บทที่ 1: แสงไฟในเรือนร้าง...กับจังหวะนรกของคนดวงตก - 2
"เธอต้องการอะไร นลินา เงินเหรอ ฉันบอกไว้ตรงนี้เลยว่าถ้าจะเอาเงิน ฉันไม่มีให้แม้แต่บาทเดียว บัญชีฉันติดลบยิ่งกว่าคะแนนความประพฤติเด็กหลังห้องเสียอีก"
กะเพราชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำสารภาพความจริงจากปากผู้ดีเก่า เธอหรี่ตามองสำรวจรอบตัวเรือนที่แม้จะดูขรึมขลังแต่ก็เริ่มมีร่องรอยของความทรุดโทรมที่ปกปิดไม่มิด
"คุณชายถังแตกเหรอคะ" เธอถามด้วยน้ำเสียงที่ลดความกวนประสาทลง เปลี่ยนเป็นความสงสัย
"เรือนใหญ่โตขนาดนี้เนี่ยนะ"
"ความรวยของฉันมันเป็นแค่อดีตกาลไปแล้ว" อคินทรุดตัวลงนั่งบนบันไดเรือนไทยอย่างไม่สนขี้ฝุ่นหรือแมลงใด ๆ อีกต่อไป
"ที่นี่มันเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เจ้าของไม่มีปัญญาแม้แต่จะจ่ายค่าไฟ หนี้สินที่น้องชายฉันสร้างไว้มันรัดคอฉันจนแทบหายใจไม่ออก ที่ฉันกลัวผี... ก็เพราะฉันกลัวว่าถ้าตายไปตอนนี้ ฉันจะไม่มีหน้าไปพบคุณปู่ในสภาพคนที่รักษาอะไรไว้ไม่ได้เลย"
กะเพรามองชายหนุ่มที่ดูเปราะบางท่ามกลางแสงสลัว ความรู้สึกผิดเริ่มผุดขึ้นมาในใจเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเธอก็ยังทำงานหนักกว่า
"งั้นเรามาทำข้อตกลงกันไหมคะ คุณชายมีบ้านที่ 'ดูเหมือน' มีผี แต่จริง ๆ ไม่มี ส่วนหนูมี 'แฟนคลับ' ที่อยากเห็นผีแต่หาผีจริง ๆ ไม่เจอ"
อคินเงยหน้าขึ้น "เธอหมายความว่ายังไง"
"หนูจะช่วยคุณชายเปลี่ยนที่นี่ให้กลายเป็นแลนด์มาร์คโฮมสเตย์สายมู เราจะจัดฉาก จัดแสง ทำคอนเทนต์ดึงคนเข้ามาพัก คุณชายก็แค่ทำตัวนิ่ง ๆ ขรึม ๆ เป็นเจ้าของบ้านผู้น่าเกรงขาม ส่วนหนูจะจัดการเรื่องการตลาดและ 'สร้างสถานการณ์' ให้คนเชื่อว่าที่นี่มีความขลัง เงินที่ได้มาเราแบ่งกันคนละครึ่ง หนี้ของคุณก็จะหมด ส่วนหนูก็จะมีที่ซุกหัวนอนและไม่ต้องวิ่งหนีป้าเจ้าของหอพักอีกต่อไป"
อคินมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกก้ำกึ่งระหว่างความหวังกับการดูถูก
"นี่มันลวงโลกชัด ๆ นลินา ตระกูลฉันไม่เคยทำอะไรต่ำช้าแบบนั้น"
"แล้วการปล่อยให้บ้านบรรพบุรุษโดนยึดมันสูงส่งนักเหรอคะ" กะเพราสวนกลับทันควันทำเอาอคินสะอึก
"ในโลกยุคนี้ ศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้มันก็แค่ขยะทองคำค่ะคุณชาย เลือกเอา... จะยอมเสียหน้าแค่กับหนูคนเดียวเพื่อกู้บ้านคืนมา หรือจะยอมเสียหน้าให้คนทั้งประเทศแล้วเสียบ้านไปด้วย"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ร้องระงมและเสียงลมพัดใบไม้ อคินกำหมัดแน่นก่อนจะค่อย ๆ คลายออก
"ได้... แต่มีเงื่อนไขหนึ่งข้อ"
"ว่ามาเลยค่ะ" กะเพราฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่
"เธอต้องนอนที่เรือนเล็กด้านหลัง และห้าม... ห้ามทิ้งให้ฉันอยู่คนเดียวในเรือนใหญ่ตอนกลางคืนเด็ดขาด" อคินพูดด้วยเสียงกระซิบที่แฝงความอับอายอย่างที่สุด
กะเพราหลุดหัวเราะออกมาดังลั่น
"โถ่คุณชาย สรุปคือกะจะจ้างหนูมาเป็นบอดี้การ์ดกันผีด้วยใช่ไหมคะเนี่ย ได้ค่ะกะเพราคนนี้จะปกป้องคุณชายจากสิ่งลี้ลับ (ที่ไม่มีจริง) เอง"
เมื่อแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า เผยให้เห็นความสง่างามของเรือนร้อยรักในมุมมองที่ต่างจากเมื่อคืน อคินตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยไปทั้งตัวจากการนั่งหลับบนเก้าอี้ไม้สักเขาเดินออกมาที่ระเบียง พลางสูดอากาศยามเช้าที่สดชื่น แต่ภาพที่เห็นเบื้องล่างกลับทำให้เขาต้องเอามือกุมขมับ
กะเพรากำลังวุ่นอยู่กับการลากสายสิญจน์รอบต้นไทรใหญ่หน้าบ้าน ในมือเธอมีถ้วยดินเผาที่ใส่ "น้ำแดง" และก้อนสำลีที่ชุบสีผสมอาหารสีแดงจนดูเหมือนคราบเลือด
"เธอทำอะไรของเธอแต่เช้าน่ะนลินา" อคินตะโกนลงไป
"จัดพร็อพไงคะคุณชาย" กะเพราตะโกนตอบโดยไม่หยุดมือ
"เมื่อคืนหนูโพสต์สปอยล์ไว้ในเพจว่าเจออาถรรพ์ที่นี่ คนแชร์ไปสามพันแล้วนะคะ เช้านี้หนูต้องไลฟ์พาชมสถานที่ เดี๋ยวเราต้องทำมุม 'ต้นไม้ขอหวย' กับ 'ระเบียงอาถรรพ์' คุณชายรีบไปอาบน้ำแต่งตัวใส่เสื้อผ้าที่ดูโบราณ ๆ หน่อยนะคะ เอาแบบที่ใส่แล้วดูมีรังสีอำมหิตน่ะค่ะ"
อคินเดินกลับเข้าห้องด้วยความรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังหลุดเข้าสู่มัลติเวิร์สที่เขาไม่รู้จัก เขาเปิดตู้เสื้อผ้าไม้ชิงชันหยิบเสื้อคอกลมผ้าป่านสีขาวและนุ่งโจงกระเบนสีน้ำตาลไหม้ที่เคยใส่เฉพาะงานพิธีการสำคัญ เมื่อเขาส่องกระจก เขามองเห็นชายหนุ่มที่ดูสง่างามแต่แฝงไปด้วยความกังวล
"นี่ผมกำลังทำอะไรอยู่เนี่ยคุณปู่..."
เมื่อเขาเดินลงมาที่ลานหน้าบ้าน กะเพราถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมองอคินที่บัดนี้ดูเหมือนหลุดมาจากวรรณคดีจริง ๆ
"โอ้โห... คุณชายคะ ลุคนี้ชนะเลิศ ถ้าหนูเป็นผี หนูก็ยอมโดนคุณชายปราบค่ะ" เธอกระเซ้าพลางยกมือถือขึ้นเตรียมไลฟ์สด
"หยุดพูดจาไร้สาระแล้วเริ่มงานของเธอซะ" อคินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่พยายามคุมให้ดูขรึมตามบทบาท
"แล้วจำไว้... อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าฉันกลัวแม้กระทั่งแมลงสาบ"
"รับทราบค่ะท่านเจ้าของเรือนร้อยรัก" กะเพราขยิบตาให้ก่อนจะกดปุ่ม Start Live
"สวัสดีค่ะเพื่อน ๆ ทุกคน วันนี้กะเพราจะพาทุกคนบุกเบิกความลับของเรือนไทยที่เฮี้ยนที่สุดในย่านนี้ และนี่คือ... คุณชายอคิน ทายาทผู้สืบทอดมนตราและอาถรรพ์ของตระกูลค่ะ"
อคินยืนนิ่งเป็นหิน แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาทำให้เขารู้สึกว่าเส้นทางต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยขวากหนามและความตลกที่เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่วินาทีที่เขาเห็นคอมเมนต์ชื่นชมและความสนใจที่หลั่งไหลเข้ามา เขาก็เริ่มตระหนักว่า... บางทีพายุลูกนี้อาจจะเป็นสิ่งที่นำพาเขาไปสู่ฝั่งฝันที่เขาเกือบจะถอดใจไปแล้วก็ได้
"ศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้... บางครั้งก็เป็นเพียงโซ่ตรวนที่ล่ามเราไว้กับอดีต แต่ความจริงใจที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ต่างหาก คือกุญแจที่ไขเราสู่อนาคต"
