บท
ตั้งค่า

5

“ของฉันเอง” ยูตะบอกขณะที่ถอยรถเข้าจอดในช่องจอดรถ เมื่อเห็นเขาปลดเข็มขัดนิรภัย ฉันก็ปลดตาม แต่ปากยังไม่วายถามด้วยความสงสัย

“นายพักที่นี่จริง ๆ เหรอ?” คือ... มันหรูมากเลยนะ ฉันเคยได้ยินชื่อบริษัทเจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์นี้ ส่วนใหญ่มีแต่หลักเกือบห้าล้านขึ้นทั้งนั้น

“อืม” ยูตะยังประหยัดถอยคำเสมอ พอฉันเห็นเขาเปิดประตูรถลงไป ฉันก็กำลังจะเปิดตาม แต่ก็ช้ากว่าเขาที่เดินมาเปิดให้ราวกับว่านั่นเป็นสิ่งที่เขาทำประจำจนเกิดเป็นความเคยชินก็ไม่ปาน “ไปกันเถอะ”

ฉันเดินตามยูตะเข้าไปในตึกผ่านทางประตูที่เชื่อมต่อระหว่างลานจอดรถและตัวตึก เขาพาฉันเข้าไปในลิฟต์ ก่อนกดเรียกลิฟต์ให้พาตรงขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตึก พอประตูลิฟต์เปิดออก ฉันก็พบกับประตูห้องบานคู่ที่มีเครื่องสแกนคีย์การ์ดติดอยู่ ดูเหมือนทั้งชั้นนั้นจะมีห้องของนายยูตะอยู่แค่ห้องเดียว เขาแตะคีย์การ์ด ก่อนที่จะมีเสียงสัญญาณดังขึ้นเบา ๆ และนั่นเองที่นายจืดยื่นมือไปเปิดประตูออกได้

“โอ้โห! นี่ห้องนายจริง ๆ เหรอ?” ฉันได้ยินตัวเองหลุดปากถามออกไปอย่างนั้น เพราะไม่คาดคิดว่าห้องพักของนายยูตะ ผู้ชายที่ดูจืดชืดจะหรูหราได้ขนาดนี้ ผนังห้องทาทับด้วยสีขาวซึ่งตัดกับเฟอร์นิเจอร์แทบจะทุกชิ้นที่เป็นสีดำและเทาเข้ม

ตรงข้ามกับประตูทางเขาเป็นประตูกระจกบานเลื่อนที่เปิดไปสู่ระเบียง ซึ่งมีชุดโซฟาเล็ก ๆ ตั้งอยู่ ดูเหมือนห้องชุดนี้แบ่งเป็นสองชั้นด้วยกัน และชั้นบนคงเป็นที่ตั้งของห้องนอนเขาล่ะมั้งนะ ฝั่งซ้ายเป็นห้องครัวเล็ก ที่มีตู้เย็นและหัวตัวแก๊สติดตั้งเอาไว้พร้อมสรรพ ส่วนอีกฝากเป็นประตูบานเลื่อนสีดำ ที่ฉันคิดว่าคงเป็นห้องเก็บของ ฉันไม่กล้าเดินสำรวจไปมากกว่านี้ เพราะเกรงใจเจ้าของห้องอยู่

“ใช่” ยูตะตอบคำถามฉันในขณะที่เดินไปปิดประตู ก่อนที่จะเดินมาหยุดอยู่ข้าง ๆ ฉัน “จริง ๆ ต้องบอกว่าเป็นห้องของแม่ฉันถึงจะถูก มันเป็นมรดกน่ะ”

“มรดก?” ฉันทำหน้าครุ่นคิด เพราะการที่จะได้รับมรดกตกทอด ต้องหมายถึงเจ้าของทรัพย์สินเซ็นยกให้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ หรืออีกอย่างคือได้มาหลังจากที่เจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิต และฉันก็ไม่กล้าถามว่าจะเป็นอย่างนั้น

“แม่ของฉัน... ท่านเสียชีวิตแล้ว เพราะฉะนั้นห้องนี้เลยตกเป็นของฉันโดยชอบธรรม”

ฉันอ้าปากค้างกับความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ รู้สึกพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะนึกได้ว่าฉันควรจะพูดปลอบใจเขา “เอ้อ... ฉันเสียใจด้วยนะ”

ฉันตบแขนของเขาเบา ๆ เพื่อเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจ นายจืดยกมือขึ้นไปกุมมือฉันที่ยังแตะอยู่บนต้นแขน ก่อนส่งยิ้มแห้ง ๆ มาให้ ฉันปล่อยมือจากต้นแขนของเขา และหันไปถอดรองเท้าและเก็บมันไว้ในตู้รองเท้าที่ติดอยู่กับประตูทางเขา ก่อนที่จะเดินตรงไปยังชุดโซฟาที่ตั้งอยู่ติดกับประตูที่เชื่อมต่อกับระเบียง ตรงข้ามกับชุดโซฟามีทีวีจอยักษ์ตั้งอยู่ ขนาบข้างด้วยชุดลำโพงสเตอริโอสุดหรู

“ดื่มอะไรไหม?” เขาถามด้วยการทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี

“เอาน้ำเปล่าแล้วกัน” ฉันว่าอย่างไม่เรื่องมาก ก่อนนึกขึ้นได้ว่าสาเหตุหลักที่ต้องย้ายมาทำรายงานกันที่ห้องของเขาคืออะไร “เอ้อ... ฉันขอยืมสายชาร์จหน่อยสิ”

“อื้ม... แป๊บนะ” ยูตะว่าแล้วเดินขึ้นไปชั้นบน ชั่วอึดใจก็กลับลงมาพร้อมกับสายชาร์จในมือ เขายื่นสายชาร์จให้ฉันที่นั่งอยู่บนโซฟา พลางบ่น “แล้วฉันจะสะพายกระเป๋าขึ้นไปข้างบนด้วยทำไมกันเนี่ย?”

ฉันยักไหล่ เพราะไม่ได้คิดว่านายนั่นจะอยากได้คำตอบ คงแค่บ่นกับความป้ำ ๆ เป๋อ ๆ ของตัวเองนั่นแหละ เขาปลดกระเป๋าลงวางที่ข้างโต๊ะกระจกตัวเตี้ย ก่อนเดินเข้าไปในส่วนที่เป็นห้องครัว เพื่อรินน้ำดื่มเย็น ๆ ใส่แก้ว แล้วเอากลับมายื่นให้กับฉัน ร่างสูงทรุดกายนั่งลงข้างโต๊ะจก ฉันเลยต้องเลื่อนตัวลงมานั่งตรงข้าม เราต่างคนต่างก็เปิดคอมพิวเตอร์แบบพกพาของตัวเอง ก่อนที่ฉันจะเลื่อนแล็ปท็อปไปให้นายยูตะช่วยเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตให้

เราเริ่มทำงานกันไปเงียบ ๆ พยายามหาวรรณกรรมที่ตัวเองสนใจ แล้วค่อยนำมาถกกันอีกทีว่าจะเลือกเรื่องใดมาทำรายงานในครั้งนี้

“นายว่าเราจะทำเรื่องโรมิโอแอนด์จูเลียตดีไหม?” ฉันเสนอหลังจากที่นั่งหาหัวข้อที่จะทำรายงานร่วมสิบกว่านาที ก็วรรณกรรมเรื่องนี้ดูจะเป็นวรรณกรรมที่คลาสสิคที่สุดแล้ว

“ฉันว่าคงมีคนทำเรื่องนี้หลายคนแล้วล่ะ เราลองเรื่องอื่นดูไหม?” นั่นคงเป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่ฉันเคยได้ยินนายยูตะพูดล่ะมั้ง

“งั้นนายสนใจเรื่องอะไร?” ฉันถาม แล้วเขาก็นิ่งไปเหมือนกำลังครุ่นคิด “ฟิฟตี้เชดส์ ออฟ เกรย์ ดีไหม? รับรองเร่าร้อนและดึงดูดความสนใจคนทั้งห้องแน่ ๆ”

เขาหลุดหัวเราะเบา ๆ “แล้วเราอาจจะได้กินเอฟจากอาจารย์น่ะสิ”

“แหม… ก็แค่คิดอะไรให้มันแหวกแนวเท่านั้น”

“แล้วเรื่อง Pride and Prejudice ล่ะ? ฉันว่าน่าสนใจดีนะ” เขาเสนอบ้าง ฉันเคยได้ยินเรื่องนั้นมาก่อน และเคยดูฉบับที่เป็นภาพยนตร์ด้วย แต่ไม่ประทับใจเอาเสียเลย

“ไม่ค่อยชอบเรื่องนี้เลย ไม่ชอบที่แม่ของเจนพยายามให้ลูกจับคนรวยน่ะ มันดูออกนอกหน้าเกินไป” ฉันบ่น อาจเพราะเป็นคนที่เริ่มทำงานช่วยครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก เลยค่อนข้างถือคติว่า รวยด้วยตัวเองมันน่าภูมิใจกว่ามีแฟนรวยเป็นไหน ๆ

“ก็นั่นแหละที่เราสามารถสอดแทรกความคิดเห็นของเราเข้าไปได้ไง” นายจืดเสนออย่างเป็นการเป็นงาน ดู ๆ เขาก็มีความคิดความอ่านอยู่นะ แต่ทำไมถึงไม่ชอบเข้าเรียนก็ไม่รู้ หรือว่าการตายของแม่เขาจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาเก็บตัวนะ? ก็คนเราน่ะมันมีวิธีรับมือกับความเศร้าได้ต่างกันออกไปนี่นา

ฉันครุ่นคิด บางทีนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้เขาหันมาใส่ใจในการเรียนก็ได้นะ และถ้าเป็นอย่างนั้นฉันก็ควรจะสนับสนุนเขาใช่ไหมล่ะ? “อืม… เรื่องนี้ก็ได้ จะได้มีประเด็นที่สามารถหยิบยกขึ้นมาถกเถียงได้เยอะ ๆ”

“โอเค” ยูตะเปิดยิ้มกว้าง เป็นยิ้มที่ทำให้ลมหายใจของฉันสะดุดไปเล็กน้อย “งั้นเรามาเริ่มกันเลยนะ”

เราต่างคนต่างเริ่มตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เราช่วยกันหาข้อมูล ก่อนที่จะสรุปความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องเป้นข้อ ๆ จากนั้นจึงถึงเวลาการทำพรีเซนเตชันด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการนำเสนอหน้าชั้นเรียน ซึ่งแน่นอนฉันรับหน้าที่จัดทำ เพราะนายยูตะดูจะไม่ถนัดในการออกแบบสไลด์รายงานเท่าไหร่นัก

“นี่ ๆ นายว่าใส่ภาพนี้ตรงนี้ดีไหม?” ฉันถามเมื่อมีไอเดียว่าหน้านั้นควรจะมีภาพประกอบ

“ไหนอะ” ยูตะละสายตาจากการพิมพ์มามองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์แบบพกพาของฉัน “ก็ดีนะ”

“วางไว้ตรงไหนดี ตรงนี้ดีไหม?” ฉันถามพลางเลื่อนรูปภาพไปวางไว้ที่มุมบนซ้าย

นายจืดทำเสียงอื้ออึงในลำคอเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรสักอย่าง เขานั่งอยู่ทางขวามือของฉัน และฉันก็ถนัดขวาจึงวางเมาส์เอาไว้ที่ฝั่งนั้น ซึ่งเป็นการง่ายสำหรับเขาที่จะวางมือของเขาทาบทับลงบนมือข้างขวาที่ฉันจับเมาส์อยู่ ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเพราะมีเขาอุ่นจัดตัดกับอากาศเย็น ๆ เพราะเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอยู่ ฉันหันขวับไปมองคนข้าง ๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงความใกล้ชิดนั้น

ดูเหมือนเขาจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่านี่มันใกล้จนฉันได้ยินเสียงหายใจของเขา เพราะสมาธิของยูตะมุ่งมั่นไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ และฉันก็แทบจะไม่เชื่อเลยว่ากำลังนั่งสำรวจเสี้ยวหน้าของอีกฝ่ายอย่างใจลอยอยู่ จะว่าไปถ้านายนี่รู้จักแต่งตัวสักหน่อย แล้วก็เลิกทำตัวซื่อบื้อสักนิด เขาก็จัดว่าเป็นคนที่หน้าตาดีคนหนึ่งเลยทีเดียว แว่นกรอบหน้าค้างอยู่บนจมูกโด่งเรียวที่ทอดตัวยาวลงมาเหนือริมฝีปากหยัก ผมยาว ๆ ของเขามันดูยุ่งเหยิงปรกหน้าผากกว้างอยู่ ฉันละอยากมีกรรไกรอยู่ในมือจริง ๆ จะจัดการตัดปอยผมที่มันรกหูรกตานั่นออกให้

“มะ...มีอะไรติดหน้าฉันเหรอ?” นั่นไง! ว่ายังไม่ทันขาดคำนายนี้ก็ทำท่าทางบื้อ ๆ ใส่ฉันอีกแล้ว เขาทำหน้าเหรอหราพลางถามอย่างเป็นกังวลจริง ๆ นะนั่น แถมยังยกมือแตะหน้าตัวเองไปมาอีกด้วย

ฉันถอนหายใจ แล้วส่ายหน้าเบา ๆ หัวใจที่เคยเต้นกระหน่ำกลับมีจังหวะการเต้นที่ราบเรียบเช่นเดิม “เปล่า”

“เหรอ?” นายนั่นพึมพำเบา ๆ แต่ยังคงสีหน้ากังวลไว้ไม่เลิก เห็นท่าทีคิดมากไม่เข้าเรื่องนั้นแล้วฉันก็นึกอยากจะแกล้งเขาขึ้นมาติดหมัด

“เอ...” ฉันทำท่าขมวดคิ้วพร้อมลากเสียงอย่างครุ่นคิด “แต่จริง ๆ ฉันว่าหน้านายเหมือนมีอะไรติดอยู่เหมือนกันนะ”

“อะไรเหรอ?” ดูท่าทีตื่นตูมนั่นสิ! มันเหมือนเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่เผลอทำผิดและกำลังถูกจับได้เลย! น่าขำชะมัด!

ฉันกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถกับท่าทีแตะหน้าซ้ายทีขวาทีของเขา แกล้งทำเป็นพินิจพิจารณาอีกฝ่าย “อือ... ยังเห็นไม่ค่อยชัดเลยอะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel