บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 หลานของย่า

“โตวันโตคืนเลยนะหลานย่า”

รจเรศมองหน้าท้องนูนของอดีตลูกสะใภ้ด้วยรอยยิ้ม อีกแค่เพียงสี่เดือน เธอก็จะได้อุ้มหลานสาวคนนี้แล้ว

“ตื่นเต้นไหมจ๊ะหนูพราว ป้าตื่นเต้นจัง”

“นับวันรอเลยล่ะค่ะคุณป้า”

พราวพนิตลูบหน้าท้องของตัวเองไปมา โชคดีที่เธอไม่มีอาการแพ้ท้องใด ๆเลยถือโอกาสนี้กินแต่ของที่บำรุงลูกน้อย อันไหนที่เขาบอกว่าดีหญิงสาวก็ขวานขวายหามากินอย่างไม่รีรอ จนตอนนี้น้ำหนักของเธอขึ้นมาเกือบสิบกิโลฯ จนคุณหมอต้องสั่งคุมเข้มเรื่องน้ำหนัก

“หนูพราวโชคดีมากที่ไม่แพ้ท้อง ตอนที่แม่ท้องพี่รุจน์แม่แพ้หนักมาก กินอะไรเข้าไปก็เอาออกหมด”

ใบหน้าของว่าที่คุณแม่หม่นลงเมื่อได้ยินชื่อของใครบางคนที่ทำให้รู้สึกแสลงใจ ผ่านมาสามเดือนแล้วนับจากที่เจอรุจน์ครั้งสุดท้าย พราวพนิตตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับอดีตสามีอีก เธอจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ บล็อกทุกช่องทางที่จะทำให้เขาติดต่อเธอได้ แต่ก็ยังพอทราบเรื่องราวของรุจน์ผ่านจากการบอกเล่าของแม่ของชายหนุ่มอยู่บ้าง

“ขอโทษจ้ะ ป้าดีใจจนลืมตัวไปหน่อย”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณป้า พี่รุจน์ไม่ได้มีอิทธิพลอะไรต่อพราวแล้วค่ะ”

แม้จะรู้ตัวว่าที่พูดออกไปมันเป็นคำโกหกทั้งเพ แต่พราวพนิตก็เลือกที่จะพูดแบบนั้น ไม่ใช่ไม่รู้ว่าแม่อดีตสามียังคงมีความหวังอยู่ลึก ๆว่าวันหนึ่งหลานอาจจะได้กลับมามีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีทั้งพ่อและแม่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเด็กคนอื่น

ตัวเธอเองก็เคยแอบหวังว่าให้มันเป็นแบบนั้น

“ตั้งแต่ที่หย่ากับหนูพราว รุจน์ก็กลับมานอนที่บ้านแทบทุกคืน แม่ก็แปลกใจอยู่ว่าทำไม พอถามก็ไม่ได้คำตอบอะไรกลับมา แม่ว่าตอนนี้ลูกชายของแม่น่าจะรู้สึกตัวว่าสิ่งที่ทำลงไป เขาคิดผิด หนูพราวกับรุจน์ก็หย่ากันมาร่วมสามเดือนแล้ว แต่แม่ยังไม่เห็นว่ารุจน์จะมีวี่แววจัดงานแต่งกับผู้หญิงคนนั้นสักที”

รจเรศแอบหวังไว้ในใจว่าเรื่องราวของลูกชายที่เธอถ่ายทอดออกมาให้อดีตลูกสะใภ้ฟัง อาจพอที่จะทำให้หัวใจของพราวพนิตสั่นคลอนลงได้บ้าง

คนเป็นย่าก็หวังแค่หลานสาวตัวน้อยได้อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่น มีทั้งพ่อและแม่ในคราเดียวกันก็เท่านั้น

“มันคงไม่ใช่อย่างที่คุณป้าคิดหรอกค่ะ พราวว่าอีกไม่นานพี่รุจน์ก็คงแต่งงานกับคนรักของพี่รุจน์ ไม่แน่ตอนนี้เขาสองคนอาจจะพากันไปจดทะเบียนสมรสไว้ก่อนแล้วก็ได้”

ยิ้มทั้งที่หัวใจแสนเจ็บปวดมันเป็นแบบนี้สินะ ต่อให้อยากร้องไห้มากแค่ไหนก็ต้องอดกลั้นไม่ให้น้ำตามันไหลออกมา

“หนูพราว...ป้าถามอะไรหนูอย่างได้ไหมลูก”

รจเรศเอื้อมไปจับที่มือของหญิงสาว มองใบหน้าหวานละมุนด้วยความเป็นห่วงจับใจ ทำไมจะดูไม่ออกว่าพราวพนิตกำลังเจ็บปวด อวัยวะส่วนอื่นในร่างกายอาจตบตาเธอได้ แต่นัยน์ตาที่แสนเศร้าคู่นี้มันฟ้องทุกอย่างออกมาจนหมด

“หนูพราวยังรักพี่รุจน์อยู่ใช่ไหมลูก”

พราวพนิตหลุบตามองมือหยาบกร้านที่กุมมือเธอเอาไว้แล้วสูดลมหายใจเข้าลึก

“พราวยังรักพี่รุจน์อยู่ค่ะคุณป้า” พราวพนิตซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอและไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องปิดบังผู้ใหญ่ที่เคารพ มันไม่ง่ายที่จะตัดใจเลิกรักใครสักคนโดยเฉพาะกับรุจน์ ผู้ชายที่เธอแอบรักมานานนับสิบปี

“พราวกำลังตัดใจอยู่ค่ะ คิดว่าอีกไม่นานพราวก็น่าจะทำได้”

“แล้วถ้าพี่รุจน์กลับมาขอโอกาสจากหนูพราว หนูพราวจะยอมยกโทษให้พี่เขาไหมลูก” รจเรศมั่นใจว่าถ้าลูกชายรู้ว่ากำลังจะมีลูก เขาต้องไม่หย่าขาดจากพราวพนิตเป็นแน่ เพราะอาการที่รุจน์เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันเหมือนคนที่กำลังอกหักอย่างใดอย่างนั้น

“มันคงไม่มีวันนั้นเกิดขึ้นหรอกค่ะคุณป้า พราวว่าให้มันเป็นแบบนี้แหละดีที่สุด”

รจเรศรู้สึกใจหาย อดีตลูกสะใภ้คนนี้ใจแข็งเหลือเกิน ความหวังที่อยากให้หลานมีทั้งพ่อและแม่ ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เกิดขึ้นอีกหรือเปล่า

“ป้าเจอร้านขายของเด็กอ่อนที่อยู่ทางผ่านมาบ้านหนูพราวด้วย มีอะไรอยากได้เป็นพิเศษไหมจ๊ะ พรุ่งนี้ป้าจะได้แวะซื้อเข้ามาให้” ว่าที่คุณย่าเปลี่ยนเรื่องพูด เมื่อเห็นว่าใบหน้าของอดีตลูกสะใภ้ดูหม่นลง รจเรศเข้าใจความรู้สึกของพราวพนิตดี เธอรู้ว่าเวลาที่ผู้หญิงท้องเป็นช่วงเวลาที่มีอารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวง่ายที่สุด

“พราวว่าจะออกไปเดินดูที่ห้างค่ะคุณป้า พราวอยากเลือกซื้อของให้ลูกด้วยตัวเองค่ะ ขอบคุณคุณป้ามากนะคะที่เอ็นดูพราวกับลูก”

“หลานป้าทั้งคน ไม่ให้รักให้เอ็นดูได้ยังไง นอกจากป้าจะรักหลาน ป้าก็ยังรักหนูพราวด้วยนะลูก”

พราวพนิตก้มกราบแนบอกของแม่อดีตสามี บุญใหญ่หลวงของเธอกับลูกที่มีรจเรศอยู่เคียงข้างในวันที่หัวใจบอบช้ำ ในชีวิตของเธอนอกจากป้าแท้ ๆแล้วก็มีแม่ของรุจน์อีกคนที่รักและเอ็นดูเธอด้วยความจริงใจ

“พราวรักและเคารพคุณป้านะคะ ขอบคุณที่เข้าใจและอยู่เคียงข้างพราวมาโดยตลอด”

รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของผู้หญิงทั้งสองคน แม่ไม่ได้เกิดมาร่วมสายเลือดเดียวกัน แต่ความรัก ความผูกพันที่มีให้กันและกันเสมอมา มันเหนียวแน่นเหมือนกับว่าเป็นสายเลือดเดียวกันเสียอย่างนั้น

“อ่านอะไรอยู่เหรอครับแม่”

เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยทักขึ้นมาเล่นเอารจเรศรีบเก็บหนังสือคู่มือเลี้ยงเด็กอ่อนสอดเอาไว้ใต้หมอนแทบไม่ทัน ใบหน้าหญิงสูงวัยแสร้งยิ้มพร้อมกับเอ่ยตอบลูกชาย

“หนังสือธรรมะน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”

รุจน์เบนสายตามองไปยังหนังสือธรรมะที่แม่พูดถึงที่ถูกเก็บเอาไว้ใต้หมอน ก่อนจะทรุดนั่งลงตรงข้ามกับแม่ ร่างสูงใหญ่เอนแผ่นหลังพิงไปกับพนักเก้าอี้แล้วยกขานั่งไขว่ห้าง

“ไม่ออกไปไหนเหรอวันนี้” เพราะเห็นว่าลูกชายแต่งตัวลุกสบาย ๆไม่ได้ดูเป็นทางการเหมือนทุกครั้ง คนเป็นแม่ก็อดที่จะถามไม่ได้

“ไม่ล่ะครับ แล้วแม่ไม่ออกไปไหนเหรอครับ ช่วงนี้ผมเห็นแม่อยู่ไม่ติดบ้านเลย”

รจเรศรู้สึกร้อน ๆหนาว ๆไอ้ลูกคนนี้เป็นคนช่างสังเกตตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

“วันนี้เพื่อน ๆแม่ติดธุระไม่มีใครว่างเลย แล้วรุจน์ละวันหยุดทั้งทีไม่พาแฟนไปเที่ยวที่ไหนบ้างเหรอ”

แววตาที่เปลี่ยนไปของลูกชายพอที่จะทำให้เดาได้ว่าเขาคงมีปัญหาบางอย่างกับคนรัก ถ้าไม่อย่างนั้นรุจน์คงไม่มีอาการเบื่อ ๆอย่างนี้

“ผมกับสิ เราตัดสินใจลดสถานะมาเป็นเพื่อนกันแล้วครับ”

ไม่มีอะไรให้น่าแปลกใจ เพราะมันคือสิ่งที่รจเรศคิดเอาไว้อยู่แล้ว ถ้าลูกชายกับแฟนยังรักกันดีอยู่ แน่นอนว่าอาการเบื่อโลกอย่างที่เป็นอยู่ก็คงไม่แสดงออกมา

“ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ อุตส่าห์หย่ากับน้องทั้งที จะมาเลิกกันแบบนี้ได้ยังไง รีบ ๆไปง้อแฟนสิ ก็รุจน์รักและอยากแต่งกับคนนี้มากไม่ใช่เหรอ จะปล่อยไปง่าย ๆแบบนี้ได้ยังไงกัน ถ้ากลัวว่าแม่จะห้าม แม่ขอยืนยันกับลูกอีกครั้งว่าแม่จะไม่กีดกันอะไรลูกอีกแล้ว ลูกอยากจะรัก อยากจะแต่งงานกับใครก็เลือกเองได้เลย”

รุจน์ช้อนตามองแม่ ก่อนจะเบนสายตามองไปทางอื่น เขาไม่ได้โง่จนไม่รู้ว่าที่แม่พูด มันเป็นการประชดประชันและตอกย้ำในความผิดพลาดของเขา

ต่อให้อยากโกรธก็โกรธไม่ลง เพราะเขาเป็นฝ่ายตัดสินใจแบบนี้เอง

“ตั้งแต่ที่รุจน์หย่ากับหนูพราว แม่ก็เสียใจมาตลอด นึกโทษตัวเองที่เป็นสาเหตุทำให้ลูกต้องจมอยู่กับความทุกข์มาตั้งสองปี เสียใจที่ให้ลูกแต่งงานกับผู้หญิงที่ลูกไม่ได้รัก ถ้าแม่ไม่ขอให้ลูกแต่งงานกับหนูพราว ป่านนี้ลูกก็คงแต่งงานมีความสุขไปกับคนที่ลูกรักแล้ว หนูพราวเองก็คงเหมือนกัน ถ้าไม่ได้แต่งงานกับลูก หนูพราวก็คงอาจจะแต่งงานงานมีลูกกับผู้ชายที่น้องรักไปแล้วก็ได้ น้องยิ่งมีหนุ่ม ๆมารุมจีบมากเสียด้วย วันก่อนแม่คุยกับป้าสาวิตรี ก็บอกว่าตั้งแต่ที่หนูพราวหย่ากับลูก หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ก็เทียวมาตามขายขนมจีบกันเยอะแยะ นี่แม่ก็ภาวนาให้หนูพราวเจอผู้ชายดี ๆแล้วตกลงปลงใจแต่งงานไปกับเขา น้องเป็นผู้หญิงที่ดีก็ควรได้เจอคนดี ๆ”

รจเรศแค่พูดปดไปอย่างนั้นแหละ แค่อยากจะเห็นสีหน้าของลูกชายถ้ารู้ว่าอดีตภรรยามีชายอื่นมาติดพัน เขาจะมีอาการอย่างไร แค่เห็นสายตากราดเกรี้ยวก็คงเดาไม่ยากว่าตอนนี้อารมณ์ของรุจน์อยู่ในโหมดไหน

รุจน์ขบกรามแน่น แค่คิดตามที่แม่พูด เขาก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที พราวพนิตเนื้อหอมมีหนุ่มมารุมจีบอย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าพราวพนิตเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ แม้แต่ตอนที่แต่งงานเป็นเมียของเขา เวลาที่ควงกันไปไหนต่อไหน ก็มีแต่ผู้ชายมองเธอเป็นตาเดียว

แล้วนับประสาอะไรกับตอนนี้ ทั้งสวยทั้งโสด ใครบ้างจะไม่สนใจ

ฟากคนเป็นแม่ยิ้มเยาะ เห็นท่าทีโกรธขึ้งของลูกชายแล้วอยากตะโกนใส่หน้าว่าสมน้ำหน้า มีเพชรในมือแล้วดันปล่อยให้หลุดลอยไป ไม่ใช่แค่เสียแค่เมียไปเสียด้วยยังมีลูกสาวของตัวเองอีกคน

“แล้วรุจน์ได้ติดต่อน้องบ้างไหมล่ะ แต่ว่าน้องเปลี่ยนเบอร์ใหม่แล้วนะ เห็นบอกว่าอยากลืมอะไรเก่า ๆแล้วไปเริ่มต้นใหม่ แม่ก็เข้าใจหนูพราวนะ ถ้าเป็นแม่อะไรที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดี แม่ก็คงอยากลืมมันไปให้หมด คงไม่เก็บเอาไว้ให้รกสมอง” ถึงจะรู้ว่าที่พูดออกไปแต่ละคำ มันจะจี้ใจดำลูกชาย แต่รจเรศก็ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รุจน์ต้องได้รับบทเรียนเสียบ้าง การทำอะไรโดยที่ไม่คิดไตร่ตรองให้ดี

ผลเสียมันต้องมีมากกว่าผลดีเสมอ

“แม่ขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะ นั่งนานแล้วรู้สึกเมื่อยหลัง”

รุจน์ไม่เอ่ยคำใดนอกจากพ่นลมหายใจหงุดหงิดออกมาเพื่อระบายความรู้สึกขุ่นเคืองที่ติดอยู่ในใจ เขาไม่ได้โกรธที่แม่พูด แต่เขาโกรธตัวเองที่ตัดสินใจหย่ากับ พราวพนิตจนทำให้ไอ้ผู้ชายพวกนั้นมีโอกาสได้เข้ามาใกล้ชิดกับหญิงสาวได้

โกรธจนแทบอยากพุ่งตัวไปเจอหน้าพราวพนิตในเวลานี้ ไปแสดงตัวว่าเธอเป็นของเขา

เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel