บทที่ 2 คงเป็นเรื่องบังเอิญ - 2
ข้าออกไปด้านนอกโพรงอีกครั้งเพื่อหาใบไม้แห้งมาปูนอน ข้าคาบใบไม้แห้งเข้าไปในโพรงไม้ใบแล้วใบเล่าจนเต็มโพรง จากนั้นก็ทิ้งกายลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า รอเวลาให้กลายร่างกลับมาเป็นมนุษย์แล้วค่อยออกไปเก็บผลไม้มาไว้กิน เปลือกตาทั้งสองข้างเริ่มหนักอึ้ง ข้าปิดตาลงเพียงไม่กี่อึดใจก็ไม่รับรู้สิ่งใดอีกเลย
ม่านราตรีคลี่คลุมไปทั่วผืนป่าข้ากลับมาอยู่ในร่างมนุษย์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยสักชิ้น ข้าหาใบไม้มาทำเป็นชุดใช้แก้ขัดไปก่อน จากนั้นก็วิ่งกลับไปยังทิศทางเดิมกับที่จากมา อาภรณ์ที่เทพชะตาเสกให้เมื่อวานกองอยู่บนพื้น ข้ารีบหยิบมันขึ้นมาใส่ แล้วข้าก็ได้เรียนรู้เรื่องหนึ่งว่ายามที่เปลี่ยนร่างเป็นคนข้าจะตัวเปล่าเปลือยล่อนจ้อน
เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้วข้าจึงกลับไปยังโพรงไม้ ขากลับก็ไม่ลืมเก็บผลไม้กลับมาจนเต็มอ้อมแขน ข้าใช้ใบไม้ทำเป็นกระทงตักน้ำมาไว้ดื่มด้วย การใช้ชีวิตในแดนมนุษย์ของข้าก็ผ่านไปอย่างทุลักทุเลเช่นนี้ ช่วงแรกอาจจะลำบากในการปรับตัวเสียหน่อย แต่พอผ่านไปสักหลายวันข้าก็เริ่มทำใจได้ ได้แต่ภาวนาว่าชีวิตในร่างหมูป่าจะหมดอายุขัยเร็วๆ
ในความคิดข้าเวลาแต่ละวันบนแดนมนุษย์นั้นล้วนผ่านไปอย่างเชื่องช้า แม้จะอยู่แบบนี้มาครบหนึ่งเดือนแล้วแต่ยังต้องระวังตัวอยู่ดี หลังจากปรับตัวได้แล้วช่วงเวลากลางวันบางวันข้าก็ออกไปเดินเล่นด้านนอกโพรงไม้ แต่ก็ไม่กล้าเดินไปไกลเพราะกลัวจะถูกสัตว์นักล่าเขมือบเข้าให้ วันนี้ข้าก็เดินไปเล่นยังแอ่งน้ำอีกครั้ง แอ่งน้ำตรงนี้เหมือนจะเป็นตาน้ำ แม้จะเป็นแอ่งเล็กๆ แต่น้ำก็ไม่เคยแห้งเหือด บรรดากระรอกกระต่ายป่าและนกน้อยมักมาดื่มน้ำที่แอ่งนี้
ข้าเดินเล่นไปเรื่อยๆ ชื่นชมความร่มรื่นของผืนป่าอย่างสบายอารมณ์ หลังจากเฝ้าสังเกตมาหลายวันจึงมั่นใจแล้วว่าที่แห่งนี้ปลอดภัย ข้าไม่เคยเห็นมีมนุษย์บุกรุกเข้ามาซ้ำยังไม่มีสัตว์นักล่าโผล่มาให้เห็นอีกด้วย
แต่อนิจจาความปลอดภัยความสบายใจของข้าคงอยู่ได้ไม่นานก็ถูกเจ้าพวกเด็กเหลือขอกลุ่มหนึ่งพบเจอเข้า หนึ่งในนั้นเหมือนจะเป็นอันธพาลโต ตัวทั้งอ้วนใหญ่ พอเขาเห็นข้าเข้าก็สั่งให้ลูกสมุนมาจับตัวข้า
ข้าวิ่งหนีตายสุดชีวิตอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ดูท่าจะหนีไม่พ้น ชายฉกรรจ์ห้าคนล้อมทางหนีของข้า ข้าได้แต่น้ำตาตกใน นี่ต้องมาถูกจับอีกแล้วหรือ
“ต้าหย่ง ดูเจ้าลูกหมูป่าอัปลักษณ์นี่สิ ข้าว่าเราจับมันไปให้เสี่ยวเพ่ยขย้ำเล่นดีหรือไม่” เจ้าเด็กตัวผอมสูงคนหนึ่งเอ่ย
ครั้นรู้ว่าอย่างไรก็หนีไม่พ้นข้าจึงยอมนอนอยู่นิ่งๆ ให้ชายคนหนึ่งจับใส่กรง พวกเขาถือข้าออกมาจากป่าแล้ววางข้าไว้หน้าบ้านหลังหนึ่ง ข้าจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วป่าที่ข้าหลบซ่อนตัวอยู่นี้เป็นสวนผลไม้ของตระกูลขุนนางผู้หนึ่ง มิน่าเล่าจึงไม่มีสัตว์ป่าย่างกรายเข้ามา
ข้านี่โง่จริงๆ ที่พาตัวเองมารนหาที่ตายเช่นนี้ นึกว่าจะได้อยู่อย่างเงียบสงบไปจนสิ้นอายุขัย ที่ไหนได้ กลับถูกจับมาเป็นของเล่นของสุนัขเสียอย่างนั้น
เสี่ยวเพ่ยที่เด็กผู้นั้นเอ่ยถึงเป็นสุนัขตัวโตท่าทางดุร้าย ข้าเป็นเพียงลูกหมูป่าตัวเล็กๆ จะเอาอะไรไปสู้ พวกเขาปล่อยข้าลงในสังเวียนที่ดูเหมือนว่าจะผ่านการใช้งานมาไม่น้อย รอยเลือดแห้งกรังเปรอะเปื้อนไปทั่วสังเวียน เจ้าเสี่ยวเพ่ยมองข้าพลางแยกเขี้ยวใส่
ข้าถอยไปจนก้นชนเข้ากับขอบไม้ของสังเวียน ขาสั่นไม่หยุด บัดซบยิ่งนัก เทพธิดาสูงส่งเช่นข้ากำลังจะถูกสุนัขกัดตายอย่างนั้นหรือ ตอนนี้เรื่องแต่งงานกับแม่ทัพสวรรค์ผู้นั้นไม่อยู่ในหัวอีกต่อไปแล้ว หากข้าตายอย่างอนาถเช่นนี้จริงๆ สาบานเลยว่าถ้ากลับแดนสวรรค์เมื่อใดข้าจะไปเผาตำหนักของเทพชะตาแน่นอน
ช่างกล้าขีดเขียนชะตาของข้าเยี่ยงนี้ได้ น่าตายนัก...
