
บทย่อ
เมื่อโชคชะตากลั่นแกล้งเธอให้หวนกลับมาเผชิญหน้ากับ 'เขา' อีกครั้ง เพียงเห็นใบหน้าของเขา ความรู้สึกเจ็บปวดก็แล่นเข้ามากลางใจ เรื่องราวในอดีตที่แสนเศร้าผุดขึ้นมาในห้วงความคิดอีกครา กว่าเธอจะลบเขาออกจากหัวใจได้นั้นไม่ง่ายเลย ชั่วชีวิตนี้เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบเจอกับเขาอีกนับตั้งแต่วันนั้น...วันที่เขาทิ้งเธอไปอย่างไม่ไยดี สี่ปีก่อนเขาขอตัดความสัมพันธ์อย่างไร้เยื่อใย วันเดียวกันกับวันที่เธอได้รู้ว่าตัวเองกำลังตั้งท้องลูกของเขา หนึ่งชีวิตที่เกิดจากความรักระหว่างเรา แม้เอ่ยปากบอกไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี “พราว จากนี้ไปผมจะไม่กลับมาที่นี่อีก” “คุณหมายความว่ายังไง” “ผมมีคู่หมั้นที่จะแต่งงานด้วยแล้ว เรื่องของเราควรจบแค่นี้” “คะ...คู่หมั้นงั้นเหรอ” น้ำเสียงสั่นเครือพูดทวนคำพูดของชายหนุ่ม ทั้ง ๆ ที่ในใจรู้สึกปวดร้าวจนแทบทนไม่ไหว “ใช่ เธอเป็นคนที่คู่ควรที่จะยืนเคียงข้างผม” “แล้วที่ผ่านมาคุณเห็นเรื่องระหว่างเราเป็นอะไรคะ” “ไม่ใช่ระหว่างเรา แต่เป็นคุณคนเดียวต่างหาก คุณเป็นคู่นอนที่ดีแต่ไม่ใช่คู่ชีวิตผม” สิ้นคำตอบ ร่างเล็กทรุดลงกับพื้นพร้อมเสียงร่ำไห้ราวจะขาดใจ
ตัดสัมพันธ์
สองมือเล็กที่กำลังจัดเตรียมอาหารหยุดชะงักลง เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูเข้ามา ภาวศาเอี้ยวตัวหันกลับไปมองยังต้นเสียงพร้อมรอยยิ้มเหมือนเช่นเคย
ร่างสูงของธนกรเดินตรงมาที่โต๊ะกินข้าวก่อนจะยืนนิ่งไม่ได้นั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมเหมือนปกติ เขามองไปหญิงสาวราวกับกำลังใช้ความคิด ทว่าเพียงชั่วครู่ใบหน้าคร้ามจึงได้เอ่ยประโยคที่ทำให้คนที่ได้ฟังแทบล้มทั้งยืน
“กลับมาแล้วเหรอคะ”
“ผมมีเรื่องที่ต้องบอกคุณ”
“เรื่องอะไรคะ”
“พราว จากนี้ไปผมจะไม่กลับมาที่นี่อีก”
“คุณหมายความว่ายังไง”
“ผมมีคู่หมั้นที่จะแต่งงานด้วยแล้ว เรื่องของเราควรจบแค่นี้”
“คะ...คู่หมั้นงั้นเหรอ” น้ำเสียงสั่นเครือพูดทวนคำพูดของชายหนุ่ม ทั้ง ๆ ที่ในใจรู้สึกปวดร้าวจนแทบทนไม่ไหว
“ใช่ เธอเป็นคนที่คู่ควรที่จะยืนเคียงข้างผม”
“แล้วที่ผ่านมาคุณเห็นเรื่องระหว่างเราเป็นอะไรคะ”
“ไม่ใช่ระหว่างเรา แต่เป็นคุณคนเดียวต่างหาก คุณเป็น คู่นอนที่ดีแต่ไม่ใช่คู่ชีวิตผม”
"แล้วถ้า..."
"ไม่ว่าคุณจะยกเอาเรื่องอะไรมารั้งผม คำตอบก็ยังเหมือนเดิมไม่มีทางเปลี่ยน" เขาแทรกขึ้นมาเหมือนรู้ว่าเธอกำลังหาข้ออ้างเพื่อรั้งเขาเอาไว้
ภาวศากัดฟันจนริมฝีปากกลายเป็นเส้นตรง หลังจากที่คิดจะบอกเขาเรื่องที่เธอท้อง แต่คงไร้ประโยชน์เพราะนอกจากเขาจะไม่ได้รู้สึกยินดีแล้ว เขาอาจคิดว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของตัวเอง นี่ก็นานแล้วที่เขาไม่ได้มาหาเธอ แม้จะบอกหรือไม่ คงไม่สำคัญเพราะถึงอย่างไรเขาได้ตัดสินใจแล้วว่าจะจบความสัมพันธ์ครั้งนี้
"คุณไม่ต้องกังวลว่าผมจะไม่ให้อะไรคุณ" บอกพลางวางเช็คจำนวนห้าล้านลงบนโต๊ะ แล้วพูดขึ้นมาอีกประโยคว่า
"ส่วนห้องนี้ผมยกให้คุณ" พูดจบเขาได้หันหลังเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ร่างเล็กทรุดตัวนั่งลงกับพื้นพร้อมกับเสียงร่ำไห้ราวจะขาดใจพร้อมกับกุมหน้าท้องของตัวเองเอาไว้
เวลาผ่านไปราวสี่เดือนเศษเธอถึงได้ตัดสินใจขายห้องนี้ โชคดีที่คอนโดตั้งอยู่ในทำเลทองทำให้ขายออกไปได้เร็วกว่าที่คิด ภาวศาใช้สายตากวาดมองไปทั่วทั้งห้องอยู่นานหลายนาทีเพราะนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะได้มาเหยียบที่นี่ ห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยความทรงจำมากมากมายระหว่างเรา
ช่างน่าเสียดายที่วันเวลาไม่อาจหวนคืนกลับมาได้อีก…
"ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งวันนี้ต้องมาถึง แต่พราวกลับไม่เคยเลิกหวังว่าคุณอาจจะรักพราวขึ้นมาบ้างก็ได้ ช่างโง่จริง ๆ" เธอพร่ำบอกตัวเอง ก่อนที่หยาดน้ำตาจะไหลเปรอะเปื้อนใบหน้านวล แต่เธอก็ยิ้มรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเธอที่เลือกเอง...เลือกมาเป็นของเล่นชั่วคราวให้กับคนรวยอย่างเขา
จากนี้ไปชีวิตของเธอมีเพียงเธอกับลูกน้อยแค่สองคนเท่านั้น ไม่มีเขาอีกต่อไป พอถึงเวลาร่างบางจึงได้ออกจากห้องนี้เช่นกันทิ้งไว้เพียงเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้
เมื่อทุกอย่างปิดฉากลง...ทุกความทรงจำได้กลายเป็นเพียงความว่างเปล่า แม้ต่อจากนี้จะไม่มีเขาแล้วแต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป อย่างน้อยก็เพื่อลูกในท้องที่กำลังจะเกิดมา
หลังจากจบความสัมพันธ์กับภาวศาเพียงไม่กี่เดือน เขาได้ยินจากเลขาว่าหญิงสาวขายคอนโดแห่งนั้นไปแล้ว
คราวแรกธนกรรู้สึกแปลกใจไม่น้อย แต่พอคิดว่าเธอแค่ต้องการเงินจึงไม่ได้ให้ความสนใจ อีกอย่างราคาคอนโดที่เขาเคยซื้อให้ราคาถือว่าไม่ได้สูงอะไรมากนัก
“พี่กร” เสียงหวานของปรียาวดีดังขึ้นทำให้ร่างสูงผละจากจอโน้ตบุ๊กแล้วหันไปสนใจคนที่มาใหม่
“ลมอะไรหอบมาที่นี่ครับ”
“ลมคิดถึงไงคะ”
ธนกรยกยิ้มเล็กน้อยตอนที่ได้ยินประโยคถัดมาของคนตรงหน้า เธอเป็นคนที่เขาหมายตาอยากได้มาเป็นคู่หมั้น หลังจากพิจารณาหลายด้านทั้งเรื่องธุรกิจที่ต้องสามารถสนับสนุนเขาได้กับเรื่องรูปร่างหน้าตา ถือได้ว่าปรียาวดีตรงตามความต้องการของเขาทั้งหมด และยิ่งไปกว่านั้นมารดาของเขายังเห็นดีเห็นงามด้วยจึงไม่มีปัญหา
ปรียาวดีชอบเขาทำไมเขาจะไม่รู้ ตอนไปเรียนต่อป.โท ที่อังกฤษเธอเป็นรุ่นน้องร่วมสาขากับเขา บ่อยครั้งที่มีโอกาสได้ออกไปสังสรรค์ด้วยกันทำให้ทั้งคู่รู้จักนิสัยกันพอสมควร
“เย็นนี้วดีมีนัดทานข้าวกับคุณป้าเลยแวะมาหาพี่กร เผื่ออยากไปพร้อมกัน”
“ถ้าอย่างนั้นเชิญวดีนั่งรอที่ห้องรับแขกก่อน พี่ขอเคลียร์งานสักหนึ่งชั่วโมง”
“ก็ได้ค่ะ แต่ก่อนไปขอหอมมัดจำก่อน” ว่าแล้วถือวิสาสะที่ชายหนุ่มกำลังเผลอประทับริมฝีปากกับแก้มสาก แล้วออกไปนั่งรอที่ห้องรับแขกที่อยู่ห้องข้าง ๆ
