บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2 พันธสัญญาแห่งรักและแรงราคะ

นับแต่ทั้งสองตกลงปลงใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จ้าวหานเฟิง ก็ทุ่มเทปรนเปรอความรักและความใคร่ให้แก่ฮูหยินรักอย่างหิวโหย ทุกหยาดหยดแห่งบุรุษเพศถูกอัดฉีดเข้าสู่กายของนางด้วยความตั้งใจมั่น มิใช่เพียงเพื่อกามารมณ์ที่พัดพาไป ทว่าคือความปรารถนาที่จะสร้างโซ่ทองคล้องใจ ให้ครอบครัวสมบูรณ์พร้อม แม้ในช่วงหลายราตรีที่ผ่านมาเขาจะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่เมื่อได้เห็นหยาดเหง้าแห่งชีวิตที่เขามอบให้นาง เขาก็พร้อมจะอุทิศกายใจให้จนสิ้นแรง

"ท่านพี่... ท่านช่างแข็งแกร่งและทรงพลังยิ่งนัก ข้าหวังเหลือเกินว่าหากลูกของเราเกิดมา เขาจะองอาจกล้าหาญได้ครึ่งหนึ่งของท่าน"  ไป๋เหม่ยหลาน เอ่ยชมพลางปรนนิบัติบุรุษของนางด้วยจริตที่เย้ายวน

"วางใจเถิดฮูหยิน... ข้ากำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อสร้างเขาขึ้นมา เขาจะต้องสมบูรณ์แบบไม่แพ้เจ้าและข้าแน่นอน" จ้าวหานเฟิงคำรามเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะโหมกายเข้าใส่ร่องสวาทที่อุดมสมบูรณ์ของนางอีกครั้ง เสียงร้องครวญครางที่เปี่ยมด้วยความสุขสมของนางยิ่งโหมไฟราคะให้ลุกโชน จนในที่สุดเขาก็ปลดปล่อยหยาดธารสีขาวขุ่นเข้าสู่ห้วงลึกของนาง เพื่อฝากฝังทายาทไว้ตามปรารถนา

กาลเวลาผ่านไปภายใต้แสงแดดอันอบอุ่น ไป๋เหม่ยหลานที่บัดนี้เริ่มมีครรภ์อ่อนๆ แย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะลูบหน้าท้องตนเองเบาๆ นางอิงแอบแนบชิดไหล่ของสามีพลางเอ่ยขอของขวัญล้ำค่าสำหรับลูกที่กำลังจะเกิด

"ของขวัญชิ้นใดกันที่เจ้าคิดว่าคู่ควรกับลูกของเรา?" จ้าวหานเฟิงถามพลางลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู

"ตำแหน่งแม่ทัพ ของท่านอย่างไรเล่า... ข้าอยากให้ลูกภูมิใจที่มีบิดาเป็นยอดวีรบุรุษ"

คำพูดนั้นสะกิดใจนายกองหนุ่มวัย 28 ปีผู้นี้อย่างแรง แม้เขาจะมีพรสวรรค์ล้ำเลิศแต่สมรภูมิจริงยังเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัส ทว่าเพื่อความฝันของเมียรักและอนาคตของลูก จ้าวหานเฟิงจึงให้คำมั่นด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว "ได้... ข้าจะเป็นแม่ทัพให้ได้ ข้าขอเวลาไม่นาน"

ทว่าในยามที่ดวงตะวันลับขอบฟ้า จดหมายฉบับหนึ่งก็ถูกส่งมาถึงมือเขา เนื้อความในนั้นระบุถึงศึกดุเดือดที่ เขาเทียนหลง และคำสั่งเรียกตัวนายกองฝีมือดีเข้าเสริมทัพภายใต้การบัญชาการของ แม่ทัพไร้พ่ายเซียวหลงเหยียน วีรบุรุษผู้เป็นเสาหลักแห่งแผ่นดินที่จ้าวหานเฟิงเคารพนับถือยิ่ง

"แม่ทัพเซียวหลงเหยียน!" จ้าวหานเฟิงพึมพำด้วยความตื่นเต้น นี่คือโอกาสทองที่เขาจะพิสูจน์ตนเอง โดยมีไป๋เหม่ยหลานคอยสนับสนุนด้วยแววตาเป็นประกายหวังให้สามีก้าวสู่จุดสูงสุด

แต่ภายใต้เกียรติยศและชื่อเสียงอันเกรียงไกร สิ่งที่จ้าวหานเฟิงมิอาจล่วงรู้คือ ความลับอันมืดของแม่ทัพเซียวหลงเหยียน  ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้มิได้มีเพียงสายตาที่มองทะลุกลศึก แต่ยังมีรสนิยมลุ่มหลงในบุรุษเพศด้วยกัน โดยเฉพาะนายกองหนุ่มผู้มีรูปโฉมงดงามราวกับหยกสลักอย่างจ้าวหานเฟิง

การเรียกตัวนายกองหลายนายพร้อมกันนั้น เป็นเพียงฉากบังหน้า ที่ชาญฉลาดเพื่อมิให้ผู้ใดจับพิรุธได้ เป้าหมายที่แท้จริงของแม่ทัพไร้พ่ายคือการได้ครอบครองเพชรเม็ดงามก้อนนี้ไว้ข้างกาย

ขณะที่จ้าวหานเฟิงกำลังจัดเตรียมอาวุธและชุดเกราะด้วยความฮึกเหิม โดยมีภาพความสำเร็จและตำแหน่งแม่ทัพเป็นแรงผลักดัน เขากลับไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่ไม่ใช่เพียงการสู้รบเพื่อแผ่นดิน แต่เป็นสมรภูมิแห่งตัณหาที่จะสั่นคลอนเกียรติยศและชีวิตคู่ของเขาไปตลอดกาล!

ท่ามกลางแสงสลัวรางของยามรุ่งสางที่ยังมิทันได้อาบฉาบขอบฟ้า จ้าวหานเฟิง จัดเตรียมชุดเกราะและศาสตราวุธด้วยหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความมุ่งมั่น นี่คือบันไดขั้นแรกที่จะนำเขาไปสู่จุดสูงสุดเพื่ออนาคตของภรรยาและทายาทที่กำลังจะลืมตาดูโลก เมื่อเสียงล้อรถม้าบดเบียดกับพื้นถนนดังขึ้นที่หน้าจวน เป็นสัญญาณว่าเวลาแห่งการพรากจากมาถึงแล้ว

"ไป๋เหม่ยหลาน... เจ้าจงรอข้า ข้าจะกลับมาพร้อมกับเกียรติยศและความสำเร็จ"

จ้าวหานเฟิงกุมมือนางไว้แน่น สัมผัสได้ถึงความอุ่นระอุและแรงสั่นเทาเล็กน้อยจากปลายนิ้วของหญิงคนรัก

"น้องเชื่อมั่นในตัวท่านพี่เสมอ... ท่านต้องทำได้" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาคลอเบ้าเปี่ยมไปด้วยความอาลัยรัก

รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งไว้เพียงเงาร่างของโฉมงามที่ยืนส่งสามีด้วยหัวใจที่บีบคั้น การจากลาครั้งนี้แม้จะเป็นไปเพื่อความก้าวหน้า แต่ความเจ็บปวดจากการพรากจากกันในยามที่ข้าวใหม่ปลามัน และมีพยานรักในครรภ์นั้นช่างแสนสาหัสเกินบรรยาย

รถม้าที่มารับจ้าวหานเฟิงนั้นช่างหรูหราสมฐานะของ แม่ทัพเซียวหลงเหยียนผู้ใจกว้าง ท่านแม่ทัพถึงขนาดส่งพลคุ้มกันและรถม้ามาเกยถึงหน้าจวนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นายกองหนุ่ม ทว่าเมื่อจ้าวหานเฟิงก้าวเข้าไปภายใน กลับพบว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับเกียรตินี้

ภายในรถม้าคันกว้างขวางมีนายกองหนุ่มอยู่อีกหลายคน ซึ่งแต่ละคนล้วนมีลักษณะเด่นที่แปลกประหลาด

ไร้ชื่อเสียง พวกเขาเป็นเพียงนายกองระดับล่างที่ไม่มีผลงานโดดเด่นในสนามรบ

หน้าตาหมดจด ทุกคนล้วนมีใบหน้าที่หวานล้ำ ผิวพรรณละเอียดผ่องใสกว่าชายชาตรีทั่วไป

กิริยาแช่มช้อย ท่วงท่าของคนเหล่านี้ดูละมุนละไมดั่งบุรุษหน้าหยกที่ถนัดการร่ายรำมากกว่าการถือดาบ

จ้าวหานเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แม้เขาจะพยายามมองโลกในแง่ดีว่าท่านแม่ทัพอาจต้องการสร้าง กองทัพรุ่นใหม่ ที่สมบูรณ์แบบทั้งรูปสมบัติและสติปัญญา แต่บรรยากาศภายในรถม้าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นแป้งหอมจาง ๆ และสายตาที่สอดประสานกันอย่างมีเลศนัยของนายกองคนอื่น ๆ กลับทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก

เขาไม่ได้ล่วงรู้เลยว่า... รถม้าคันนี้มิใช่พาหนะที่นำไปสู่สมรภูมิเกียรติยศเพียงอย่างเดียว แต่มันอาจเป็นกรงทองที่กำลังพาสิ่งล้ำค่าไปบรรณาการแก่ เซียวหลงเหยียน

การเดินทางมุ่งหน้าสู่สมรภูมิเขาเทียนหลง นั้นยาวไกลและตรากตรำ รถม้าเคลื่อนตัวฝ่าเข้าไปในหุบเขาลึกที่ขนาบข้างด้วยหน้าผาสูงชันและป่ารกชัฏ บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าประหลาดใจ ราวกับธรรมชาติกำลังกลั้นหายใจรอคอยโศกนาฏกรรม นายกองหนุ่มหลายคนภายในรถทนความเหนื่อยล้าไม่ไหวจนเผลอหลับใหลไปตามๆ กัน

ทว่าสำหรับ จ้าวหานเฟิง เขากลับมิอาจข่มตาลงได้แม้เพียงเสี้ยววินาที สัญชาตญาณนักรบในกายร่ำร้องเตือนภัย สมรภูมิเบื้องหน้าคือจุดที่เดือดพล่านที่สุดในแผ่นดิน ในเส้นทางที่ตัดผ่านหุบเขาอับเช่นนี้ความตาย อาจจู่โจมเข้ามาได้ทุกเมื่อ

ฟิ้ว!

เสียงแหวกอากาศอันแหลมคมดังขึ้นทำลายความเงียบ จ้าวหานเฟิงเอี้ยวตัวหลบตามสัญชาตญาณ ลูกธนูอาบยาพิษพุ่งเฉียดใบหน้าเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนจะปักเข้ากลางอกของนายกองหนุ่มที่กำลังหลับใหลอยู่ข้างๆ อย่างแม่นยำ ร่างนั้นกระตุกเพียงครู่ก่อนจะนิ่งสนิทไป... เป็นการหลับใหลชั่วนิรันดร์โดยมิได้ทันสั่งลา

"ศัตรูบุก! คุ้มกันรถม้า!"

เสียงตะโกนของพลคุ้มกันดังระงมผสมกับเสียงฝีเท้าม้าที่แตกตื่น จ้าวหานเฟิงถีบประตูรถม้าออกอย่างแรง มือแกร่งคว้ากระชับศาสตราวุธคู่ใจทะยานออกไปตั้งรับทันที ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือเงาร่างทมิฬของกองทัพกบฏที่พรั่งพรูออกมาจากเงามืดของป่า พวกมันปิดล้อมหุบเขาไว้ทุกทิศทาง ตัดขาดทางหนีทีไล่จนสิ้นสรรพ

ท่ามกลางห่าฝนธนูและเสียงโห่ร้องกึกก้อง จ้าวหานเฟิงยืนหยัดอยู่ท่ามกลางวงล้อมด้วยสายตาที่ลุกโชน แววตาของเมียรักและภาพทายาทที่ยังมิได้เห็นหน้าผุดขึ้นในมโนสำนึก นี่มิใช่เพียงการรบเพื่อตำแหน่งแม่ทัพที่นางปรารถนา แต่มันคือการรบเพื่อรักษาลมหายใจกลับไปหานางให้ได้!

"ข้าจะไม่ยอมทิ้งชีวิตไว้ที่นี่อย่างเด็ดขาด!"

เสียงคำรามกึกก้องของจ้าวหานเฟิงดังแหวกม่านหมอกและเสียงโลหะปะทะกัน นายกองหนุ่มรู้ซึ้งถึงความตายที่กรายเข้ามาใกล้ หากเขายอมทอดใจแม้เพียงเสี้ยววินาที ร่างของเขาคงกลายเป็นเพียงซากศพไร้ญาติกลางหุบเขาอับโชคแห่งนี้ มือแกร่งกระชับด้ามดาบที่บัดนี้ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตจนลื่นมือ เขาข่มความเจ็บปวดฟาดฟันคมดาบเข้าใส่ศัตรูอย่างบ้าคลั่ง ท่วงท่าที่เคยงดงามสละสลวยกลับกลายเป็นดุดันและเฉียบขาดเพื่อการเอาชีวิตรอด

ทหารคนคุ้มกันที่เหลือเพียงหยิบมือเริ่มขยับกายเข้ามาประชิดหลัง พยายามรวมกลุ่มตั้งค่ายกลขนาดเล็กเคียงข้างเขา ท่ามกลางวงล้อมที่บีบคั้นเข้ามาทุกทิศทาง

กาลเวลาผ่านไปราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์ในสนามรบที่ไร้ทางออก ทัศนียภาพที่พร่าเลือน หยาดเหงื่อและคาวเลือดไหลซึมเข้าตาจนภาพตรงหน้าเริ่มกลายเป็นสีแดงฉานสลับกับความมืดมัวความล้าที่หยั่งราก กล้ามเนื้อทุกส่วนสั่นระริกจากการปะทะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลมหายใจของเขาหอบถี่จนแสบหน้าอก

"ข้าจะตายไม่ได้... เมียและลูกของข้ายังรออยู่!"

ใบหน้าอ่อนโยนของไป๋เหม่ยหลานผุดขึ้นมาในมโนสำนึก เป็นเชื้อไฟกองสุดท้ายที่รั้งสติที่จวนจะหลุดลอยของเขาไว้

 

 

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel