บทที่ 1.7
“มีอะไรหรือ” เซวี่ยอวี้หันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม
“คือ…” หลันเฟิ่งมีท่าทีลังเล “ท่านจะยังรั้งอยู่ที่เมืองอี๋หยางนานอีกนานหรือไม่ขอรับ คือ…” หลันเฟิ่งอึกอัก
“ไม่เกินสิบวัน” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ
“เอ่อ เช่นนั้น ช่วงที่ท่านอยู่ที่นี่หวังว่าท่านจะ…”
เซวี่ยอวี้มุ่นคิ้วลงเล็กน้อย มองดูท่าทีราวกับอยากจะเอ่ยบางอย่างแต่กลับลังเล เขาไม่ได้เอ่ยถามเพียงจ้องเขม็ง ก่อนหันหลังจากมา เมื่อหลันเฟิ่งไม่มีทีท่าว่าจะจบประโยค เขายังคงได้ยินเสียงถอนใจพร้อมกับบ่นพึมพำของอีกฝ่ายดังแว่วมา
“ข้าทำอะไรลงไป เขาจะยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้อย่างไรกัน”
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลหลันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทั้งนี้ก็เพราะมีการเพิ่มจำนวนเวรยามอย่างเห็นได้ชัด หลันเยี่ยเซียงมองทุกความเปลี่ยนแปลงด้วยดวงว่างเปล่า
กระนั้นในยามค่ำคืนที่ผิวกายของนางหอมกรุ่น นางกลับเปิดหน้าต่างออกมาเงียบๆ ปล่อยให้แสงจันทร์อาบไล้ลงไปบนเรือนผมยาวสลวยที่ไม่ได้รวบมัด เพราะตอนนี้นางกำลังจะเข้านอน
“คุณหนูด้านนอกอากาศเย็นสบายมากเลยเจ้าค่ะ ในสวนดอกราตรีบานสะพรั่ง ท่านอยากออกไปเดินเล่นหรือไม่”
เพราะเห็นว่าผู้เป็นนายนอนไม่หลับ เสี่ยวอิงจึงเอ่ยถามออกมาเสียงเบา นางถูกขายเข้ามาตั้งแต่ยังเล็ก ได้รับใช้เคียงข้างหลันเยี่ยเซียงมานับตั้งแต่นั้น แน่นอนว่านางย่อมรู้ดีถึงความทุกข์ใจของผู้เป็นนาย
“ไม่เป็นไร ข้านั่งตรงนี้ก็ได้”
หลันเยี่ยงเซียงนั่งลงข้างหน้าต่าง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า คืนนี้พระจันทร์งดงามดังเช่นเสี่ยงอิงว่า แต่ถึงอย่างนั้นความกลัดกลุ้มในใจของหญิงสาวที่เป็นต้นเหตุแห่งความยุ่งยาก ก็ไม่อาจทำให้นางชื่นชมความงดงามของค่ำคืนอันยาวนานนี้
ต่อหน้าผู้อื่นนางไม่อาจเผยความกังวลออกมา เพราะเกรงว่าจะยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้บิดาและพี่ชายมากกว่าเดิม มีเพียงในยามนี้ที่ข้างกายมีเสี่ยวอิง
นางจึงสามารถนั่งทอดถอนลมหายใจอย่างจนใจ อีกทั้งยังสามารถปรับทุกข์กับสาวใช้คนสนิท โดยที่นางไม่จำเป็นต้องเสแสร้งแกล้งยิ้มแย้ม เพราะในใจของนางนั้นหาได้ผ่อนคลายเช่นที่แสดงออกไม่
เสี่ยวอิงเดินเข้ามานั่งลงบนพื้นข้างกายหญิงสาว จากนั้นก็ยื่นมือออกไปกุมมือของหลันเยี่ยเซียงเอาไว้
“คุณหนู ท่านอย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ”
“บางทีข้าก็คิดนะ หากข้าออกเรือนไปเสีย ทุกอย่างคงไม่ยุ่งยากถึงเพียงนี้”
“จะเป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ หากในเมืองอี๋หยางมีบุรุษที่เหมาะสมกับท่าน ทั้งยังเป็นผู้ที่นายท่านและคุณชายใหญ่สามารถฝากฝังท่านได้ เช่นนั้นนายท่านจะรั้งรอมาจนถึงเวลานี้หรือ”
“ข้ารู้ ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เกรงว่าความลับของข้า อาจทำให้ผู้อื่นคิดว่าข้าเป็นภูตผีวิญญาณ ข้าเองก็กลัวว่าชาวบ้านจะมองคนตระกูลหลันไปในทางที่ไม่ดี หาไม่ทั้งพี่ใหญ่ที่กำลังจะเข้าสอบ ไหนจะยังมีชุนเอ๋อร์ที่อายุยังน้อยเล่า”
หลันเยี่ยเซียงถอนหายใจออกมา ก่อนหน้านี้นางกลัวว่าความลับของนางจะกระทบต่อพี่ชายหากเขาสอบผ่านได้เป็นขุนนางราชสำนัก ไหนจะยังมีน้องสาวที่ยังอายุน้อยอีกคน หากชื่อเสียงของนางด่างพร้อย นางเกรงว่าน้องสาวของนางอาจไม่ได้แต่งงานกับบุรุษดีๆ
“ข้ายอมไม่แต่งงานก็ได้ หากสามารถรักษาความลับนี้เอาไว้ได้ แต่ว่า…”
หากนางไม่แต่งงาน เช่นนั้นหลันอิ๋งชุนเล่าจะออกเรือนได้อย่างไร
“คุณชายใหญ่มิใช่บอกหรอกหรือเจ้าคะ หากเขาสอบผ่านจนได้เป็นจอหงวน แน่นอนว่าทุกอย่างย่อมผ่านไปได้ด้วยดี เมืองหลวงมีบุรุษมากมาย ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่มีใครที่ดีพร้อมและรักท่านด้วยใจจริง หากพบคนเช่นนั้นเขาย่อมไม่รังเกียจท่านอย่างแน่นอน”