บทที่ 1.5
“ฝีมือไม่เลวหรือ” หลิวเย่ากวงเสียงสูงเล็กน้อย “ข้าว่าเขาน่าจะเป็นยอดฝีมือเลยกระมัง เจ้าหน้าที่ทางการจากเมืองผิงหยางยังไม่อาจจับกุมเขาได้ เช่นนี้แล้วยังจะหมายความเป็นอื่นได้อีกหรือ”
ได้ยินดังนั้นหลันเฟิ่งก็ได้แต่เอนกายพิงพนักเก้าอี้ “ข้าควรปรึกษากับท่านพ่อเรื่องหาคนคุ้มกัน หรือไม่อาจต้องหาที่ซ่อนให้เซียงเอ๋อร์”
“นั่นสินะ” หลิวเย่ากวงพยักหน้าเห็นด้วย แต่กลับนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ เหตุใดไม่ลองปรึกษาท่านอาจารย์ทั้งสองเล่า”
“ศิษย์พี่ ยากนักที่อาจารย์จะให้เข้าพบ ข้าได้เข้ามาในหอตำรานี้ก็เพราะท่านอาจารย์เว่ยสนับสนุน หาไม่ท่านคิดว่าข้าจะมีโอกาสดีๆ เช่นนี้หรือ”
“นั่นสินะ เช่นนั้นข้าจะลองขอคำปรึกษาดู อาจารย์รองเป็นคนหลักแหลม คิดว่าเขาน่าจะให้คำปรึกษาได้”
“เช่นนั้นขอบคุณท่านล่วงหน้า”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้คนทั้งสองชะงัก ผู้มาใหม่เป็นบุรุษอายุไม่เกินยี่สิบ รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมสันหล่อเหลา สวมชุดสีขาวทั้งตัว แต่หาใช่ชุดของศิษย์เค่อหลี่ไม่
หลิวเย่ากวงรีบก้าวออกมายังประตูหอตำรา กระทั่งค้อมกายลงรับตำราในมือที่บุรุษผู้มาใหม่ยื่นให้ หลันเฟิ่งขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาประหลาดใจ
“จอมยุทธ์เซวี่ยต้องการตำราเล่มใดเพิ่มหรือไม่”
“เช่นนั้นรบกวนด้วย ข้ามองหาบทกวีของปันกู้”
“บทกวีของปันกู้หรือ” หลิวเย่ากวงมีท่าทีครุ่นคิด “ท่านรอตรงนี้สักครู่” เอ่ยจบก็หมุนกายเดินเข้าไปในหอตำรา
หลิวเย่ากวงพยักหน้าทักทายบุรุษที่ยืนอยู่หน้าประตูยิ้มๆ ซึ่งดูเหมือนอีกฝ่ายเองก็ทำเช่นเดียวกันกับเขา ไม่นานหลิวเย่ากวงก็วิ่งกลับมาพร้อมกับบทกวีของปันกู้ในมือ “นี่ขอรับ”
“ขอบใจ” เอ่ยจบก็รับตำราไปแล้วหมุนตัวเดินจากไป
“ใครหรือขอรับ”
“สหายของศิษย์พี่รอง”
“ศิษย์พี่รอง ท่านหมายถึงศิษย์พี่ฉางเหยียน เขาอยู่ที่นี่ ที่เค่อหลี่หรอกหรือ”
หลันเฟิ่งมีท่าทีตื่นเต้น เพราะตัวเขาตั้งแต่มาเรียนที่เค่อหลี่ แม้จะได้ยินชื่อเสียงของศิษย์พี่ทั้งสามที่เป็นตำนานของเค่อหลี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาไม่เคยมีโอกาสได้พบตัวจริงของทั้งสามเลยสักครั้ง
คนแรกเฮยหลิง ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เป็นเพียงสามัญชนที่ไม่รู้ที่มาที่ไป
คนที่สองจอมยุทธ์ฉางเหยียน บุรุษผู้ซึ่งไร้กฎเกณฑ์โดยสิ้นเชิง
คนที่สามเชื้อพระวงศ์แคว้นหาน องค์ชายหานหย่งหมิง
“ศิษย์พี่รองหาได้รั้งอยู่นาน เขาพาสหายมาเป็นแขกของอาจารย์ จากนั้นก็ออกเดินทางไปแล้ว”
“น่าเสียดาย” หลันเฟิ่งกล่าว
“ใช่ ข้าเองยังไม่ทันได้สนทนากับเขาเลย เห็นแวบๆ มารู้อีกทีเขาก็จากไปแล้ว แต่ก็…สหายของเขาคนนี้คงเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง ได้ยินอาจารย์เรียกเขาว่าเซวี่ยอวี้ เห็นว่าเป็นชาวยุทธ์ในยุทธภพที่ฝักใฝ่ในเรื่องการฝึกยุทธ์เท่านั้น”
“เซวี่ยอวี้…ฟังดูเหมือนเป็นฉายามากกว่าชื่อ”
“นั่นสิ” หลิวเย่ากวงเห็นด้วย เรื่องของเซวี่ยอวี้ผู้นี้ที่เขารู้มาก็คือศิษย์พี่รองฉางเหยียนติดค้างน้ำใจของอีกฝ่าย จากนั้นจึงตอบแทนด้วยการขอร้องอาจารย์ เพื่อให้เซวี่ยอวี้ได้เข้ามาอ่านตำรามากมายในเค่อหลี่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมีกำหนดเวลาให้ก็คือหนึ่งเดือนเท่านั้น
เรื่องนี้นับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เพราะในยามปกติหอตำราแห่งเค่อหลี่ มีไว้สำหรับศิษย์เค่อหลี่เท่านั้น ศิษย์ของเค่อหลี่เองก็หาได้ยากที่จะมีโอกาสได้เข้าไปโดยง่าย เช่นนี้แล้วคนนอกไหนเลยจะมีโอกาสได้ย่างกรายเข้าไป
หากให้เดาหลิวเย่ากวงสังหรณ์ว่าเรื่องนี้ อาจเกี่ยวพันไปถึงเรื่องที่ศิษย์พี่สามเคยถูกลอบวางยาพิษ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ศิษย์พี่รองของเขาเคยออกไปหายาถอนพิษ กระทั่งติดค้างน้ำใจของเซวี่ยอวี้เช่นนี้ หาไม่อาจารย์ทั้งสองไหนเลยจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ