บทที่ 1.6
ในเวลาพักผ่อนหลังจากการเรียนของศิษย์เค่อหลี่ เสียงพูดคุยจอแจมักจะดังเล็ดลอดเข้ามายังกำแพงด้านใน เช่นกันกับในยามนี้ที่มีข่าวลือมากมาย เกี่ยวกับโจรราคะที่กำลังตรงมายังเมืองอี๋หยาง
“เจ้าได้ยินหรือยัง เรื่องที่โจรราคะหลังก่อเรื่องที่ผิงหยาง เขาบอกว่าจะตรงมาที่นี่”
“ได้ยินแล้ว”
“ข้าว่าเป้าหมายคงหนีไม่พ้นแม้นางหลัน”
“นั่นสินะ”
“จะว่าไปก็รู้สึกเห็นใจอยู่เหมือนกัน”
“แต่ข้าออกจะสมน้ำหน้า”
“เหตุใดเจ้าไร้น้ำใจเช่นนี้ อย่างไรเสียศิษย์พี่หลันก็เป็นหนึ่งในศิษย์เค่อหลี่”
“ใครใช้ให้พวกเขาหยิ่งยโสเล่า ข้าส่งแม่สื่อไปทาบทามตั้งหลายครั้ง พวกเขากลับเอาแต่ปฏิเสธ”
“แต่พวกเขาก็ปฏิเสธเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่เฉพาะเจ้าไม่ใช่หรือ”
“นั่นสิ แม่นางหลันนางเป็นถึงโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของเมืองอี๋หยาง แต่งให้กับเจ้าที่มีอนุมากกว่าสาวใช้บ้านข้า ศิษย์พี่หลันไม่ตำหนิเจ้าที่กล้าส่งแม่สื่อไปเจรจาสู่ขอ ก็นับว่าเขาไว้หน้าตระกูลเจ้าแล้ว”
“นั่นสิ คิดว่าตระกูลของเจ้าร่ำรวยอยู่คนเดียวหรือ ไม่ดูเสียบ้างว่ากิจการโรงกระเบื้องของตระกูลหลันมั่งคั่งเพียงใด”
“แล้วอย่างไรเล่า หากแต่งนางออกไปตั้งแต่ตอนแรก มีหรือต้องมานั่งกลุ้มอกกลุ้มใจเช่นนี้”
หลายคนส่ายหน้าให้กับอาการพาลของสหาย พวกเขาทุกคนรู้ดีว่าหลันเยี่ยเซียงเป็นโฉมสะคราญที่เพียบพร้อม ทั้งใบหน้าอันงดงาม กิริยามารยาทอ่อนหวานเรียบร้อย รวมไปถึงชาติตระกูลและฐานะของตระกูลหลัน ดังนั้นย่อมไม่แปลกที่จะมีบุรุษมากมายหมายปอง
แต่ถึงอย่างนั้นการปฏิเสธการทาบทามหมั้นหมายครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ทำเอาผู้คนต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกปาก
เมื่อศิษย์เค่อหลี่กลุ่มนั้นเดินจากไป ด้านบนกำแพงสูงยังมีคนผู้หนึ่งกำลังเอนกายอยู่อย่างสบายอารมณ์ ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่งก่อนจะมองตามคนกลุ่มนั้นไป
สายตาคมกริบฉายแววครุ่นคิด กระทั่งมองไปยังคนกลุ่มต่อมาที่กำลังพูดคุยถึงเรื่องราวเดียวกันนี้
“น่าสงสารคนตระกูลหลันยิ่งนัก”
“เรื่องข่าวลือนั่นหรือ”
“ใช่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโจรราคะหรือข่าวลือก่อนหน้านี้”
“นั่นสินะ แต่ข้าละสงสัยจริงๆ ผิวกายของนางส่งกลิ่นหอมจริงๆ หรือ”
“มีที่ไหนกัน อาจเพราะนางมีใบหน้างดงามไร้ที่ติ ดังนั้นผู้คนอาจพูดไปเรื่อย”
“เจ้าเคยพบนางหรืออย่างไรจึงกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำ”
“เคยพบสิ ข้าพบนางตอนที่นางไปส่งของว่างให้นายท่านหลันที่ร้านเครื่องกระเบื้อง เทพธิดาบุปผาไหนเลยจะงดงามเท่านาง”
“ไม่แน่นะชื่อของนางก็บ่งบอกแล้ว ผิวกายของนางอาจจะหอมกรุ่นราวกับดอกเยี่ยเซียงจริงๆ ก็เป็นได้”
“สองปีก่อนที่ข่าวลือออกมาก็มีคนไปพิสูจน์แล้วไม่ใช่หรือ ได้ยินมาว่าเพราะรอบเรือนของนางปลูกดอกเยี่ยเซียง ดังนั้นแม่นมคนนั้นจึงกุข่าวเพื่อทำลายชื่อเสียงของนาง”
“นั่นสินะ คนธรรมดาที่ไหนจะมีกลิ่นหอมของดอกไม้ หากไม่คงเป็นภูตผีวิญาณเสียละมากกว่า”
“นั่นสิๆ”
คนกลุ่มนี้ก็ยังคงพูดคุยถึงโฉมสะคราญแซ่หลันที่มีนามว่าเยี่ยเซียง กระทั่งกลุ่มถัดไปก็ยังคงเอ่ยถึงเรื่องนี้ เซวี่ยอวี้ถอนหายใจออกมาด้วยความรำคาญ เขากระโดดลงมาจากกำแพงสูง
กระทั่งพบเข้ากับบุรุษที่เขาเคยพบเมื่อเช้า ในยามที่เข้าไปขอเปลี่ยนตำรากลับหลิวเย่ากวง
“คารวะจอมยุทธ์เซวี่ย” หลันเฟิ่งคารวะเขาอย่างนอบน้อม
“คุณชายหลันเกรงใจไปแล้ว” เขาพยักหน้ารับ ก่อนสังเกตเห็นใบหน้ากลัดกลุ้มของอีกฝ่าย เสียงพูดคุยและข่าวลือคงเข้าหูอีกฝ่ายแล้วกระมัง หาไม่จะแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมาอย่างชัดเจนหรือ
ในยามที่กำลังจะเดินสวนทางกันนั้น หลันเฟิ่งกลับทำท่าทางราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหมุนกายและส่งเสียงเรียกเซวี่ยอวี้
“จอมยุทธ์เซวี่ย”