บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 แดนสนธยาของเหล่าบุรุษ

เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยบรรยากาศอันแสนสงบ แสงอาทิตย์อ่อนๆ ค่อยๆ สาดทอผ่านช่องว่างของม่านกระโจมเข้ามาเบื้องใน จ้าวหานเฟิง ค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ความทรงจำสุดท้ายอันเลือนรางคือสมรภูมิที่นองเลือดและความเหนื่อยล้าที่เกินขีดจำกัด ทว่าในยามนี้เขากลับรู้สึกว่าร่างกายเบาหวิวราวกับปุยเมฆ เรี่ยวแรงที่เคยมีดูเหมือนจะถูกรีดเค้นออกไปจนหมดสิ้น อาจเพราะการดิ้นรนเอาชีวิตรอดอย่างสุดกำลัง... หรืออาจเป็นเพราะผลพวงจากเหตุการณ์เร่าร้อนลึกลับที่เขาเข้าใจว่าเป็นเพียงความฝันเมื่อคืน

"ทหารหนุ่ม... เจ้าตื่นแล้วหรือ"

น้ำเสียงทุ้มต่ำที่ฟังดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาดังขึ้นทำลายความเงียบ ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาคือบุรุษวัยกลางคนที่มีร่างกายสูงใหญ่กำยำ แม้เส้นผมจะเริ่มมีสีดอกเลาตามวัย 57 ปี แต่สง่าราศีและกลิ่นอายแห่งอำนาจยังคงเข้มข้นดุจราชสีห์หนุ่ม เขาคือ แม่ทัพเซียวหลงเหยียน ผู้เป็นตำนานนั่นเอง

"ท่านแม่ทัพ!"

จ้าวหานเฟิงอุทานด้วยความตกใจที่ได้พบกับจอมทัพในดวงใจอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ด้วยสัญชาตญาณทหาร เขาฝืนสังขารพยายามจะลุกขึ้นยืนเพื่อทำการคารวะตามธรรมเนียม ทว่าทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น ขาทั้งสองข้างกลับอ่อนแรงจนหน้ามืดคล้ายโลกกำลังหมุนคว้าง ร่างของเขาซวนเซกำลังจะล้มลง

พริบตานั้น เซียวหลงเหยียนขยับกายทะยานเข้าประคองร่างของนายกองหนุ่มไว้ในอ้อมแขนได้อย่างทันท่วงที กลิ่นอายบุรุษเพศอันดุดันโชยเข้ากระทบนาสิกของจ้าวหานเฟิงอีกครั้ง... เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยอย่างประหลาดจนหัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ

"ระวังหน่อยสิ... เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ อย่าได้ฝืนตนเองนักเลย"

จอมทัพเอ่ยพลางสบตากับนายกองหนุ่มนิ่งนาน แววตาที่เคยแข็งกร้าวยามคุมทัพบัดนี้กลับวาววับด้วยความหมายที่ยากจะอ่านออก เขาค่อยๆ คลายอ้อมกอดและปล่อยร่างของจ้าวหานเฟิงออกอย่างช้าๆ ก่อนจะเชิญให้นายกองหนุ่มนั่งลงเพื่อร่วมจิบชาด้วยกัน

"ท่านแม่ทัพ... ตัวข้านั้นเข้ามาอยู่ภายในกระโจมพักของท่านได้อย่างไรกัน" จ้าวหานเฟิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยระคนเกรงใจ สายตาที่ยังคงมีความอ่อนล้าฉายชัดจับจ้องไปที่บุรุษสูงวัยกว่า

แม่ทัพเซียวหลงเหยียนเพียงแค่ยกยิ้มบางเบาที่มุมปาก แววตาคมลึกดูสงบนิ่งดุจหุบเหวที่ยากจะหยั่งถึงก่อนเอ่ยตอบ    "ข้าเพียงแค่รู้สึกผิดที่ทำให้เจ้าต้องมาเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนี้ อีกทั้งความกล้าหาญที่เจ้าแสดงออกมาในสมรภูมิหุบเขาอับโชคนั้น... ช่างน่าประทับใจยิ่งนัก"

จ้าวหานเฟิงจ้องมองจอมทัพด้วยความซาบซึ้งใจจนเปี่ยมล้น เขาคิดไม่ถึงเลยว่าวีรบุรุษที่เป็นดั่งเสาหลักของบ้านเมืองจะลดตัวลงมาใส่ใจนายกองระดับล่างเช่นเขาถึงเพียงนี้ ในใจนึกไปถึงใบหน้าของไป๋เหม่ยหลานและทายาทในครรภ์ที่เกือบจะไม่ได้พบหน้ากันอีกแล้ว "ขอบพระคุณท่านแม่ทัพที่เมตตา... ตัวข้าผู้ต่ำต้อยมิรู้เลยว่าจะหาทางตอบแทนบุญคุณท่านได้อย่างไร"

"เจ้ามิต้องคิดถึงเรื่องการตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น" เซียวหลงเหยียนเอ่ยตัดบทพลางรินน้ำชาด้วยท่าทีสุขุม "เจ้าเป็นคนของข้า ข้าดูแลเจ้าก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องสมควรแล้ว"

แม้ถ้อยคำที่กล่าวออกมาจะดูเปี่ยมด้วยคุณธรรมและความโอบอ้อมอารีเพียงใด ทว่าภายใต้รอยยิ้มที่ใจดีนั้นมีเพียงจอมทัพผู้นี้ที่รู้ดีที่สุด... ว่า ของตอบแทนที่เขากระหายนั้น เขาได้เก็บเกี่ยวมาจนครบถ้วนแล้วในค่ำคืนที่ผ่านมา ทั้งรสสัมผัสอันแกร่งกร้าวและหยาดธารสีขาวขุ่นที่ถูกรีดเร้นออกมา

"ตลอดทั้งคืน... ข้าได้ยินเจ้าละเมอถึงชื่อสตรีนางหนึ่ง ไม่ทราบว่านางเป็นใครกันหรือ?" ท่านแม่ทัพเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับผู้ใหญ่ที่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบด้วยความห่วงใย

"นางคือไป๋เหม่ยหลาน สตรีคู่ชีวิตของข้าขอรับ... บัดนี้นางกำลังตั้งครรภ์ทายาทของเราอยู่" จ้าวหานเฟิงตอบด้วยแววตาที่เป็นประกายอ่อนละมุนเมื่อเอ่ยถึงหญิงคนรัก

ท่านแม่ทัพพยักหน้าช้าๆ รับฟังด้วยท่าทีเข้าใจในเหตุและผล "การที่เจ้าตอบรับคำเชิญของข้า ยอมละทิ้งลูกและเมียมาสู่สมรภูมิที่อันตรายเช่นนี้ เห็นทีเจ้าคงจะทำทุกอย่างเพื่อพวกนางสินะ"

จ้าวหานเฟิงมิได้คิดที่จะปิดบังความจริงใจที่มี "ขอรับ... เป็นดังที่ท่านว่า ข้าต้องการสร้างเกียรติยศเพื่อให้นางและลูกได้ภาคภูมิใจที่มีข้าเป็นหัวหน้าครอบครัว"

"สมกับเป็นชายชาตรีที่ยินดีเสียสละเพื่อคนที่รักยิ่ง..." แม่ทัพเซียวหลงเหยียนเอ่ยชมพลางเลื่อนมือขึ้นวางบนบ่าแกร่ง ก่อนจะทำทีเป็นเอ็นดูด้วยการลูบไล้ผ่านแผงอกที่ซ่อนอยู่ใต้สาบเสื้ออย่างแนบเนียน "หากเจ้าสร้างผลงานได้โดดเด่นในศึกนี้ ข้าสัญญาว่าข้าจะเป็นผู้สนับสนุนเจ้าให้ก้าวสู่จุดสูงสุดเอง"

ในขณะที่จ้าวหานเฟิงมัวแต่ซาบซึ้งในคำมั่นสัญญา มือหนาของจอมทัพกลับค่อยๆ เลื่อนต่ำลงมาวางที่ท่อนขาแข็งแรง สัมผัสที่เนียนละเอียดเริ่มเปลี่ยนเป็นการลูบไล้ไปมาอย่างจงใจ กลิ่นอายแห่งความเมตตาเริ่มจางหายไป แทนที่ด้วยบรรยากาศแห่งการคุกคามที่แสนเย้ายวนและอันตราย ซึ่งนายกองหนุ่มผู้ใสซื่อกลับยังแยกไม่ออกระหว่างความเอ็นดูและ ความปรารถนา ที่กำลังก่อตัวขึ้นอีกครั้งภายในกระโจมหลังนี้

ในขณะที่บทสนทนากำลังดำเนินไป ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมภูเขาที่พัดพาสลับกับเสียงกระพือของผืนผ้าใบ จ้าวหานเฟิงกลับได้ยินเสียงบางอย่างที่แทรกซึมมากับอากาศ เป็นเสียงกระเส่าพร่าระคนเสียงเนื้อกระทบกันที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ "อื๊อ... อื๊อ... อ๊า..." เสียงร้องที่ดูเปี่ยมไปด้วยความทุกข์ระทมทว่าซ่อนความหฤหรรษ์ไว้ ทำให้เขาต้องหยุดชะงักและพยายามตั้งใจฟังจนแน่ใจ

"ท่านแม่ทัพ... นี่มันคือเสียงอันใดกันหรือขอรับ เหตุใดมันจึงฟังดูน่าประหลาดนัก" นายกองหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสับสน

เซียวหลงเหยียนหาได้ตอบคำถามในทันที เขาเพียงกระตุกยิ้มลึกที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วกุมมือนายกองหนุ่มไว้อย่างถือวิสาสะ "มาเถิด... ข้าจะพาเจ้าไปยลแดนสนธยาของเหล่าบุรุษผู้เสียสละ ผู้ที่มิได้กลับบ้านมาเนิ่นนานเพื่อพิทักษ์แผ่นดินให้ราษฎรได้หลับฝันดี ข้าจะแสดงให้เห็นว่าบัดนี้ พวกเขาปลดปล่อยความอัดอั้นเยี่ยงไร"

ทันทีที่ม่านกระโจมถูกตลบเปิดออก จ้าวหานเฟิงถึงกับผงะถอยหลัง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า ทหารนับสิบคู่กำลังพัวพันรัดรึงกันเองอย่างเร่าร้อนและหิวกระหาย บ้างซบหน้าลงกับแผงอก บ้างบดเบียดนัวเนียกันโดยไม่อายดินฟ้า ราวกับว่าค่ายทหารแห่งนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นแดนกามารมณ์ที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ศีลธรรม และความเอียงอายใดๆ

"ท่านแม่ทัพ! นี่มัน... เรื่องวิปริตอันใดกัน!" จ้าวหานเฟิงละล่ำละลักถามด้วยความตกใจถึงขีดสุด

ในวินาทีนัน เหล่าทหารที่กำลังตกอยู่ในห้วงตัณหาต่างพร้อมใจกันปรายสายตามายังนายกองหนุ่มผู้มาใหม่ แววตาของพวกเขาหาได้มีความละอายไม่ แต่มันกลับวาววับด้วยความกระหาย ราวกับต้องการจะฉุดกระชากเพชรเม็ดงามก้อนนี้ลงไปเกลือกกลั้วในวังวนแห่งกามด้วยกัน

"นี่คือสัจธรรมของสงครามที่ไม่มีเขียนไว้ในตำราพิชัยยุทธ์..." เซียวหลงเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบทว่ากดดัน         "เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความตายทุกลมหายใจ และห่างเหินจากไออุ่นของสตรีอันเป็นที่รักมาแรมปี จิตใจที่บอบช้ำจึงต้องหาที่พึ่งพิง พวกเขาเพียงใช้เรือนร่างของบุรุษด้วยกันเป็นเครื่องบรรเทาความคิดถึงที่มิอาจส่งไปถึงบ้านได้"

จอมทัพขยับกายเข้ามาชิดเบื้องหลังของจ้าวหานเฟิง กลิ่นอายคุกคามอันเยือกเย็นแผ่ซ่านจนนายกองหนุ่มขนลุกซัน   "แล้วเจ้าเล่า จ้าวหานเฟิง... ในสมรภูมิที่ยาวไกลและหนาวเหน็บเช่นนี้ เจ้าจะทนรักษาความบริสุทธิ์ใจไว้ได้นานสักเพียงใด หากมิได้ใครสักคนช่วยผ่อนคลายความอัดอั้นที่แบกไว้ในอก?"

จ้าวหานเฟิงเคยหลงเชื่อมาตลอดว่า สมรภูมิคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับเหล่าวีรบุรุษผู้เสียสละ ทว่าความจริงที่แผ่หลาอยู่ตรงหน้ากลับตอกย้ำสัจธรรมอันโหดร้ายว่า ในสภาวะที่ความตายแขวนอยู่บนเส้นด้ายและกฎเกณฑ์ของศีลธรรมเริ่มเลือนราง สงครามมิได้สร้างเพียงแค่นักรบ แต่มันยังเป็นฉากบังหน้า อันสมบูรณ์แบบที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบและด้านมืดที่เร้นลึกออกมาได้อย่างไร้ความผิด

 

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel