บทที่ 1.8
“เจ้าว่าจะมีคนเช่นนั้นอยู่จริงหรือ คนที่จะเชื่อว่าความลับของข้านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภูตผีวิญญาณ เพราะบางครั้งตัวข้าเองยังไม่เชื่อว่านี่คือพรจากสวรรค์” หลันเยี่ยเซียงกระซิบกับตัวเองเสียงแผ่ว
“ท่านมิใช่บอกหรอกหรือเจ้าคะว่าหลันฮูหยินบอกท่านด้วยตัวเอง อันผิวกายหอมกรุ่นนี้เป็นพรจากสวรรค์ ผิวกายเนียนนุ่มและขาวผ่องนี้ มิใช่สตรีใดก็จะมีได้”
“แต่ข้าชักไม่แน่ใจว่านี่คือพรหรือคำสาปกันแน่”
น้ำเสียงทุกข์ทนของหญิงสาว ทำให้เสี่ยวอิงกุมมือหญิงสาวแน่นขึ้น “คุณหนู ไม่ว่าจะอย่างไรท่านก็มิใช่ตัวคนเดียวนะเจ้าคะ นายท่านและคุณชายใหญ่ยังคงพยายามปกป้องท่านจากเรื่องราวทั้งปวง ทั้งสองคนคงไม่สบายมากหากรู้ว่าท่านเป็นเช่นนี้ ข้าเองก็ด้วยข้าอยู่เคียงข้างคุณหนูนะเจ้าคะ”
หลันเยี่ยเซียงยิ้ม “ข้ารู้ เจ้าอยู่ข้างกายข้ามานาน ข้าไว้ใจเจ้าราวกับไว้ใจในตัวข้าเอง”
เสี่ยวอิงยิ้มกว้าง “เช่นนั้นเข้านอนเถิดนะเจ้าคะ ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน อย่าได้กลัวไปเลย”
“ได้”
หลันเยี่ยเซียงพยักหน้าอย่างว่าง่าย นางเดินไปยังเตียงนอน ก่อนจะมองเสี่ยวอิงที่เดินมาห่มผ้าให้ จากนั้นสาวใช้คนสนิทก็เดินไปยังเก้าอี้ยาวซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลนัก
หลายวันมานี้เสี่ยวอิงเข้ามานอนในห้องเป็นเพื่อนนาง เพราะรู้ดีว่าข่าวลือเรื่องโจรราคะ ทำให้หญิงสาวหวาดกลัวเพียงใด ซึ่งหลันเยี่ยเซียงเองก็อุ่นใจมากที่เสี่ยวอิงอยู่ในห้องกับนางในยามค่ำคืน
รุ่งเช้าวันถัดมาหลันเยี่ยเซียงและหลันอิ๋งชุนก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง หลันเฟิ่งไม่เพียงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสบาย แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเดินทางไปยังเค่อหลี่เช่นทุกครั้ง
เช่นกันกับหลันเซียวและสุ่ยเซียนที่เดินออกมายังห้องโถงของคฤหาสน์
“พี่ใหญ่วันนี้ท่านไปไปเค่อหลี่หรือเจ้าคะ”
หลันอิ๋งชุนวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพี่ชายอย่างออดอ้อน ซึ่งเขาเองก็ยกมือขึ้นลูบซาลาเปาสองก้อนเหนือศีรษะของเด็กสาว
“วันนี้พี่ใหญ่ปรึกษากันกับท่านพ่อและแม่รอง พี่ใหญ่จะพาทุกคนไปไหว้พระที่อารามสงบใจนอกเมือง จะได้พาเจ้ากับพี่รองออกไปเที่ยวด้วยดีหรือไม่”
“จริงหรือเจ้าคะ!”
หลันเยี่ยเซียงสบตากับบิดาและพี่ชาย ดวงตาของนางทอประกายระยิบระยับ นานมากแล้วที่นางไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเช่นนี้ ดังนั้นแน่นอนนางจึงตื่นเต้นไม่แพ้หลันอิ๋งชุนที่วิ่งไปรอบๆ ด้วยความยินดี
สุ่ยเซียนเองก็มองออก ดังนั้นจึงเดินข้ามาจับมือของหญิงสาวจากนั้นก็ยิ้มปลอบประโลม “หลังมื้อเช้าพวกเจ้าสองคนก็รีบไปเตรียมตัวเถิด แม่รองจะให้คนรีบไปเตรียมรถม้า”
“เจ้าค่ะ”
การเดินทางไปยังอารามบนเขานอกเมืองอี๋หยางเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบุตรสาวทั้งสองคน ทำให้หลันเซียวอดที่จะยิ้มออกมาบางๆ ไม่ได้
เขาตบลงไปบนบ่าของบุตรชายคนโต ก่อนจะพยักหน้าให้อีกฝ่าย จากนั้นจึงเดินนำขึ้นบันไดไปยังประตูทางเข้า
เมื่อปล่อยให้บุตรสาวและฮูหยินเข้าไปไหว้พระ หลันเซียวเองก็เดินออกมารอด้านนอก ด้านหลังหลันเฟิ่งเองก็เดินตามมาด้วย
“ท่านพ่อ”
“ออกไปด้านโน้นเถิด พ่อมีเรื่องจะพูดกับเจ้า”
มองดูสาวใช้และคนคุ้มกันที่พวกเขานำมาด้วย หลันเฟิ่งก็พยักหน้า ก่อนหันไปกำชับคนของตนให้อยู่คุ้มกันน้องสาวกับมารดารอง จากนั้นชายหนุ่มก็เดินตามบิดาไป
“ติดต่อไปยังสำนักคุ้มภัยแล้วหรือ”
“ขอรับ พวกเขาจะส่งคนมาในไม่ช้า”
“แล้วยอดฝีมือที่เจ้าเคยกล่าวถึงเล่า”
“ลูกปรึกษากับศิษย์พี่กวงแล้ว เขาเองก็ไม่มั่นใจว่าอาจารย์จะสามารถขอร้องจอมยุทธ์เซวี่ยได้ อีกอย่างเขามาที่นี่เพราะศิษย์พี่ของสำนักเค่อหลี่ติดค้างน้ำใจเขา ดังนั้นทางเค่อหลี่เองก็ไม่มีสิทธิ์จะเอ่ยปากรบกวน เขาเป็นคนในยุทธภพลูกคิดว่าน่าจะรับมือกับโจรราคะผู้นี้ได้ เพราะเราไม่แน่ใจว่าโจรราคะผู้นั้นฝีมือร้ายกาจเพียงใด”