ตอนที่ 3 มายาแห่งฝันและพันธนาการแห่งความจริง
จ้าวหานเฟิงพยายามรวบรวมเศษเสี้ยวสติที่เหลืออยู่เอาไว้อย่างสุดกำลัง ในขณะที่ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนและบิดเบี้ยวไปทุกขณะ ศัตรูยังคงโถมเข้ามาดั่งระลอกคลื่นที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง
"ข้าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ใต้ผืนดินอันเยือกเย็นแห่งนี้จริงๆ หรือ..." เขาพึมพำกับตนเองในใจ ความรู้สึกเริ่มขาดตอนจากโลกภายนอก เสียงดาบปะทะและเสียงโห่ร้องกลายเป็นเพียงเสียงอื้ออึงที่ห่างไกล ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งกลับหนักอึ้งดั่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะพราดท่าเสียทีให้แก่คมดาบที่ฟาดฟันลงมา กลับมีอ้อมกอดและแผ่นอกแกร่งดั่งภูผาเข้ามาประคองร่างที่สั่นเทาของเขาไว้ได้ทันท่วงที กลิ่นอายของบุรุษเพศที่ทรงอำนาจและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งห้อมล้อมกายเขาไว้
"เจ้าเก่งมาก... ที่สามารถยื้อชีวิตเอาไว้ได้นานถึงเพียงนี้"
น้ำเสียงนั้นทุ้มต่ำ ทรงพลังทว่าแฝงไปด้วยความพึงใจอย่างประหลาด จ้าวหานเฟิงพยายามหรี่ตาที่พร่ามัวมอง แต่กลับเห็นเพียงโครงร่างเงาสูงใหญ่ที่ดูทะมึนและน่าเกรงขาม เขาไม่มีแรงพอที่จะจำแนกได้ว่าเจ้าของเสียงนั้นคือใคร
"ทหาร! สังหารพวกมันให้สิ้น อย่าให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!"
น้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเหี้ยมหาญและเด็ดขาดนั้นสั่งการกึกก้องไปทั่วหุบเขา เจ้าของเสียงนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก แม่ทัพเซียวหลงเหยียน วีรบุรุษผู้เป็นตำนานนั่นเอง ด้วยความรู้สึกไม่สบอารมณ์และสังหรณ์ใจแปลกประหลาด เขาจึงตัดสินใจนำทัพออกมารับเหล่านายกองหน้าใหม่ด้วยตนเองถึงครึ่งทาง และภาพที่ปรากฏก็เป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้... ขบวนเดินทางถูกซุ่มโจมตีอย่างหนัก
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ภายใต้การนำของจอมทัพไร้พ่าย กองทัพกบฏที่เคยบ้าคลั่งก็ถูกจัดการจนราบคาบ ทิ้งไว้เพียงซากศพและคาวเลือดที่นองแผ่นดิน
ส่วนทางด้านของ จ้าวหานเฟิง เมื่อความตึงเครียดสุดท้ายมลายไป พร้อมกับการได้รับความคุ้มครองจากอ้อมแขนที่แข็งแกร่ง สติที่ประคับประคองมานานก็ขาดสะบั้นลง ร่างของเพชรเม็ดงามแห่งแผ่นดินสิ้นสติไปในอ้อมกอดของราชสีห์ผู้หิวโหย โดยหารู้ไม่ว่า...
หลุมพรางแห่งกามารมณ์ที่รออยู่ในค่ายทหารนั้น อาจน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าคมดาบของศัตรูที่เขาเพิ่งรอดพ้นมา!
เมื่อเพลิงแห่งสมรภูมิมอดดับลง ร่างที่ไร้สติของจ้าวหานเฟิงถูกจัดให้นอนทอดกายอยู่ภายในรถม้าที่มุ่งหน้าสู่ค่ายทหาร ท่านแม่ทัพเซียวหลงเหยียนหาได้ละทิ้งระยะห่างไม่ เขายังคงควบม้าคู่ใจเคียงข้างรถม้าคันนั้นอย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาคมปลาบจับจ้องไปยังร่างของนายกองหนุ่มผ่านช่องม่านที่ปลิวไสว ประกายตาของเขาวาววับด้วยเพลิงตัณหาที่ยากจะ มอดดับ
"ช่างเป็นความงดงามที่แฝงไปด้วยความองอาจ..."
จอมทัพพึมพำกับตนเองด้วยเสียงพร่า ลมหายใจเริ่มหอบกระชั้นจากความหิวโหยในรูปโฉมของเหยื่อที่ตนหมายตาไว้มานาน มินานนักขบวนทัพก็เคลื่อนเข้าสู่สมรภูมิเขาเทียนหลง ภาพที่ปรากฏคือค่ายทหารขนาดมหึมา กระโจมนับร้อยตั้งเรียงรายดูดุดันและน่าเกรงขามภายใต้แสงตะวันรอน
"นายกองผู้นี้มีความดีความชอบในการรบ... นำเขาไปไว้ที่กระโจมพักของข้า!"
ท่านแม่ทัพออกคำสั่งเสียงเฉียบขาดที่ไม่มีผู้ใดกล้าโต้แย้ง
"ขอรับ!" ทหารรับใช้เร่งปฏิบัติตามคำบัญชา ประคองร่างของจ้าวหานเฟิงเข้าไปยังอาณาเขตส่วนตัวของจอมทัพ ซึ่งเป็นสถานที่หวงห้ามและมิดชิดที่สุดในค่าย
ในขณะนั้น หมอทหารที่คอยตรวจดูอาการระหว่างทางได้ก้าวเข้ามารายงานด้วยความนอบน้อม "เรียนท่านแม่ทัพ นายกองหนุ่มผู้นี้ฝืนใช้พลังกายจนเกินขีดจำกัดจนร่างกายทรุดโทรม คาดว่าคงต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อยจนถึงรุ่งสางของวันพรุ่ง จึงจะเริ่มฟื้นคืนสติได้ขอรับ"
เซียวหลงเหยียนพยักหน้าช้าๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ม่านกระโจมที่ปิดสนิท "คนหนุ่มก็มักเป็นเช่นนี้... มักรักเกียรติยศจนหลงลืมกำลังตนเอง"
เมื่อม่านราตรีคลี่ตัวปกคลุมทั่วสมรภูมิเขาเทียนหลง แม่ทัพเซียวหลงเหยียน ก็สาวเท้ากลับเข้าสู่กระโจมส่วนตัวด้วยความเหนื่อยล้าที่สั่งสมมาตลอดทั้งวัน ทว่าทันทีที่สายตาคมกริบปะทะเข้ากับร่างที่นอนทอดกายอยู่บนแคร่ไม้หนานุ่ม ความอ่อนเพลียทั้งมวลกลับมลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยความตื่นตัวแห่งสัญชาตญาณนักล่าที่รุนแรงกว่าคราใด
จ้าวหานเฟิงยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราอันลึกซึ้ง ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอบ่งบอกถึงความอ่อนเพลียจากการตรากตรำศึกหนัก ใบหน้าที่เคยองอาจยามถือดาบบัดนี้กลับดูหมดจดราวกับหยกสลักชั้นเลิศภายใต้แสงตะเกียงสลัวที่วูบไหว
"ยามเจ้าหลับใหล... เจ้าช่างดูสง่างามและน่ารุกรานยิ่งนัก"
จอมทัพพึมพำด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่เปี่ยมไปด้วยความกระหาย มือหนาที่กร้านจากการจับศาสตราวุธค่อยๆ เอื้อมออกไปสัมผัสผิวพรรณของชายชาตรีอย่างแผ่วเบา เขาเริ่มปลดเปลื้องอาภรณ์ของนายกองหนุ่มผู้ไร้สติออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นแผ่นอกแกร่งและมัดกล้ามที่เรียงตัวสวยงามตามแบบฉบับนักรบที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี
เมื่อความลุ่มหลงเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะจนสิ้น มือของท่านแม่ทัพก็เคลื่อนต่ำลงสู่จุดกึ่งกลางกายของจ้าวหานเฟิงอย่างย่ามใจ สายตาของเขาจับจ้องส่วนที่แสดงถึงความเป็นชายด้วยความหลงใหล ก่อนจะเริ่มบีบนวดคลึงเคล้นอย่างหนักสลับเบาตามแรงอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
"อื้อ... อื้อ..."
เสียงครางเครือในลำคอดังลอดออกมาจากริมฝีปากที่ปิดสนิท ร่างกายของจ้าวหานเฟิงตอบสนองต่อสัมผัสรุกรานตามสัญชาตญาณ แม้สติจะยังติดอยู่ในภวังค์แห่งความฝัน ใบหน้าของเพชรเม็ดงามเริ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความเสียวซ่านที่จู่โจมเข้ามาโดยไม่รู้ตัว
เซียวหลงเหยียนยกยิ้มอย่างพึงใจ นัยน์ตาฉายแววผู้ชนะเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเหยื่อใต้ร่าง ในค่ำคืนที่เงียบสงัดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งอำนาจนี้ ราชสีห์กำลังจะเริ่มลิ้มรสอันโอชะที่เขาเฝ้าหมายตามาแสนนาน... โดยที่จ้าวหานเฟิงยังไม่รู้ตัวเลยว่าเกียรติยศที่เขาเพียรรักษาไว้เพื่อภรรยาและลูก กำลังจะถูกทดสอบด้วยไฟตัณหาของชายผู้เป็นนายเหนือหัว!
ในห้วงนิทราอันล้ำลึก สติของจ้าวหานเฟิงคล้ายหลุดลอยเข้าไปในโลกแห่งความฝันที่โอบล้อมด้วยหมู่เมฆาขาวสะอาดตา เบื้องหน้าของเขาคือ ไป๋เหม่ยหลาน สตรีผู้เป็นดวงใจที่ยืนส่งยิ้มละไมรอรับเขาอยู่
"ข้ารักเจ้า... ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน"
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าที่เต็มไปด้วยความโหยหา เขาโผเข้าโอบกอดนางไว้แนบอกด้วยความรักสุดหัวใจ ก่อนจะมอบรสจูบอันดื่มด่ำนุ่มนวลที่แปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนตามแรงอารมณ์ที่อัดอั้นมานาน
ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง... ริมฝีปากที่เขากำลังบดจูบอย่างหิวกระหายนั้น กลับเป็นริมฝีปากของ แม่ทัพเซียวหลง เหยียน ผู้กำลังตักตวงความหวานจากนายกองหนุ่มอย่างย่ามใจ
"เจ้าคงคิดถึงบ้านมากสินะ... ถ้าเช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้กลับบ้านเอง"
จอมทัพจ้องมองความแข็งขึงดุดันของชายชาตรีที่พองขยายท้าทายสายตา นัยน์ตาของเขาเป็นประกายวาววับด้วยความกำหนัด ในค่ำคืนที่เปลี่ยวเหงาเช่นนี้ บุปผาเหล็กแห่งสนามรบเช่นเขาปรารถนาจะลิ้มลองรสชาติอันดิบเถื่อนของยอดบุรุษเบื้องหน้ายิ่งนัก
"ข้าจะช่วยรีดเร้นพิษรักที่อัดอั้นนี้ให้เจ้าเอง..."
แม่ทัพเซียวโน้มกายลงละเลงลิ้นลิ้มรสความแกร่งกร้าวที่ทั้งยิ่งใหญ่และยาวเหยียดนั้นด้วยความเต็มใจยิ่ง ในขณะที่ภาพฝันของจ้าวหานเฟิงกลับปรากฏภาพฮูหยินรักกำลังปรนนิบัติเขาอย่างหิวกระหายจนน่าประหลาดใจ
"ไป๋เหม่ยหลาน... เจ้าไปหิวโหยมาจากที่ใดกัน..." ชายหนุ่มละเมอเสียงแผ่ว ความกระสันรัญจวนจู่โจมจนร่างกายเสียวสะท้านเสียจนแทบขาดใจ
"อ๊า...!"
ในที่สุด หยาดธารสีขาวขุ่นอันร้อนระอุระลอกใหญ่ก็ถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น ในโลกแห่งความจริง ท่านแม่ทัพใช้เรียวลิ้นเก็บเกี่ยวหยาดเกสรแห่งบุรุษเพศนั้นอย่างละเมียดละไมด้วยความอิ่มเอมใจ ก่อนจะจัดการสวมใส่อาภรณ์คืนให้กับนายกองหนุ่มอย่างเรียบร้อยและรัดกุม
เขาลูบไล้ใบหน้าของจ้าวหานเฟิงเป็นครั้งสุดท้ายด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะทิ้งให้เพชรเม็ดงามจมดิ่งอยู่ในนิทราต่อไป... ราวกับว่าเรื่องราวเร่าร้อนในค่ำคืนนี้ เป็นเพียงความฝันที่จางหายไปพร้อมกับสายลมหนาวเพียงเท่านั้น โดยที่จ้าวหานเฟิงไม่มีวันรู้เลยว่าเกียรติยศของเขาได้ถูกตีตราจองโดยจอมทัพผู้นี้เสียแล้ว
