บทที่ 1.4
มองส่งบิดาขึ้นรถม้าออกไปแล้ว หลันเฟิ่งกลับไม่ยอมก้าวขึ้นรถม้าของตน เขาหันกลับมามองผู้เป็นน้องสาว ก่อนมีท่าทีครุ่นคิด
“พี่ใหญ่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ”
“เซียงเอ๋อร์ หลายวันมานี้เจ้าก็อยู่แต่ในคฤหาสน์เถิดนะ หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปที่ร้าน” หลันเฟิ่งเอ่ยเสียงเคร่งเครียด
“ทำไมเล่าเจ้าคะ” นางเลิกคิ้วมองผู้เป็นพี่ชาย เพราะปกตินางก็แทบจะไม่ได้ย่างเท้าออกจากคฤหาสน์อยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะไปยังร้านเครื่องกระเบื้องเพื่อส่งอาหารและของว่างให้บิดา นางก็มักจะเก็บตัวฝึกเขียนอักษร ปักผ้า ดีดพิณ หรือไม่ก็ช่วยงานแม่รองเพื่อดูแลคฤหาสน์
“หลายวันมานี้มีข่าวลือมากมาย พี่ใหญ่เป็นห่วงเจ้า”
“เรื่องโจรราคะหรือเจ้าคะ”
หลันเฟิ่งเลิกคิ้ว “เจ้ารู้หรือ”
“เจ้าค่ะ เมื่อวานแม่รองเองก็กำชับคนในคฤหาสน์ ทั้งยังบอกข้าไม่ให้อยู่คนเดียว แม้แต่ในคฤหาสน์ก็ต้องมีสาวใช้คอยอยู่เป็นเพื่อน”
หลันเฟิ่งพยักหน้าเมื่อได้ยินเช่นนั้น ยังคงเป็นแม่รองของพวกเขาที่รอบคอบ “แม่รองทำถูกแล้ว เจ้าเองก็อย่าได้รู้สึกอึดอัด คนของทางการเองก็ประกาศเตือน”
“ข้ารู้แล้ว พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะเชื่อฟังเป็นอย่างดี”
หลันเฟิ่งยิ้มให้นาง ก่อนหมุนกายเดินขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ เขาเชื่อว่านางจะทำอย่างที่พูด เพราะตลอดมาน้องสาวของเขาคนนี้อยู่ในโอวาทมาโดยตลอด นางว่านอนสอนง่าย ทั้งยังมีนิสัยเรียบร้อยอ่อนโยน
“หากเจ้าเป็นเด็กดีน้อยกว่านี้ ข้ากับท่านพ่อคงไม่ต้องกลัดกลุ้มถึงเพียงนี้”
หลันเฟิ่งถอนหายใจออกมาเสียงเบา หลังจากรถม้าวิ่งออกมา เรื่องการออกเรือนที่เขาและบิดายังคงไม่มีท่าที ทั้งที่ปีนี้นางเองก็อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ก็เพราะเกรงว่าหากแต่งออกไป หลันเยี่ยเซียงจะถูกรังแกเอาโดยง่าย
ที่สำคัญไปกว่านั้น เขายังมองไม่เห็นว่ามีบุรุษใดในเมืองอี๋หยางที่มีคุณสมบัติดีพอ อีกทั้งเขายังคงกังวลเรื่องกลิ่นดอกเยี่ยเซียงบนเรือนกายของนางจะล่วงรู้ไปถึงผู้อื่น กระทั่งอาจมีคนโยงเรื่องภูตผีปีศาจเข้ามาเกี่ยวข้อง จนทำให้ผู้เป็นน้องสาวตกอยู่ในอันตราย
ก้าวแรกที่เดินลงจากรถม้า หลันเฟิ่งรับรู้ได้ในทันทีว่าตกเป็นเป้าสายตาของศิษย์เค่อหลี่หลายคน คิ้วเข้มขมวดมุ่น กระทั่งเดินไปรอหลิวเย่ากวง ศิษย์พี่ของเขาที่เป็นคนดูแลหอตำราของเค่อหลี่
หอตำราของเค่อหลี่ มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าไปได้ เขาเองกว่าจะขอร้องท่านอาจารย์เว่ยให้ช่วยเสนอกับอาจารย์อาวุโสทั้งสอง กระทั่งสามารถเข้ามาอ่านตำราได้ทุกวันนับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
ทุกขั้นตอนกว่าจะเข้าไปด้านในได้ หลันเฟิ่งจึงอดทนอย่างถึงที่สุด แม้กระทั่งในยามที่เขาต้องยืนรอหลิวเย่ากวง จนอีกฝ่ายออกมารับที่กำแพงเรือนด้านหลัง
“เจ้าถอนหายใจสามครั้งแล้ว” หลิวเย่ากวงเอ่ยถามเสียงเรียบ
“ขอรับศิษย์พี่”
“อย่าใส่ใจเสียงซุบซิบเลย พวกเขาเพ่งเล็งเจ้าก็เพราะข่าวลือเรื่องโจรราคะที่กำลังมายังเมืองอี๋หยาง”
“ข้าเองก็เดาไว้เช่นนั้น”
“น้องสาวของเจ้านับเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของอี๋หยาง แน่นอนทุกคนย่อมต้องคิดว่านางต้องตกเป็นเป้าหมาย”
“ขอรับ” หลันเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจนใจ
“จากที่ข้าได้ลองสนทนากับท่านเจ้าเมือง โจรราคะผู้นี้น่าจะเป็นชาวยุทธ์ที่เข้ามาก่อความวุ่นวาย ดูท่าแล้วฝีมือของเขาคงไม่เลว หาไม่จะสามารถหลบหนีการจับกุมของทางการไปได้อย่างไร”