บทที่ 3 - 1
เซวียหลงยืนนิ่งงันอยู่เบื้องหน้าพระพักตร์ขององค์จักรพรรดิหลีอู่ ราวกับถูกก้อนหินขนาดยักษ์ทับถมร่างให้จมดิ่งลงสู่พื้นธรณี ‘โทษของเจ้าคือ…เจ้าต้องรับหน้าที่เป็นผู้ดูแลกิจการภายในของจวนองค์หญิงหลิงเฟย!’ วาจานี้ยังคงก้องกังวานอยู่ในห้วงสำนึกของเขา เขาหันไปมององค์หญิงหลิงเฟยที่กำลังยิ้มเยาะเขาอย่างเงียบ ๆ แววตาของนางเต็มไปด้วยความท้าทาย ราวกับจะบอกว่า ‘เจ้ามันไร้ประโยชน์ เจ้าจะทำอะไรได้?’
นี่มันบทลงโทษประการใดกัน? ผู้ดูแลกิจการภายในของจวนองค์หญิง! สำหรับคุณชายที่ใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก ผู้ไม่เคยใส่ใจเรื่องใดนอกจากสุรา นารี และการก่อความวุ่นวาย การต้องมาแบกรับภาระอันหนักอึ้งเช่นนี้ ช่างเหมือนกับการส่งปลาไปอยู่บนบก ส่งนกไปอยู่ในกรงทอง ไม่ต่างอะไรจากการทรมานทั้งเป็น!
“ฝ่าบาท! กระหม่อม…” เซวียหลงพยายามจะคัดค้าน แต่จักรพรรดิหลีอู่กลับโบกพระหัตถ์ตัดบท
“ไม่มีข้อโต้แย้ง! นี่คือพระราชโองการ!”
พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิเด็ดขาดไร้ข้อกังขา เซวียหลงทำได้เพียงก้มหน้าลงยอมรับชะตากรรม หัวใจพลันรู้สึกร้อนรุ่มประหนึ่งไฟสุมทรวง เขามองไปยังบิดา เสนาบดีซ้ายเซวียหมิง ซึ่งยืนอยู่ข้างกายด้วยใบหน้าที่คล้ายจะโล่งใจปนผิดหวัง ‘บิดาคงคิดว่าโทษนี้เบานัก แต่สำหรับบุตรชายอย่างข้าแล้ว มันคือขุมนรกดี ๆ นี่เอง!’
เมื่อเสร็จสิ้นพระราชโองการ เซวียหลงก็ถูกปล่อยตัวกลับจวนด้วยความรู้สึกอันหนักอึ้ง เฟิงผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์เห็นคุณชายของตนเดินคอตกกลับมาก็รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง
“คุณชายขอรับ เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?” เฟิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระวนกระวาย
เซวียหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่
“ข้าถูกองค์จักรพรรดิลงโทษให้ไปเป็นผู้ดูแลกิจการภายในของจวนองค์หญิงหลิงเฟย!”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงราวกับจะขาดใจ
เฟิงอ้าปากค้าง
“อะไรนะขอรับ! นี่…นี่มัน…”
เขาพูดไม่ออก สองตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“ใช่แล้ว! นี่มันหายนะชัด ๆ!”
เซวียหลงกล่าวพลางเดินเข้าเรือนกล้วยไม้ด้วยท่าทางอ่อนแรง
“เจ้าคิดดูสิ! ข้าเนี่ยนะ ต้องไปจัดการเรื่องจุกจิกของสตรี! ไปดูแลข้าวของเครื่องใช้ ไปสั่งการบ่าวไพร่ในจวน! ข้าแค่คิดก็ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว!”
เฟิงรีบเดินตามคุณชายเข้าไปในห้อง พลางช่วยปลดชุดขุนนางอันหนักอึ้งออก
“แต่…นี่ก็ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งนะขอรับ คุณชายได้เข้าไปดูแลจวนขององค์หญิงเลยนะขอรับ” เฟิงพยายามปลอบใจ
เซวียหลงหันขวับมามองเฟิง
“เกียรติงั้นรึ! เกียรติบ้าบออะไรกัน! มันคือการทรมานข้าชัด ๆ!”
เขาโวยวาย
“เจ้าคิดดูสิ! สตรีอย่างองค์หญิงหลิงเฟยผู้นั้น นางคงมีข้าวของเครื่องใช้มากมายนับไม่ถ้วน! ข้าจะไปรู้เรื่องอะไรกับของพวกนั้น! ไหนจะบ่าวไพร่ในจวนอีก พวกนางคงทำตัวเย่อหยิ่งไม่ฟังคำสั่งข้าเป็นแน่!”
“คุณชายอย่าเพิ่งคิดมากเลยขอรับ” เฟิงพยายามปลอบอีกครั้ง
“บางทีอาจจะไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็ได้นะขอรับ”
เซวียหลงล้มตัวลงนอนบนเตียง พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
“แย่ยิ่งกว่าที่คิดเสียอีก! ข้าจะต้องไปอยู่ในกรงทองกับสตรีจอมเอาแต่ใจผู้นั้น! ชีวิตอิสระของข้าคงจะจบสิ้นลงเสียแล้ว!”
แต่ถึงแม้จะบ่นโวยวายเพียงใด เซวียหลงก็ไม่อาจขัดขืนพระราชโองการได้ เช้าวันรุ่งขึ้น เขาจำต้องเก็บข้าวของบางส่วนพร้อมกับเฟิง เดินทางไปยังจวนองค์หญิงหลิงเฟยที่อยู่ไม่ไกลจากวังหลวงมากนัก
เมื่อมาถึงหน้าจวน เซวียหลงก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ จวนองค์หญิงหลิงเฟยช่างใหญ่โตโอ่อ่ากว่าที่เขาจินตนาการไว้มากนัก กำแพงสีแดงอิฐสูงใหญ่ตั้งตระหง่าน ประตูไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง มีทหารองครักษ์ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูอย่างเข้มงวด เมื่อพวกเขาเห็นเซวียหลงก็รีบเปิดประตูให้ทันที
เซวียหลงก้าวเข้าไปในจวนด้วยความรู้สึกประหม่าปนอึดอัด เฟิงเดินตามหลังมาติด ๆ ภายในจวนเต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ที่จัดแต่งไว้อย่างงดงาม ทางเดินปูด้วยหินอ่อนขัดเงา สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็นประกาย
ไม่นานนัก ก็มีนางกำนัลผู้หนึ่งเดินเข้ามาหาพวกเขา นางสวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้าเรียวเล็กงดงาม แต่แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่ง นางคือ ‘เหมยฮวา’ หัวหน้านางกำนัลของจวนองค์หญิงหลิงเฟย
“คุณชายเซวียหลงใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เหมยฮวาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่มีความเคารพอยู่ในน้ำเสียงแม้แต่น้อย
เซวียหลงเลิกคิ้วขึ้น
“ใช่แล้ว ข้าคือเซวียหลง”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูมีอำนาจ
เหมยฮวาไม่ได้แสดงท่าทีตกใจหรือประหม่าแม้แต่น้อย นางเพียงแค่ก้มหน้าน้อย ๆ
“เรียนเชิญคุณชายตามบ่าวมาเจ้าค่ะ องค์หญิงกำลังรอคุณชายอยู่ที่เรือนรับรอง”
เซวียหลงรู้สึกไม่พอใจกับท่าทีของเหมยฮวา แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ เขาเดินตามเหมยฮวาไปอย่างเงียบ ๆ เฟิงเดินตามหลังมาติด ๆ พลางแอบกระซิบข้างหูเซวียหลง
“คุณชายขอรับ นางกำนัลผู้นี้ดูท่าทางจะไม่ธรรมดานะขอรับ”
เซวียหลงพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้ารู้แล้ว! พวกนางคงเห็นข้าเป็นแค่คุณชายไร้ประโยชน์เป็นแน่”
เขาพูดพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
เมื่อมาถึงเรือนรับรอง องค์หญิงหลิงเฟยก็กำลังนั่งจิบชาอย่างสงบ ใบหน้างดงามปราศจากร่องรอยของความเอาแต่ใจที่เขานึกภาพไว้ เมื่อเห็นเซวียหลงเข้ามา นางก็วางถ้วยชาลงช้า ๆ พลางส่งรอยยิ้มบาง ๆ มาให้
“คุณชายเซวียหลงในที่สุดก็มาถึงเสียที”
องค์หญิงหลิงเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ
เซวียหลงโค้งคำนับอย่างไม่เต็มใจนัก
“ถวายพระพรองค์หญิง”
“ไม่ต้องมากพิธี” องค์หญิงหลิงเฟยโบกมือ
“เชิญนั่งเถิด”
เซวียหลงนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ตรงข้ามกับองค์หญิงหลิงเฟย เฟิงยืนอยู่ข้างหลังเขาอย่างเงียบ ๆ
“เจ้าคงรู้แล้วกระมังว่าเจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุอันใด” องค์หญิงหลิงเฟยเอ่ยถาม
เซวียหลงถอนหายใจ
“ทราบแล้วพะยะค่ะ”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงหงอย ๆ
องค์หญิงหลิงเฟยหัวเราะเบา ๆ
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิคุณชาย หากเจ้าทำหน้าเหมือนคนกำลังจะถูกประหารเช่นนี้ เดี๋ยวบ่าวไพร่ในจวนข้าจะคิดว่าข้าใจร้ายไปกันหมด”
เซวียหลงเงยหน้าขึ้นมององค์หญิง ดวงตาคมกริบของเขาสอดส่องไปทั่วใบหน้านาง ‘นางมิได้ร้ายกาจอย่างที่คิด หรือนางแค่กำลังเสแสร้ง?’
“เอาล่ะ” องค์หญิงหลิงเฟยเอ่ยต่อ
“ในเมื่อเจ้ามาเป็นผู้ดูแลกิจการภายในของจวนข้าแล้ว เจ้าก็ต้องทำหน้าที่ของเจ้าให้ดี”
เซวียหลงเลิกคิ้วขึ้น
“องค์หญิงหมายความว่าอย่างไรพะยะค่ะ?”
“ก็หมายความว่าทุกเรื่องในจวนนี้ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องใหญ่โต เจ้าต้องเป็นผู้จัดการดูแลทั้งหมด”
องค์หญิงหลิงเฟยกล่าวพลางส่งสายตาจริงจังมาให้
“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของเครื่องใช้ในจวน การจัดการบ่าวไพร่ การทำบัญชีรายรับรายจ่าย แม้กระทั่งการดูแลสวนดอกไม้ด้านนอก ก็เป็นหน้าที่ของเจ้าทั้งหมด”
เซวียหลงอ้าปากค้าง เขานึกไม่ถึงว่าหน้าที่ของผู้ดูแลกิจการภายในจะมากมายและจุกจิกถึงเพียงนี้
“องค์หญิง! แต่ข้า…ข้าไม่เคยทำเรื่องพวกนี้เลยนะพะยะค่ะ!”
เซวียหลงโวยวาย
องค์หญิงหลิงเฟยยิ้มมุมปาก
“นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง”
นางกล่าว
“หน้าที่ของเจ้าคือเรียนรู้และทำมันให้ดีที่สุด”
เซวียหลงรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางหัว เขาไม่เคยคิดว่าชีวิตของเขาจะต้องมานั่งจัดการเรื่องจุกจิกเช่นนี้
“แต่องค์หญิง! ข้าเป็นบุรุษนะพะยะค่ะ!”
เซวียหลงพยายามจะคัดค้านอีกครั้ง
องค์หญิงหลิงเฟยหัวเราะเบา ๆ
“แล้วอย่างไรเล่า? หน้าที่ของผู้ดูแลกิจการภายในไม่จำกัดเพศ หากเจ้าเป็นบุรุษก็ยิ่งดี เจ้าจะได้จัดการเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างเด็ดขาด”
เซวียหลงทำอะไรไม่ถูก เขามองไปยังเฟิงที่ยืนอยู่ข้างหลัง เฟิงเพียงแค่ยิ้มแหย ๆ และส่ายหน้าเล็กน้อยราวกับจะบอกว่า ‘บ่าวช่วยอะไรคุณชายไม่ได้จริง ๆ ขอรับ’
“เอาล่ะ” องค์หญิงหลิงเฟยเอ่ยต่อ
“ข้าจะให้เหมยฮวาเป็นผู้แนะนำเจ้าเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ในจวนแห่งนี้”
เหมยฮวาก้าวเข้ามาพร้อมกับก้มหน้าน้อย ๆ
“เพคะองค์หญิง”
เซวียหลงมองเหมยฮวาด้วยความไม่สบายใจ เขารู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากนางกำนัลผู้นี้ ‘ดูท่าชีวิตของข้าคงจะไม่ได้สงบสุขอย่างที่เคยเป็นมาเสียแล้ว!’
