำตอนเป็นเทพอยู่เลยแม้แต่น้อย และไม่มีอิทธิฤทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น เจ้าต้องไปเกิดเป็นเด็กสาวชาวมนุษย์ที่ยากจนข้นแค้น คิดเสียว่าลงไปเผชิญด่านเคราะห์กรรมล่วงหน้าก็แล้วกัน”

ข้าได้แต่มองหน้าเทพผู้สูงส่งตนนี้อย่างโง่งมอีกครั้ง เหตุใดเวลากล่าวถึงสิ่งที่ข้าต้องลงไปเผชิญบนแดนมนุษย์ สายตาของท่านต้องดูระริกระรี้ถึงเพียงนี้ด้วย นี่ท่านอยู่มานานมากจนเบื่อหน่ายแล้วเห็นความทุกข์ของข้าเป็นเรื่องน่าสนุกใช่หรือไม่

ข้าตอบตกลงรับข้อเสนอจากองค์มหาเทพ เอาเถิด ไปเกิดเป็นมนุษย์แค่ไม่กี่ปีแลกกับการไม่ต้องถูกส่งไปแต่งงานกับคนแก่ เช่นนี้ก็นับว่าดียิ่ง

ทหารผู้เดิมที่นำทางข้ามายังตำหนักขององค์มหาเทพเป็นผู้พาข้าไปยังบ่อจุติ ในระหว่างที่กำลังเดินทางอยู่นั้นเอง พวกเรากลับได้พบกับเทพชะตาเข้าเสียก่อน “คารวะท่านเทพชะตา”

“อ้าว! หลิงหลิง จะลงไปจุติที่แดนมนุษย์รึ ข้าได้รับคำสั่งจากองค์มหาเทพให้เป็นผู้ขีดเขียนโชคชะตาให้แก่เจ้าในแดนมนุษย์ ไม่ต้องห่วงนะ ข้าจะเขียนให้ดีเลย มิให้เจ้าต้องลำบากมากนัก”

ข้าหรี่ตามองเทพชะตาเอ่ยเรื่องเหล่านี้ด้วยน้ำเสียงรื่นเริง ข้าคลี่ยิ้มบางพลางยอบกายคำนับ “ขอบคุณเจ้าค่ะ ข้าต้องรบกวนท่านเทพแล้ว”

“ไม่เป็นไรๆ เป็นหน้าที่ข้าอยู่แล้ว มาๆ เดี๋ยวข้าไปส่งที่บ่อจุติเอง”

ข้าเดินตามเทพชะตาไปเงียบๆ เมื่อมาถึงยังบ่อจุติข้าก็ต้องเดินไปต่อแถวรอดื่มน้ำแกงลืมชาติก่อนลงไปเกิดใหม่ในแดนมนุษย์ ไม่ว่าปีศาจ เทพเซียน หรือมนุษย์หากลงไปเกิดในแดนมนุษย์จะต้องมายังที่แห่งนี้ ข้าเดินต่อแถวไปเรื่อยๆ จนใกล้จะถึงลำดับของตนอยู่แล้วเชียว แต่เจ้าปีศาจตนหนึ่งกลับอาละวาดขึ้นมาเสียก่อน มันปล่อยพลังโจมตีไปทั่วทุกทิศจนทหารสวรรค์ต้องเข้ามาหยุดยั้ง

ข้าถูกมือของผู้ใดไม่รู้ฉุดให้หลบจากรัศมีพลังที่ปีศาจตนนั้นปล่อยออกมา ร่างของข้าลอยหวือไปตามแรงเหวี่ยง ก่อนจะตกลงไปในบ่อที่มีกระแสลมหมุนวนอยู่ ข้ายื่นมือออกไปหมายจะให้ใครสักคนยื่นมือมาคว้าไว้ แต่ตัวข้าก็ถูกกระแสลมในบ่อนั้นดูดกลืนลงไป พร้อมกับสติที่ดับวูบลง

“ท่านเทพชะตา องค์หญิงเก้าตกลงไปในบ่อจุติแล้วขอรับ” นายทหารผู้หนึ่งกล่าวออกมา

“เฮ้อ! สงสัยข้าดึงนางแรงไปหน่อยจึงเผลอตกบ่อนี้ไป ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าแจ้งเรื่องนี้แก่องค์มหาเทพเอง แล้วจะตรวจดูชะตาของนางอีกครั้ง” สิ้นคำกล่าวเทพชะตาก็หายไปจากตรงนั้นทันที

เมื่อร่างบอบบางตกลงไปในบ่อจุติแล้ว เทพสององค์ก็ออกมาจากที่ซ่อนตัวหลังจากแอบมองเหตุการณ์เมื่อครู่อยู่ ร่างสูงในอาภรณ์สีดำยกยิ้มมุมปาก สายตาของเขามองไปยังบ่อจุติก่อนหันหลังเดินจากไป