สืบประวัติ
ฝ่ามือเล็กกำเข้าหากันแน่น เวลาผ่านไปแล้วตั้งสี่ปีแต่คำพูดของเขายังคงร้ายกาจทำร้ายจิตใจคนฟังไม่เคยเปลี่ยน เธอทำได้เพียงถอนหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อให้ตัวเองอารมณ์เย็นลง
“ถ้าอย่างนั้นเชิญทางนี้ค่ะ”
ภาวศาเดินนำเขาเข้าไปยังตัวบ้านพร้อมกับพาเขาเดินชมห้องต่าง ๆ บ้านหลังนี้มีสี่ห้องนอน ทุกห้องมีห้องน้ำภายในตัว เธอพูดไปเยอะมากจนเริ่มคอแห้ง แต่เขากลับไม่ได้ตอบสนองอะไรกลับมาแม้แต่คำเดียว
จนกระทั่งเดินมาหยุดที่ห้องนั่งเล่นตรงชั้นหนึ่ง เขาถึงได้ยอมปริปากพูด
“คุณอธิบายมาซะยืดยาวจนผมเกือบหลับ บ้านหลังนี้เล็กไปหน่อยสำหรับอยู่กันสี่คนพ่อแม่ลูก พื้นที่นอกบ้านก็น้อยเกินไป”
“ถ้าอย่างนั้น”
“หมดเวลาแล้ว ผมยังมีธุระอื่นอีก”
พอพูดจบประโยคเขาก้าวเท้าออกไปในทันที ทิ้งให้หญิงสาวมองตามหลังตาปริบ ๆ พวกคนรวยนี่นิสัยเหมือนกันหมดหรืออย่างไร ตั้งแต่ที่ต้องมาเป็นเซลล์ขายบ้านราคาแพง ๆ
เธอต้องเจอกับกลุ่มลูกค้ามีฐานะ ส่วนใหญ่นิสัยของพวกเขาเป็นแบบนี้ ด้วยระยะเวลาอันน้อยนิดเธอต้องรีบโน้มน้าว ให้ลูกค้าซื้อบ้านให้ได้ เพราะถ้าหากทำไม่ได้ยอดขายก็จะไม่เป็นไปตามเป้า หัวหน้าก็จะเรียกตัวไปคุย
แม้เธอจะไม่ได้ชอบงานนี้ แต่พี่นัสอุตส่าห์เสนองานนี้ให้เธอด้วยตัวเอง ภาวศาจึงคิดอยากลอง การที่ต้องกลับมาทำงานในรอบสี่ปีมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสามารถกลับมาทำงานในสาขาที่ตัวเองเรียนจบมา
ทางด้านของธนกรเขานั่งรถกลับไปที่บริษัทพร้อมกับโทรหาใครบางคน การที่ต้องเจอภาวศาในวันนี้ทำให้เขาอดรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เธอทั้งพูดไม่เก่งแล้วยังขี้อาย เรื่องโน้มน้าวให้ลูกค้าซื้อบ้านยิ่งแล้วใหญ่ แต่มาเป็นเซลล์มันจะไม่น่าขำไปหน่อยหรืออย่างไร
เขารู้ว่าเธอต้องการเงิน แต่ไม่นึกว่าจะจนตรอกถึงขนาดนี้หรือว่าเงินที่เขาให้ไปมันยังไม่พอ เธอถึงต้องฝืนใจตัวเองมาทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ
ทันทีที่ปลายสายกดรับ ธนกรรีบพูดสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยไม่แม้แต่จะรอฟังคำว่าฮัลโหลจากเพื่อนสนิท
“ไอ้กิต มึงมีหุ้นอยู่ในบริษัทอสังหาที่กูมาดูบ้านอยู่เท่าไหร่”
“ถามทำไม”
“พนักงานบริษัทมึงทำงานไม่ได้เรื่อง”
“มึงหมายถึงเซลล์เหรอ”
“เออ”
“กูได้ยินมาว่าเพิ่งจะเริ่มงานได้ไม่ถึงอาทิตย์เลย เห็นว่าเป็นเด็กฝากของไอ้นัสน่ะ มึงจะไม่ให้โอกาสเขาได้พัฒนาฝีมือหน่อยรึไงวะ ไอ้คนใจดำ”
ร่างสูงขมวดคิ้วยุ่ง ตอนที่ได้ยินคำว่าเด็กฝาก อย่าบอกนะว่าเธอกลายไปเป็นเด็กของไอ้พนัสน่ะ พอคิดถึงเรื่องนี้เขายิ่งกำโทรศัพท์แน่นขึ้นแล้วกดวางสายไปเสียดื้อ ๆ จนจิรกิตเกาหัวแกรกให้กับความประสาทแดกของเพื่อน
“คุณช่วยไปสืบประวัติของไอ้พนัสให้ผมที” ธนกรหันไปสั่งเลขาที่ตอนนี้ทำหน้าที่เป็นคนขับรถให้เขาชั่วคราว
“พนัสไหนครับ” วรเกียรติซึ่งเป็นเลขาส่วนตัวของเขาถามขึ้นมา
“พนัสที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกับเพื่อนสนิทผม”
“อ้อ ที่แท้ก็คุณนัสลูกชายของคุณสุทธิโชติ”
“ผมอยากรู้ว่าตอนนี้มันกำลังคบกับใครอยู่”
“เท่าที่ผมได้ยินมาคุณพนัสไม่ได้คบใครมาหลายปีแล้วนะครับ”
ประธานหนุ่มจ้องมองเลขาด้วยแววตาขุ่นมัว เขาไม่เชื่อหรอกว่าคนอย่างไอ้พนัสจะไม่มีเรื่องผู้หญิงมาหลายปีขนาดนั้น มีเหตุผลแค่ข้อเดียวที่ผู้ชายจะไม่สนใจผู้หญิงคือเป็นเกย์ แต่เขาไม่เคยได้ยินจากจิรกิตว่าญาติมันมีรสนิยมแบบนี้
“มันก็ไม่แน่หรอก”
พอกลับจากทำงานธนกรทิ้งตัวนอนแผ่หลาบนโซฟาตัวยาว หลังจากเลิกรากับภาวศาความสัมพันธ์ระหว่างเขากับปรียาวดีไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง สุดท้ายเขาไม่ได้คบเธอเป็นแฟน
สี่ปีมานี้เขาไม่ได้สนใจผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษรวมทั้งไม่ได้คบใครแบบจริงจัง พอรู้ตัวอีกทีตอนนี้เขาก็อายุสามสิบสองปีแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะสละโสดอย่างที่ครอบครัวคาดหวังสักที ผิดกับเพื่อนรักอย่าง คณเดชที่ตอนนี้กลายเป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวเต็มตัวเพราะเมียหนี จากนั้นมามันก็เลิกคั่วสาวเพราะไม่อยากให้ลูกสาวเจอคนแบบตัวเอง เรียกได้ว่ามันกลัวกรรมตามสนองล่ะมั้ง
