3
ขณะที่ฉันกับยัยเพลงดาวกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่นั้น ร่างสูงชะลูดของยูตะก็เดินผ่านมา ในมือของเขาถือถาดอาหาร พลางหันซ้ายแลขวาเพื่อหาที่นั่ง พอเห็นม้านั่งว่างอยู่ที่หนึ่ง ก็ตั้งจะหย่อนกายนั่ง หากแต่หนึ่งในเพื่อนร่วมรุ่นที่นั่งอยู่ก่อนกลับรีบเอากระเป๋ามาวางไว้เพราะไม่อยากอยู่ใกล้คนที่แสนเฉิ่มเชยและน่าเบื่อ เห็นดังนั้นฉันจึงรีบฉวยโอกาสสร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง ฉันรีบลุกขึ้นแล้วเดินตรงเข้าไปหายูตะที่ยืนละล้าละลังหน้าเจื่อนอยู่ไม่ไกลทันที
“หาที่นั่งอยู่เหรอ?” อีกฝ่ายพยักหน้ารับเบา ๆ ดวงตาดูเศร้าสร้อยที่ถูกทุกคนปฏิเสธ “มานั่งด้วยกันสิ ไม่ต้องไปง้อพวกแล้งน้ำใจพวกนั้นหรอก”
ฉันไม่เปิดโอกาสให้นายจืดได้ปฏิเสธ เพราะรีบคล้องแขนของเขา แล้วกึ่งจูงกึ่งลากให้มานั่งที่ชุดม้าหินอ่อนที่ฉันกับยัยเพลงดาวนั่งอยู่ก่อนทันที
“นั่งลงได้แล้ว” ฉันว่าพลางยื่นมือออกไปกดไหล่ของเขาให้นั่งลง ก่อนที่จะเดินเลี่ยงไปนั่งข้าง ๆ แต่ยังไม่ทันที่เราจะได้คุยอะไรกัน ก็มีคนเดินกร่างเข้ามาหาก่อน
“นี่ยัยอ้วน!” ฉันรู้เลยว่าหมอนั่นเจาะจงคุยกับยัยเพลงดาว แน่ล่ะ... ก็ลองเรียกฉันด้วยสรรพนามนั้นสิ แม่ตบหน้าหัน!
“นายมีอะไรขุนพล?” ฉันถามขึ้นอย่างหาเรื่อง พร้อมที่จะกางปีกปกป้องเพื่อนรักอย่างเต็มที่ ในขณะที่เพลงหน้าหงอยราวกริ่งเกรงนายอันธพาลที่ชื่อว่า ‘ขุนพล’ นี่นักหนา
“ฉันไม่ได้คุยกับเธอ” ขุนพลกราดสายตามาบอกฉัน ขณะที่ฉันกัดริมฝีปากแน่น ก่อนที่เขาจะโยนกระเป๋าเป้ในมือลงบนตักของเพื่อนรักฉันได้อย่างพอดิบพอดี
“นี่! ทำอะไรก็รู้จักให้เกียรติกันบ้างสิ!”
“หุบปากไปเถอะยัยทิวา! ฉันจะคุยกับคนรับใช้ฉัน ไม่ใช่เธอ!” ดูเหมือนขุนพลจะหงุดหงิดไม่น้อยที่มีฉันคอยขวางไม่ให้เขาข่มเพลงดาวได้
“ที่นี่ไม่มีใครเป็นคนรับใช้นายทั้งนั้นแหละ! เลิกทำตัวข่มคนอื่นสักทีเถอะ!” ฉันลุกขึ้นประจันหน้ากับมาเฟียของรุ่น ไม่รู้นายนี่มีอะไรดีนักหนา ทุกคนถึงได้กลัวนัก ก็แค่ครอบครัวร่ำรวยด้วยเงินทองและอิทธิพลเท่านั้น!
“เอาเวลาแส่เรื่องคนอื่นไปคุยกับไอ้หน้าจืดซื่อบื้อนั่นเถอะ” ดูเหมือนขุนพลเองก็สังเกตเห็นเหมือนกันว่าฉันพยายามจะตีสนิทกับยูตะอยู่
“นายก็เอาเวลาทำตัวกร่างไปทำตัวให้มันสร้างสรรค์บ้างเถอะ เผื่อจิตใจจะได้พัฒนาขึ้น ไม่เที่ยวกดหัวคนอื่นอย่างนี้” คิดจะต่อปากต่อคำกับฉันหรือไง? หึ! ช้าไปสักสิบชาติย่ะ!
นายนั่นส่ายหน้าใส่ฉันอย่างระอา ก่อนมุ่งประเด็นไปยังยัยเพลงดาว “ถือกระเป๋านั่น แล้วลุกเดินตามฉันมา”
“นั่งลงยัยเพลง นายนี่ไม่ใช่เจ้าชีวิตเธอ” ฉันร้องห้ามคนที่กำลังจะทำตามคำสั่งของชายหนุ่ม ไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมเพลงดาวต้องยอมนายขุนพลอยู่เรื่อยเลย
“ก็แล้วแต่นะ เธอจะเชื่อฟังฉันที่เป็นลูกของคนที่ให้ที่คุ้มกะลาหัวเธอกับแม่ หรือยัยเพื่อนรักของเธอ” ขุนพลบอกนิ่ง ๆ น้ำเสียงบีบบังคับ แตกต่างจากคำพูดโดยสิ้นเชิง “ฉันไม่ได้บังคับ”
“เพลง!” ฉันร้องเรียกเมื่อเพื่อนกำลังจะก้าวตามร่างสูงที่เดินนำออกไปอย่างมั่นอกมั่นใจว่าเพลงดาวจะต้องเดินตามแน่ ๆ
เพลงดาวหันมามองฉันด้วยแววตาขอร้อง สีหน้าเหมือนคนที่กำลังขัดใจเพราะถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากจะทำ “ขอร้องแก... ฉันจำเป็นต้องไป”
“เฮ้อ...!” ฉันถอนหายใจอย่างหงุดหงิดระคนเป็นห่วงเพื่อนรัก “ก็ได้! แต่ถ้านายนั่นทำอะไรแก แกรีบโทรหาฉันนะ ฉันจะรีบไปช่วย”
“อืม”
“ระวังตัวล่ะ” เพลงดาวยิ้มบาง ๆ ให้ ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปมองยูตะที่นั่งก้มหน้านิ่ง
“แกก็เหมือนกัน” คำพูดของเพลงดาวที่เดินจากไปทำให้ฉันงุนงง ฉันมีอะไรต้องระวังตัวล่ะ? ก็แค่นายทึ่มคนหนึ่ง ฉันรับมือได้สบาย ๆ อยู่แล้ว
“เฮ้อ...” ฉันทิ้งตัวนั่งลงที่เดิม แล้วเริ่มต้นบ่นไปตามประสา “ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมยัยเพลงต้องยอมนายขุนพลอะไรนั่นตลอดด้วย?”
ทว่ามีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับมา ฉันจึงหันกลับไปมองนายยูตะที่เหมือนจะมองฉันอยู่ก่อนแล้ว “ทำไมเธอต้องทำดีกับฉันล่ะ?”
“อะไรนะ?” ฉันถามอย่างประหลาดใจ เพราะไม่คาดคิดว่าจะถูกจี้ถามอย่างนั้น
“ทั้งที่คนอื่นเขาไม่อยากสุงสิงกับฉัน แล้วทำไมดาวของรุ่นอย่างเธอถึงได้อยากสนิทกับฉัน?”
“ไม่มีใครสมควรต้องอยู่คนเดียวในโลกใบนี้หรอกนะ” ฉันบอก แม้มันจะไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง แต่นั่นก็คือสิ่งที่ฉันยึดมั่นมาโดยตลอด “ทุกคนก็ต้องการใครสักคนที่จะอยู่เคียงข้างนั่นแหละ อีกอย่าง... นายก็เป็นหนึ่งในรุ่นของเรา ถึงนายจะไม่ค่อยได้มาเรียนก็เถอะ ถามจริง... นายมีปัญหาอะไรรึเปล่า ทำไมถึงไม่ค่อยเข้าเรียนเลย?”
“เปล่า...” เขาว่าแล้วก้มหน้ามองมือตัวเองที่ประสานอยู่บนโต๊ะ คงประหม่าสินะที่ได้นั่งคุยกับฉันอย่างนี้ คงเป็นครั้งแรกในชีวิตของนายนี้ล่ะมั้งที่ได้ใกล้ชิดกับหญิงสาวขนาดนี้
ฉันนึกอยากแกล้งคนขี้อายขึ้นมาติดหมัด จึงยื่นมือไปจับมือข้างหนึ่งของเขาไว้ รับรู้ได้เลยว่ามือของเขากำลังสั่นอยู่ “ฉันเป็นห่วงนายนะ ถ้ามีอะไรที่ฉันพอช่วยได้ก็บอก ฉันพร้อมช่วยเต็มที่”
“ไม่มีอะไรที่เธอช่วยได้หรอก” คำพูดแผ่วเบานั้นทำให้ฉันขมวดคิ้ว
“หรือนายเป็นโอตะคุ?” คงจะใช่แหละ เห็นจากอาการชอบเก็บเนื้อเก็บตัว นายนี่ต้องคลั่งไคล้อะไรบางอย่างเข้าขั้นรุนแรงจนไม่สนใจสิ่งอื่น และนั่นมักจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอย่างเห็นได้ชัด
คือ... ฉันไม่ได้มีปัญหาหรอกนะ หากว่าใครจะชื่นชอบอะไรบางอย่างเป็นพิเศษ แต่การที่ทำในสิ่งที่ชอบจนมันกระทบกับมิติอื่น ๆ ของชีวิต มันก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่เหรอ?
“เอ่อ... ก็ประมาณนั้นแหละ” การยอมรับของเขา ทำให้ฉันพอจะเดาทางได้แล้วว่านายนี่คงเป็นโอตาคุในระดับที่มีปัญหาในการเข้าสังคมอย่างรุนแรง เลยไม่ค่อยได้มาเรียน นี่คงเป็นคำขาดของอาจารย์ประจำสาขา ที่บังคับแกมขู่เข็ญให้เขามาเรียนให้มากขึ้นกระมัง
“งั้น... นายต้องเพลา ๆ ลงหน่อยนะ ไม่งั้นเรียนไม่จบกันพอดี” ฉันว่าอย่างเป็นมิตร ก่อนกระทับมือที่สั่นเทาในอุ้งมือแน่นขึ้นอีก “เอาเป็นว่าถ้านายมีปัญหากับเรื่องการเรียนวิชาไหน ก็ปรึกษาฉันได้นะ ฉันจะเป็นติวเตอร์ให้นายเอง!”
“ขอบใจนะ” ยูตะส่งยิ้มบาง ๆ อย่างเขินอาย แก้มที่ฉันเคยหยิกแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และฉันคิดว่าวันนี้ฉันคงแกล้งนายนี่มามากพอแล้วล่ะ ขืนแกล้งต่ออีกหน่อย เขาหัวใจวายขึ้นมา ฉันคงได้กลายเป็นฆาตกรโดยไม่ตั้งใจพอดี!
