เสาหลักก็มีน้ำตา
“อะไรนะคะ?”
“ที่ร้านของดรับขนมไปก่อนนะน้องจ้อย...”
เสียงเศร้าๆ ดังมาจากปลายสาย แต่คนรับสายเริ่มเศร้ากว่าตอนนี้ เสน่ห์จันทร์ถึงกับอึ้ง รายได้หลักของครอบครัวเชียวนะ ครอบครัวใหญ่แปดคน แปดปากท้อง...ยิ่งหนักตรงตอนนี้มีเจ้าจิ๋วเข้ามาอีก การดูแลเด็กอ่อนค่าใช้จ่ายมากโข การดูแลเจ้าตัวเล็กมาได้หนึ่งเดือนเต็มๆ พบว่า...มันยิ่งทำให้บ่าของเสน่ห์จันทร์ที่หนักอยู่แล้วเกือบจะหักแล้วตอนนี้ เงินที่เคยมีสะสมเก็บไว้เริ่มร่อยหรอลงเพราะเจ้าตัวเล็ก ล่าสุดน้องก็ป่วยเข้าโรงพยาบาลทำให้เรี่ยวแรงหลักอีกแรงอย่างดาราทองต้องรับหน้าที่ดูแลน้องผลัดเปลี่ยนกับน้องเล็กอย่างเรไร จะได้ปลอดภัยมากกว่า เพราะถึงจะทำหน้าที่ได้ แต่ความเป็นเด็กบางอย่างยังเลินเล่อไม่ระวังเท่าไหร่นัก เลยทำให้น้องป่วย ก็เพิ่งจะหกขวบทำได้ขนาดนี้ก็ดีแล้ว น้องป่วยหนนี้เสน่ห์จันทร์ไม่ได้โทษน้อง โทษไปก็ไม่ได้อะไร คิดหาทางแก้ไขปรับปรุงคือดีที่สุด
แม่ของเธอไปแล้วไปลับอย่างที่คาดการไว้จริงๆ กำนันแก้วนั้นพอรู้ว่า นางอำภามาติดหนี้โดยใช้ข้ออ้างคือบ้านของพวกเธอไปค้ำ ก็ไปตามถึงวัดแบบไม่เกรงใจเจ้าอาวาส โฉนดที่ดินบ้านหลังนี้จึงต้องไปตกอยู่ในมือของกำนันแก้ว ท่านไกล่เกลี่ยให้ก่อนคือภายในเวลาหนึ่งปีต้องเริ่มชำระต้นและดอกถ้าจ่ายไม่ได้ก็คงจะต้องยกให้กับเขา ส่วนดอกให้กำนันแก้วคิดแค่ตามกฎหมาย ห้ามคิดเกินกว่านั้น ที่ยอมเพราะกำนันแก้วขู่จะลากแม่ของเธอมาจับเข้าคุก แล้วก็เสน่ห์จันทร์ก็จะโดนด้วยอีกคนข้อหาสมรู้ร่วมคิด
ภาระมากมายตอนนี้ แถมมาเรื่องร้านเจ้าประจำมาของดอีก มันทำให้เสน่ห์จันทร์เครียด
“มีอะไรหรือเปล่าคะ ของหนูไม่ดีหรือเปล่าคะพี่แอ้ม”
“เปล่าหรอกจ้ะ พ่อพี่น่ะสิ ไปโดนแก๊งสแกรมเมอร์หลอก เงินร้านหมดเลยตอนนี้ น้องจ้อย...พี่ยังทำอะไรไม่ถูกเลยตอนนี้...ร้านนี่พ่อก็เอาไปขายให้พวกมัน ความมาแตกเมื่อวันก่อนว่าโดนหลอกแน่ๆ มีหนี้อีกรุงรัง พ่อพี่ช็อคเข้าโรงพยาบาลอยู่ตอนนี้ พี่เลยบอกงดก่อน ถ้าสถานการณ์ปรกติแล้วเราค่อยว่ากันนะน้องจ้อย”
“ค่ะ...โอย...มีอะไรให้หนูช่วยได้บ้างไหมพี่แอ้ม อยู่โรงพยาบาลไหนคะตอนนี้ หนูจะได้ไปแวะเยี่ยมคุณลุง”
“เฮ้อ...พี่งงไปหมดแล้ว สับสนไปหมด ตอนนี้ให้พี่ชายไปแจ้งความ ดำเนินคดีอยู่ แต่...คงไม่ได้อะไรคืนมาแน่ล่ะ พ่อก็...อาการยังทรงๆ หมอยังห้ามเยี่ยม พี่รีบโทรมาบอกก่อน กลัวพวกน้องจ้อยจะทำขนมเตรียมส่ง...พี่ไม่มีปัญญาจ่าย”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
เสน่ห์จันทร์มองดูบรรดาวัตถุดิบที่ซื้อมาเป็นทุนด้วยสายตาเครียดๆ อย่างน้อยก็ยังไม่ได้ลงมือทำ บางอย่างเก็บไว้ได้ไม่เน่าเสีย
วางสายแล้วเสน่ห์จันทร์ถึงกับนั่งแปะลงกับพื้นอย่างหมดแรง
เธอมองซ้ายขวา วันนี้น้องๆ ไปเรียนเจ้าจิ๋วตัวน้อยหลับอุตุบนเปลที่ยกเคลื่อนที่ได้ และไกวโยกเองได้ จากฝีมือการประดิษฐ์จากน้องชายของเธอ
เสน่ห์จันทร์นั่งคุกเข่า กอดเข่าตัวเองแล้วปล่อยโฮออกมา เธอมีเวลาแค่ตอนนี้ เศร้า ทุกข์ อยากร้องไห้ก็ต้องร้องตอนที่ไม่มีใครอยู่ ถ้าน้องๆ อยู่ เธอจะร้องไห้ไม่ได้ เสาหลักของบ้านจะอ่อนแอไม่ได้
เธอจะทำอย่างไรดีนะ กำไรค่าขนมที่ส่งให้ร้านต่อวันอยู่ที่หนึ่งพันบาท...มันจะต้องหดหายไป วันนี้ไม่มีใครมาสั่งขนมมงคล มีอีกทีคือวันศุกร์หน้า เธอจะเอาเงินมาจากไหน? ได้แต่ถามตัวเองซ้ำๆ คิดวกไปวนมา
ยายจ๋าหนูจะทำยังไงดี หนูจะพาน้องๆ ไปรอดไหม? หนูไม่อยากให้น้องๆ ไปอยู่สถานสงเคราะห์
เธอมีเวลาจิตตกฟูมฟายไม่มากนัก สาวน้อยปาดน้ำตาแล้วเม้มปากแน่น ก่อนจะคว้าเอากระเป๋าคาดเอวใบเก่ง และขับรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง ออกตระเวนหาที่ขายขนม
“เต็มหมดแล้วละอีหนู มีขายขนมแบบนี้อยู่สามเจ้า”
“เอ่อ ถ้าว่างยังไง ลุงติดต่อกลับหนูหน่อยนะ”
เธอจำต้องยิ้มส่งให้กับเจ้าของตลาด ที่มองหน้าเธออยู่ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
“อยากจะขายอย่างอื่นไหมล่ะ อยากมีร้านขายสบายๆ หน้าตลาดไหม? พี่ช่วยได้นะจ๊ะ พี่ยังไม่มีเมีย”
สายตานั้น คำพูดแบบนั้นอีก เล่นเอาเสน่ห์จันทร์ถึงกับทำตาแข็งใส่ แต่ปากยังยิ้ม บอกเลี่ยงปัดไปเสีย แล้วเปลี่ยนใจไม่ให้เบอร์ตัวเองกับตาลุงเจ้าของตลาด เปลี่ยนเป็นเบอร์ท่านเจ้าอาวาสแทนไปซะ ขอโทษนะคะหลวงพ่อ หนูจำเป็น...
เธอไปมาสามตลาดแล้วแถวละแวกบ้าน ทุกตลาดมีเจ้าที่เจ้าทางของเขาอยู่แล้ว เสน่ห์จันทร์คิดว่าเย็นนี้จะกลับบ้านก่อน ค่อยลุยกันอีกทีพรุ่งนี้
“วันนี้เราไม่ทำขนมเหรอพี่จ้อย”
คำถามจากดาวล้อมเดือนทำให้เธอสะอึกเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มส่งให้
“พักกันบ้าง ทำกันไม่หยุดมือเลย ไม่ดีเหรอ? เดือน”
“ไม่ดีหรอก พักก็แปลว่าไม่มีงาน เราไม่มีงานเหรอพี่จ้อย เพราะไม่ได้ทำขนมมาสามวันแล้ว”
ถึงน้องจะยังเด็กแต่ก็รู้เรื่องเงินๆ ทองๆ เศรษฐกิจของที่บ้านดี เด็กบ้านนี้ความคิดโตเกินตัวทุกคน เนื่องจากการเป็นอยู่มันบีบคั้นให้จำต้องโตเกินวัย แทบไม่ได้ใช้ชีวิตเป็นเด็กเหมือนคนอื่นเลย
“ก็...”
เสน่ห์จันทร์เม้มปาก ดวงตาของเธอไหวระริก มีความอ่อนแออยู่ในนั้นแต่ไม่อยากแสดงให้น้องเห็น
“พี่จ้อย...หนูไปรับออเดอร์ขายขนมมาให้พี่ งานกีฬาสีวันมะรืน ครูน้อยสั่งออเดอร์มา”
เสียงของน้องชายทองนพคุณดังขึ้น เห็นพี่สาวมีสีหน้าแปลกๆ คุยกับน้องสาวอยู่ก็ขมวดคิ้วน้อยๆ
“พี่จ้อยเป็นอะไร?”
“บ้านเราไม่มีงานพี่เมฆ”
ดาวล้อมเดือนมองสบตากับทองนพคุณ แล้วพยักหน้าให้กัน...เป็นเชิงภาษากายว่า คิดไว้แล้วเชียว
“ไม่ใช่ ไม่มีงาน เอ่อ...วันศุกร์ไง มีงานอยู่ พวกเราจะต้องหัวปั่นแน่ๆ เขาสั่งขนมอย่างละสิบกิโล งานใหญ่เลย”
เกือบจะร้องไห้แล้ว แต่กลั้นไว้ก่อน น้องทั้งสองถอนใจ แล้วเดินมากอดพี่สาวขนาบซ้ายขวา
“เราช่วยกันนะพี่จ้อย”
เสียงแตกหนุ่มของเด็กชายวัยสิบสอง ที่เธอเพิ่งมีเวลาสังเกตว่าน้องเสียงเปลี่ยนแล้วดังขึ้นปลอบโยน
“พวกหนูจะประหยัด แล้วก็ช่วยหางานด้วย”
“อือ”
น้ำตาปริ่มแล้วตอนนี้ เสน่ห์จันทร์ยังฮึบไว้ ไม่ให้น้ำตาแตก เสาหลักของบ้านไม่ควรมีน้ำตา ไม่ควรอ่อนแอ
“พี่จ้อย หนูอยากจะขอไปรับงานติว พี่จ้อยอนุญาตหนูไหม? อ้าว...พี่เมฆ เดือนอยู่กันตรงนี้เหรอ นึกว่าไปส่งขนมกัน”
เสียงของดาราทองดังขึ้น เห็นภาพพี่สาวกับพี่ชายและฝาแฝดกอดกันก็มองพวกเขาอย่างงงๆ
“ทำไมถึงจะไปรับงานติว ไม่อ่านหนังสือเหรอ”
โอเค เสน่ห์จันทร์ เธอจะต้องฮึบไว้...
“ไม่มีปัญหาหรอกเรื่องสอบเข้าเรียนต่อ หนูมีทุนรอแล้ว หนูรับงานติวให้กับรุ่นน้อง เขาให้ชั่วโมงละสองร้อย จ่ายเงินสดเลย หนูเลยมาขอพี่จ้อยไปทำ เพราะอาจจะต้องกลับบ้านมืดหน่อย จะเอาเงินตรงนี้มาช่วยค่านมเจ้าจิ๋ว”
จนได้...
เสน่ห์จันทร์ปล่อยโฮในที่สุด ดาราทองถึงกับหน้าตื่น วิ่งมากอดปลอบพี่สาว ตอนนี้เสาหลักของบ้านน้ำตาแตก นั่งร้องไห้โดยมีน้องๆ อีกสามคนปลอบโยน ดีที่อีกสองหนุ่มไม่อยู่บ้าน เรไรพาน้องไปเดินเล่น รับลมยามเย็น ไม่อย่างนั้นมันจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ เพราะพี่คนโตของบ้านไม่เคยแสดงความอ่อนแอแบบนี้ต่อหน้าพวกเธอมาก่อน มีร้องไห้หนเดียวก็ตอนงานศพยาย
น้องๆ รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ในบ้านเริ่มลำบาก เสน่ห์จันทร์กลับมาปาดน้ำตา และตกลงใจเรียกประชุมพี่น้อง ให้น้องๆ รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มันได้ผลดีมากกว่าผลเสีย เพราะทุกคนต่างวางแผนกันช่วยคนละไม้ละมือ ให้ครอบครัว รอด
ครอบครัวถ้าแข็งแกร่ง...จะอย่างไรก็ต้องไปต่อได้
“อ่อนแอบ้างก็ได้นะพี่”
เสียงของทองเอก น้องชายที่อายุรองจากเธอเอ่ยปลอบ เขาตบไหล่พี่สาวสุดแกร่งเบาๆ แล้วยิ้มให้
“ไม่อยากอ่อนแอไง พี่ไม่ชินกับการอ่อนแอ”
เสน่ห์จันทร์หัวเราะได้ในที่สุด ตอนนี้หลังจากการประชุมพี่น้อง น้องๆ แยกย้ายกันไปทำภารกิจประจำวันของตน ไม่มีใครมีห้องส่วนตัว พวกเขานอนด้วยกันในห้องโถงของบ้าน มีที่นอนประจำตัวของใครมัน ถึงเวลานอนก็เอามาปูนอน เวลาตื่นก็เก็บเข้าที่ ใกล้จะสอบแล้วดาราทองเลยติวหนังสือให้กับน้องๆ พวกเธอกำหนดนอนสี่ทุ่มปิดไฟ ตอนนี้เพิ่งจะทุ่มครึ่ง เธอกับน้องชายแยกมานั่งคุยกันตรงส่วนของห้องครัว
“เรามีปัญหาเราก็ช่วยกันแก้พี่จ้อย พี่จ้อยมีพวกผมอยู่ข้างๆ นะ”
“ขอบใจมากนะนก”
รอยยิ้มจากพี่สาว ทำให้ทองเอกยิ้มกว้าง เขาทำท่าเบ่งกล้ามให้กับพี่สาวได้ดู
“ผมน่ะเป็นผู้ชายและอายุอ่อนกว่าพี่แค่สองปี เห็นไหม ผมแข็งแกร่ง ดูสิๆ กล้ามมีแล้วนะพี่จ้อย พี่อย่าแบกไว้เยอะ มาแบ่งให้ผมแบกบ้าง”
“ย่ะ พ่อกล้ามใหญ่ ต่อไปพี่จะโยนให้แกแบกให้หักเลย”
“ยินดีเสมอครับ หึๆ จริงๆ แล้วผมไม่ต้องเรียนต่อก็ได้นะพี่จ้อย รับงานกับอาสิทธิ์ทำงานหาเงินก่อน ค่อยไปเรียนอีกทีก็ได้ ผมไม่ได้ซีเรียสอะไรเรื่องวุฒิ เก็บไว้ส่งหมอกดีกว่า หมอกหัวดีกว่าผม ต่อยอดได้มากกว่า”
“แต่แกควรได้เรียนนะ พี่จะไม่สบายใจถ้าเกิดว่านกไม่เรียน”
เสน่ห์จันทร์ทำเสียงดุๆ เธอนั้นจบแค่มอสาม ใจอยากเรียนต่อแต่ก็มองความเป็นจริงแล้วไม่น่าเป็นไปได้ แต่พอมารุ่นน้องๆ เธออยากให้น้องๆ เรียนให้ได้สูงที่สุด การเรียนเป็นสิ่งสำคัญมากในความคิดของเสน่ห์จันทร์
“พี่ไม่ได้เรียนผมก็ไม่สบายใจเหมือนกันนั่นแหละ”
น้องพูดแบบนั้น เล่นเอาเธออึ้ง ก่อนจะย่นจมูกน้อยๆ พลางส่ายหน้า
“พี่หัวไม่ดี พี่โง่ พวกแกควรได้เรียน ไว้ถึงที่สุดก่อนค่อยว่ากันที่จะไม่ขอเรียนน่ะ พรุ่งนี้พี่จะไปหาตลาดลง มันจะต้องมีสักที่แหละ”
“พี่จ้อยไม่โง่ เอาตรงไหนมาโง่”
น้องชายแย้ง เสน่ห์จันทร์เลยค้อนให้
“เป็นอันว่าเอาไว้ก่อนเรื่องจะไม่ขอเรียนต่อน่ะ พี่ขอลองหาทางดูก่อน ขนมเราอร่อย มีชื่อเสียงอยู่บ้าง เดี๋ยวก็หาที่ขายได้”
“คุยกับพี่แล้วเหนื่อย พี่จ้อยดื้อ”
ทองเอกบ่น พี่สาวเลยหัวเราะแล้วเอื้อมมือหยิกจมูกเขาอย่างหยอกๆ
“ว่าพี่เรอะ บาปนะ”
“ผมจะช่วยหาตลาดด้วย เคยไปแวะหาเพื่อน ในซอย 54 มีตลาดอยู่พี่จ้อยเพิ่งเปิดใหม่สองปีก่อน แต่มันอยู่ลึกหน่อย แรกๆ คนเดินเยอะ หลังๆ มาคนน้อย เราไปขายไม่รู้จะขายได้หรือเปล่า”
“ไม่ลองไม่รู้ หาที่ลงให้ได้ก่อน อย่างอื่นพี่ว่าพี่จัดการได้”
เธอขยิบตาให้กับน้องชาย ทองเอกชวนพี่สาวคุยสักพัก ก็ไปสมทบกับน้องๆ เด็กๆ เริ่มปูที่นอนเตรียมนอน น้องเล็กของบ้านอย่างเจ้าจิ๋วและเรไรหลับปุ๋ยไปแล้ว เรไรนอนกอดน้อง ไว้ใจได้ว่าไม่ทับน้องเพราะเจ้าตัวไม่ใช่คนนอนดิ้น เรไรรักน้องมาก บางหนถึงกับบอกว่าน้องเหมือนลูก ทำเอาพี่ๆ ถึงกับขำ
น้องๆ ทยอยเข้านอน ยายลำเภาสอนให้หลานๆ สวดมนต์ก่อนนอน และทุกคนก็ทำตามกันโดยอัตโนมัติเหมือนตอนที่ยายอยู่ คือปิดไฟ นั่งพนมมือสวดมนต์พร้อมกันและเอนตัวลงนอนไล่ๆ กัน เป็นกิจวัตรที่ทำทุกวันจนติดเป็นนิสัย
เสน่ห์จันทร์นั่งมองน้องๆ จนทุกคนนอนครบแล้ว เธอยิ้มในความมืด น้ำตาไหลคลออีกหน เชื่อมั่นในพลังของครอบครัว ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
