6
ฉันแกล้งว่าพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ สีหน้ากังวลสงสัยของยูตะทำให้ฉันกลั้นขำจนปวดกระพุ้งแก้มไปหมด ดูท่าเขาจะยังไม่รู้ตัวแน่ ๆ ว่ากำลังถูกฉันแกล้งอยู่น่ะ
“ตรงนี้หรือเปล่า?” ยูตะถามก่อนสุ่มแตะที่ข้างแก้มของตัวเอง ฉันยังคงทำสีหน้าครุ่นคิด ขณะที่เคลื่อนกายเข้าไปใกล้เขาอีกนิด นายนี่มัวแต่กังวลเรื่องใบหน้าของตัวเองจนไม่ทันได้สังเกตเลยว่าในมือฉันกำลังคือปากกาหมึกสีดำอยู่
“ไม่นะ” ฉันยังคงแกล้งทำหน้าซื่อตาใสต่อเพื่อให้อีกฝ่ายตายใจ ขณะที่แอบใช้นิ้วดันฝาปากกาให้เปิดออก และฉันก็อาศัยจังหวะที่นายบื้อไม่ระวังตัว ตวัดปลายปากกาลงบนแก้มของเขาอย่างรวดเร็ว
“โอ๊ะ!” ยูตะอุทานเมื่อรู้ตัวว่าถูกขีดเข้าที่ข้างแก้มเสียแล้ว เขารีบยกมือขึ้นแตะจุดที่ถูกฉันเขียนพลางมองฉันตาโตผ่านแว่นกรอบหนา
“โอ๊ะ! ยังมีอีกรอยนี่นา” ฉันว่าพลางโผนตัวเข้าไปจะฝากรอยไว้บนใบหน้าของยูตะอีกสักรอย รับรู้เลยว่าดวงตาของตัวเองกำลังพราวระยับอย่างสนุกสนาน
“เฮ้ย!” ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าแสนจืดชืดร้องพลางปัดป้องการจู่โจมของฉัน แต่คิดหรือว่าฉันจะยอมง่าย ๆ ?
ไม่มีทางเสียล่ะ!
ฉันใช้กำลังทั้งหมดที่มีโถมตัวเข้าใส่ แต่นายนั่นก็แกร่งเหลือเชื่อเมื่อเขาหยุดฉันเอาไว้ได้ด้วยสองมือของเขา ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าเราก่อสงครามย่อย ๆ กันกลางห้องนั่งเล่นของคอนโดฯหรู โดยมีฉันเป็นฝ่ายรุกรานหมายจะทำร้ายอีกฝ่ายให้เละเทะด้วยปากกาเมจิก และยูตะเป็นฝ่ายรับและป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกใช้ใบหน้าขีดเขียนต่างกระดาษ
“ไม่เอา! ไม่เล่นนะ!” นายจืดร้องห้าม แต่เหมือนน้ำเสียงของเขาก็กำลังนึกสนุกกับการต่อสู้ของเราอยู่นะ หรือฉันจะคิดไปเองก็ไม่รู้
“ยอมซะดี ๆ เถอะ จะได้ไม่เจ็บตัว”
“มันสกปรกอะ” ยูตะพยายามหาเหตุผลมาอ้างไม่ให้ถูกเขียนหน้าได้ง่าย ๆ
“แล้วไง? ฉันไม่ได้เป็นคนถูกเขียนหน้าสักหน่อย” ฉันว่าพลางหัวเราะ ขณะที่ยังพยายามจะยื่นมือข้างที่จับปากกาเข้าไปใกล้ใบหน้าของเขาอีกนิด และเขาก็ยังคงออกแรงยกมือขึ้นจับข้อมือฉันเอาไว้ไม่ให้เขาใกล้หน้าของเขาได้
ดูเหมือนเสียงหอบหายใจของเราจะดังถี่ขึ้นเล็กน้อยเพราะต่างฝ่ายต่างก็ออกแรงเยอะพอกัน ฉันเกือบจะจรดปลายปากกาลงบนแก้มเขาได้อีกครั้งแล้ว
ทว่า...
“ว้าย!” ไม่รู้ว่าทำอีท่าไหนกัน ฉันจึงได้เสียหลักล้มทาบทับนายยูตะลงไปทั้งตัว แต่ที่มันน่าตกตะลึงก็คือปลายจมูกของฉันมันเฉี่ยวปลายจมูกของเขาไปปะทะที่ข้างแก้มของคนใต้ร่างอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่ง ก่อนที่ฉันจะรู้ตัวว่ากำลังจ้องตากับเขาได้ระยะประชิด โดยมีแต่แว่นสายตาเลนส์หนากั้นกลางเท่านั้น
ฉันอ้าปากค้างกับความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน รับรู้ว่าลมหายใจของตัวเองเป่ารดปลายจมูกของเขาอยู่ในระยะประชิด ดูเหมือนว่าดวงตาสีดำสนิทของเขาก็เบิกกว้างอย่างตกตะลึงไม่ต่างกับฉันนักหรอกนะ เผลอ ๆ ดูจะตกใจกว่าฉันไปเสียอีก
“อะ... เอ่อ... โทษที” ฉันเรียกสติตัวเองกลับมา ก่อนที่จะพยุงตัวลุกจากนายจืดขึ้นมานั่งอย่างทุลักทุเล ยูตะลุกตามมาด้วยท่าทีเลื่อนลอย แก้มของนายนั่นที่เมื่อครู่นี้ปลายจมูกฉันได้พิสูจน์ไปแล้วว่ามันนุ่มและละเอียดพอ ๆ กับแก้มของผู้หญิงยังคงแดงก่ำ ดวงตาของเขาเบิกค้างเหมือนยังจะช็อกอยู่เลยกับการถูกฉันหอมแก้มโดยไม่ได้ตั้งใจ
ฉันเองก็เขินนะ... แต่พอเห็นท่าทางเขินเกินเบอร์ของอีกฝ่ายที่เป็นผู้ชายทั้งแท่งแล้วก็อดขำไม่ได้เลยจริง ๆ นายนี่ไม่เคยอยู่ใกล้ผู้หญิงจริง ๆ ล่ะสินะ?
“นายหน้าแดงมากเลยรู้ไหม?” ฉันถามขึ้นหลังจากนั่งพินิจใบหน้าที่ยังแดงเป็นลูกตำลึงสุกไม่เลิกของเขา ก่อนจะเย้าอย่างไม่คิดอะไร “ไม่เคยอยู่ใกล้ผู้หญิงหรือไง?”
“อะ...เอ่อ... ฉัน... มะ...ไม่...” ท่าจะจริงสินะ เห็นได้จากอาการพูดเหมือนคนติดอ่างอย่างนั้น แหม... อย่างนี้มันยิ่งน่าแกล้ง
ฉันยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนที่เหมือนจะทำสีหน้าไม่ถูกไปแล้ว “ว่าไงล่ะ?”
“ฉัน... ฉัน...”
“ไม่เคยอยู่ใกล้ผู้หญิงขนาดนี้มาก่อนเหรอ?” ฉันกระแซะเข้าไปอีกนิด ในสมองไม่ได้มีความคิดอื่นใดนอกจากอยากจะแกล้งเขาให้ยิ่งขัดเขินหนักขึ้นกว่าเดิมอย่างนึกสนุก
อืม... กลิ่นน้ำหอมนายนี่ดูมีรสนิยมจัง มันไม่ได้ฉุนเหมือนที่เพื่อน ๆ ผู้ชายคนอื่นที่ฉันมีชอบใช้ ออกจะละมุนและชวนให้ซบหน้าลงไปสูดดมให้เต็มปอดเสียมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกถึงความเข้มแข็งที่ซ่อนอยู่ภายในด้วยเช่นกัน
“อะ...เอ่อ... ฉันว่าเธอขยับออกไปหน่อยดีกว่านะ” นายจืดทำท่าทีประดักประเดิด พยายามจะเคลื่อนกายออกห่างฉัน ซึ่งฉันก็แกล้งหนักข้อขึ้นด้วยการเคลื่อนตามไป ดวงตาสีดำของเขาหลุบต่ำลงมองพื้นอย่างไม่กล้าที่จะสบตากับฉัน ท่าทีเช่นนั้นทำให้ฉันกระตุกยิ้มอย่างพอใจที่ได้แกล้งอีกฝ่ายได้
ฉันถอยห่างออกมาเมื่อเห็นท่าทีเหมือนจะร้องไห้อยู่ร่อมร่อของเขา ไม่อยากหยอกนายนี่มากไปกว่านี้ เพราะเกรงว่าเขาจะกลัวฉันจนเตลิดหนีไปเสียก่อน ถ้าเป็นอย่างนั้น แผนการในการเอาชนะยัยอาโปของฉันมันก็ไม่สำเร็จน่ะสิ!
“ไม่แกล้งนายแล้วก็ได้” ฉันว่าพลางกลับมานั่งตัวตรงอีกครั้ง
“อะ...อะไรนะ? เมื่อกี้เธอแกล้งฉันเหรอ?”
“ก็ฉันเห็นว่าเวลานายเขินมันน่ารักน่าแกล้งดีนี่นา” ฉันว่าหน้าระรื่น แกล้งแค่นี้เขาคงไม่โกรธฉันหรอกน่ะ “มันอดใจไม่ให้แกล้งไม่ไหวจริง ๆ”
“เหรอ?” ไม่รู้ว่าหูฝาดไปเองหรือเปล่าได้ยินว่าเขาคำถามนั้นมันดังมาพร้อมกับเสียงหัวเราะแห้ง ๆ แต่ยังทันจะได้ถาม ยูตะก็พาฉันเปลี่ยนเรื่องไปเสียก่อน “ฉันว่าเรามาทำงานต่อดีกว่านะ เดี๋ยวจะดึก”
ฉันพยักหน้าเห็นด้วย ถึงนายนี่จะไม่มีปัญญาทำอะไรฉันได้ แต่การที่ฉันหายมาอยู่ในห้องกับผู้ชายตามลำพังดึก ๆ ดื่น ๆ ย่อมจะทำให้ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ง่าย ๆ อยู่ดีนั่นแหละ ดังนั้นรีบทำรายงานให้เสร็จ รีบกลับหอก็คจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดล่ะนะ
ฉันกับยูตะช่วยกันระดมความคิดและทำพาวเวอร์พอยท์จนกระทั่งเสร็จ แม้จะไม่ดึกมากแต่รถเมล์ที่ฉันจะสามารนั่งกลับไปยังหอพักก็ค่อนข้างหายากแล้ว ดังนั้นนายจืดจึงอาสาขับรถไปส่งฉันถึงที่หอพัก ที่จริงแม้ฉันต้องการจะกลับเอง แต่นายนี่ก็ยืนยันหนักแน่นว่าจะไปส่งฉันจนได้
“ทำไมนายถึงไม่ค่อยมีเพื่อนล่ะ?” ฉันอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น เท่าที่ได้ใช้เวลาร่วมกันหลายชั่วโมงทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วนายนี่ก็เป็นคนน่าคบคนหนึ่ง
ยูตะเหลือบมองฉันอึดใจเดียว ก่อนเบนสายตาไปมองยังถนนเบื้องหน้า มือสองข้างประคองพวงมาลัยให้พาหนะคันเก่งมุ่งหน้าตรงไปยังห้องพักของฉัน “สภาพอย่างฉันเนี่ยใครจะคบหาล่ะ?”
“ฉันว่านายก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก” ฉันแก้ต่างให้กับเขา เมื่อได้ยินกระแสความหดหู่ที่แฝงมากับคำถามที่ย้อนกลับมาหาฉัน “นายก็ดูเป็นคนดีที่คบได้คนนึงล่ะนะ”
“ฉันไม่ใช่คนดีหรอก” เขาพูด แต่ฉันก็ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่นักหรอก ถ้าไม่นับการทำตัวโลกส่วนตัวสูง แต่งตัวเฉิ่มเชย แถมพูดน้อยจนน่าเบื่อ เขาก็เป็นเพื่อนที่ใช้ได้นี่นา “อย่าไว้ใจฉันนักเลย
ฉันเอียงคอมอง เพราะไม่ค่อยเข้าใจในความหมายของประโยคต่อมาของเขา “นายก็ไม่มีอะไรที่ดูไว้ใจไม่ได้นี่”
ที่จริงต้องบอกว่าติดจะซื่อบื้อขนาดนั้น คงไม่มีทางคิดคดหรือคิดมิดีมิร้ายใครได้หรอก แม้กระทั่งฉัน “ทำไมนายถึงกลายเป็นคนเก็บตัวล่ะ?”
“ก็... เพราะฉันถูกรังแกมาตลอด ฉันก็เลยไม่อยากออกไปข้างนอก”
“ก็เลยกลายเป็นว่านายไม่มีเพื่อนน่ะสินะ” ฉันเดาเหตุการณ์จากนั้นต่อ คนที่ดูอ่อนแอและแปลกประหลาดจากคนอื่นมักจะเป็นเป้าในการถูกกลั่นแกล้งเสมอ หลายคนที่ตกเป็นเป้ามีวิธีตอบสนองต่างกันไป บางคนก็กลายเป็นคนเกรี้ยวกราด บางคนซึมเศร้าจนเก็บตัว นายยูตะคงเลือกอย่างหลัง เพราะถ้าไม่ออกสังคม ก็ไม่ต้องถูกแกล้ง นั่นคงทำให้เขายิ่งกลายเป็นคนเก็บตัว แปลกประหลาด และเป็นเป้าของการกลั่นแกล้งมากขึ้น
แล้วเขาก็เงียบไป ส่วนฉันก็จมอยู่กับความคิดของตัวเอง ภายในห้องโดยสารมีเพียงเสียงเพลงเบา ๆ เปิดคลออยู่ เราไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลย เพราะดูเหมือนเขาจะไม่ถนัดในการชวนพูดชวนคุยนัก
“หือ?” ฉันสะดุ้งเมื่อรู้สึกว่าอะไรบางอย่างมาเกลี่ยที่ข้างแก้มเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้นมองก็พบว่ารถยนต์ของนายยูตะจอดอยู่ที่ถนนข้างรั้วหอพักในมหาวิทยาลัยที่ฉันพักอยู่แล้ว
“เธอหลับไปน่ะ” เมื่อเห็นสายตาสงสัยของฉัน ยูตะจึงได้บอก ความรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างเกลี่ยไล้แก้มยังคงอยู่ แต่ฉันคงคิดไปเองกระมัง ก็นายนี่ยังนั่งหลังตรงอยู่หลังพวงมาลัยอย่างเดิม
“อื้ม” ฉันรับคำเบา ๆ ในลำคอ ก่อนที่จะส่งยิ้มให้อีกฝ่ายเป็นการขอบคุณ “ขอบใจนะที่มาส่ง เจอกันวันจันทร์นะ อย่าลืมเตรียมตัวนำเสนอล่ะ”
“พรุ่งนี้...” คำเปรยเบา ๆ ของเขาทำให้ฉันที่กำลังจะเปิดประตูรถลงไปชะงัก ก่อนหันกลับไปมองด้วยความสงสัย ฉันมองเห็นเขาใช้นิ้วที่กำพวงมาลัยอยู่เขี่ยพวงมาลัยรถไปเรื่อย ขณะที่ฉันกำลังนั่งฟังอย่างจดจ่อว่าเขากำลังจะพูดอะไรกันแน่ “พรุ่งนี้เธอทำอะไรเหรอ?”
“พรุ่งนี้ฉันมีสอนพิเศษ แล้วตอนบ่ายก็มาทำงานที่ร้านนมสดร้านเดิมแหละ” ฉันบอกตามความจริง ก่อนจะสงสัยว่าเขาถามไปทำไม “ทำไมเหรอ?”
“มะ...ไม่มีอะไรหรอก” คำตอบตะกุกตะกักพร้อมอาการเอียงสายตาหลบตาฉัน ทำให้ฉันงุนงงไม่น้อย นายนี่ขี้อายเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ นี่อาจจะเป็นอีกอย่างที่ทำให้เขาไม่ค่อยมีคนคบ
“งั้นก็เจอกันวันจันทร์นะ” ฉันบอกแล้วลงจากรถ ก่อนที่จะปิดประตูรถให้เขา ยังโน้มกายชะโงกหน้าเข้าไปในรถเพื่อโบกมือลา “ขับรถดี ๆ ล่ะ”
นายนั่นยิ้มให้เป็นการรับทราบคำเตือนของฉัน ตอนนั่นแหละฉันจึงได้ปิดประตูรถให้เขา แล้วยืนรอกระทั่งยูตะขับรถลับสายตาไป จึงเดินเข้าไปในหอพัก โดยไม่ลืมที่ทักทายลุงยามที่นั่งประจำกะกลางคืนอย่างสดใสเช่นเคย
