บทที่ 10 หน้าที่แม่ 1
พราวพนิตมองข้าวของของลูกที่ใช้สำหรับเตรียมตัวไปผ่าคลอดด้วยหัวใจที่อิ่มไปด้วยความรัก พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่เธอจะได้สัมผัสความรักที่แท้จริง ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ความรักที่ไม่ต้องทำให้เสียน้ำตาและไม่ทำให้เจ็บปวดหัวใจ
ว่าทีคุณแม่ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่เช้าตรู่และตรวจเช็กความเรียบร้อยของข้าวของอีกครั้งก่อนที่จะไปนอนค้างที่โรงพยาบาลเพื่อเตรียมตัวผ่าตัดคลอดในวันพรุ่งนี้ เดิมทีพราวพนิตตั้งใจที่จะนั่งแท็กซี่ไปเอง แต่รจเรศก็ไม่ยอม แถมยังสั่งเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมารับและจะคอยดูแลเธอกับลูกสาวด้วยตัวของท่านเอง
“พร้อมไหมจ๊ะหนูพราว”
เสียงเอ่ยถามดังขึ้นมาพร้อมกับที่ประตูห้องของเธอถูกเปิดเข้ามาด้วยใบหน้าคลี่ยิ้มของว่าที่คุณย่า พราวพนิตเหลียวหน้าไปมองแล้วพยักหน้าน้อย ๆ
“ค่ะ คุณป้า”
“หนูลงไปรอที่รถได้เลยจ้ะ เดี๋ยวป้าให้คนมาช่วยขนของลงไปเอง”
ว่าที่คุณแม่เดินไปหยิบกระเป๋าใบโปรดพร้อมกับแฟ้มเอกสารของเธอแล้วเดินออกจากห้องนอนไปพร้อมกับ รจเรศที่คอยประคองอยู่ไม่ห่าง
“เราจะได้เจอกันแล้วนะหลานย่า” ฝ่ามือเหี่ยวย่นลูบที่หน้าท้องของอดีตลูกสะใภ้แล้วช้อนตาขึ้นมามองใบหน้าสวยหวานที่มีความกังวลฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่สวย
“ไม่ต้องนะจ๊ะหนูพราว ป้าจะอยู่กับหนู จะจับมือหนูไว้ไม่ห่าง” แม้ว่ารุจน์ไม่มีโอกาสได้ทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในฐานะของคนที่เป็นพ่อ แต่รจเรศในฐานะย่าก็จะขอทำหน้าที่นี้แทน
และจะทำให้ดีไม่ให้มีขาดตกบกพร่อง
“ขอบคุณค่ะคุณป้า”
“ป้าโทรบอกป้าสาให้แล้วนะ ป้าสาจะไปรอที่โรงพยาบาลเลย” นอกจากตัวของเธอจะตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าหลานสาวตัวน้อย ๆแล้ว คิดว่าเพื่อนสนิทก็คงตื่นเต้นไม่เบา “หนูพราวไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้นนะลูก ป้าคุยกับป้าสาเรียบร้อยแล้ว”
รจเรศรู้มาตลอดว่าหลานสาวของเพื่อนสนิท เป็นเด็กดี อยู่ในโอวาทของผู้เป็นป้า นอกจากจะเชื่อฟังที่สาวิตรีสั่งสอนแล้ว พราวพนิตยังยินดีที่จะทำตามคำสั่งของผู้เป็นป้าในทุก ๆเรื่องอีกด้วย ทั้งหมดทั้งมวลอาจเป็นเพราะว่าอดีตลูกสะใภ้รักและเคารพสาวิตรีเหมือนกับเป็นแม่อีกคนของเธอ พ่อกับแม่ของพราวพนิตเสียไปด้วยอุบัติเหตุตั้งแต่หญิงสาวยังเป็นเด็กแบเบาะเสียด้วยซ้ำ ภาระและหน้าที่ในการเลี้ยงดูหลานสาวก็เลยต้องตกมาที่สาวิตรีเพียงคนเดียว
ตัวของรจเรศเองก็เป็นอีกคนที่ได้มีโอกาสได้ช่วยสาวิตรีเลี้ยงพราวพนิต เธอเห็นอดีตลูกสะใภ้มาแต่อ้อนแต่ออก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกรักและผูกพัน
“ป้าสาเสียใจไหมคะ ที่รู้ว่าหนูหย่ากับพี่รุจน์”
พราวพนิตเอ่ยถามด้วยความกังวล ผ่านมาเจ็ดเดือนแล้วที่เลิกรากับพ่อของลูก แต่ทว่าก็ยังไม่กล้าแบกหน้าไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้เป็นป้าฟัง เธอกลัว กลัวว่าการหย่าระหว่างเธอกับรุจน์อาจจะทำให้สาวิตรีรู้สึกผิดหวังและเสียใจได้
“ป้าของหนูเสียใจมาก”
คนฟังหน้าม่อย ก้มหน้าลงอย่างรู้สึกผิด เธอไม่ได้อยากหย่ากับรุจน์ ไม่เคยมีความคิดเรื่องหย่าอยู่ในหัว
“ป้าสาเสียใจที่ให้หนูแต่งงานกับลูกชายป้า ไม่ได้เสียใจที่รู้ว่าหนูหย่า เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นความผิดของป้ากับป้าสา ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ป้ากับป้าสาจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด”
“ถ้าย้อนเวลากลับไปได้พราวก็ยังยืนยันว่าจะแต่งกับพี่รุจน์ค่ะ อย่างน้อยสองปีที่ผ่านมาพี่รุจน์ก็ทำให้พราวมีความสุข และยังทำให้พราวได้มีโอกาสได้เป็นแม่คน ถึงแม้ว่าลูกของพราวจะเกิดมาโดยที่พ่อกับแม่แยกทางกันแล้วก็ตาม คุณป้าอย่าโทษตัวเองอีกเลยนะคะ ถ้าวันนั้นคุณป้ากับป้าสาไม่ให้พราวแต่งงานกับพี่รุจน์ วันนี้หลานสาวของคุณป้าก็คงไม่มีโอกาสได้เกิด”
เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น เธอไม่ผิดที่แอบรักอดีตสามีฝ่ายเดียว ส่วนรุจน์ก็ไม่ผิดที่ไม่สามารถรักอดีตเมียแต่งอย่างเธอได้ บางทีถ้าเขาไม่มีคนรักมาก่อนที่จะมาเจอกับเธอ พ่อของลูกอาจจะรักเธอก็ได้
เป็นเช้าของวันใหม่ที่ชีวิตของพราวพนิตจะเปลี่ยนไปตลอดกาล ลูกสาวตัวน้อยที่เฝ้าทะนุถนอม ฟูมฟักอยู่ในครรภ์เป็นเวลานานถึงเก้าเดือน มาตอนนี้ข้างกายที่เคยว่างเปล่า กำลังจะมีเด็กน้อยตาดำ ๆเข้ามาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายและเยียวยาหัวใจที่บอบช้ำของผู้เป็นแม่ให้กลับมาสดใสและร่าเริงได้เหมือนดังวันวาน
คุณแม่ลูกอ่อนน้ำตาคลอ ลูกสาวของเธอหน้าตาละม้ายคล้ายผู้เป็นพ่อไม่มีผิดเพี้ยน ใบหน้ากลมกลึง คิ้วเรียงเส้นหนาดกดำ จมูกเล็กโด่งรับริมฝีปากเล็กจิ้มลิ้มสีชมพูระเรื่อ ตาดวงเล็กปิดสนิท แต่ปากเล็ก ๆ อ้าออกพร้อมกับส่งเสียงร้องอ้อแอ้เพราะหิวนม
ช่างน่ารักและไร้เดียงสาเหลือเกินลูกเอ๋ย
“น้องพิพิม เด็กหญิงพิพิมพราว”
