ตอนที่ 6 ยิ่งเกลียด ยิ่งปรารถนา
ตอนที่ 6 ยิ่งเกลียด ยิ่งปรารถนา
มือหนาของเขาข้างหนึ่งตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือหัว ส่วนอีกข้างกระชากสาบเสื้อกี่เพ้าที่คอสูงมิดชิดจนกระดุมมุกหลุดกระเด็นไปคนละทิศละทาง เผยให้เห็นเนินอกขาวสล้างภายใต้บราเซียลูกไม้ตัวบางที่ยังมีรอยรักสีกุหลาบจากเมื่อคืนเด่นชัด
เสียงหัวใจของมู่หรงเสวี่ยเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ความหวาดกลัวปนเปไปกับความรัญจวนที่เขาจงใจยัดเยียดให้ มือหนาบีบเค้นเต้าทรวงงามหนักสลับเบา จนเนื้อนุ่มล้นทะลักตามง่ามนิ้วแกร่ง เขาไม่ได้ออมแรงเลยสักนิด
“อื้อ... อย่า!” เธออุทานเสียงหลงเมื่อนิ้วหัวแม่มือร้ายกาจสะกิดเขี่ยยอดปทุมถันผ่านเนื้อผ้าลูกไม้บางเบา
“ปากบอกว่าอย่าแต่ดูสิ... ร่างกายของเธอมันกลับสั่นรับสัมผัสของฉันอย่างหน้าไม่อาย" เขาพึมพำชิดผิวคอขาวระหง ก่อนจะซุกไซ้ซอกคออย่างหิวกระหาย ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินจนมู่หรงเสวี่ยสั่นสะท้านไปทั้งตัว
ท่ามกลางแสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะที่ส่องสว่างเพียงมุมเดียว โม่เยี่ยนเฉิงผละริมฝีปากออกมาชั่วครู่ ดวงตาคมกริบจ้องมองผลงานความป่าเถื่อนของตนเองบนผิวเนียนละเอียดด้วยสายตาที่ลุ่มลึกขึ้น มือหนาที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธค่อยๆ เลื่อนลงมาตามส่วนโค้งเว้าของร่างกายที่เขาสัมผัสมาแล้วเมื่อคืน
“หยุดนะ! โม่เยี่ยนเฉิง!”
มู่หรงเสวี่ยพยายามจะหดตัวหนี แต่แผ่นหลังกลับติดแน่นกับโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็งที่เย็นเฉียบ สวนทางกับสัมผัสอันเร่าร้อนของเขา มาเฟียหนุ่มไม่ปล่อยให้เธอมีโอกาสประท้วง มือหนาสอดเข้าไปใต้แผ่นหลังนวลเนียนอย่างชำนาญ เพียงแค่แรงสกิดปลายนิ้ว ตะขอชั้นในลูกไม้ตัวจิ๋วก็หลุดออกจากกันทันที
เขากระชากสายบราออกจากไหล่กลมมนก่อนจะเหวี่ยงมันลงพื้นอย่างไม่ไยดี ทรวงอกอวบอิ่มคู่สวยที่เคยถูกห่อหุ้มดีดตัวเป็นอิสระต่อหน้าสายตาพยัคฆ์ร้ายทันที มันสั่นระริกตามจังหวะการหายใจที่หอบถี่ของหญิงสาว ยอดปทุมถันสีหวานบวมช้ำจากการถูกบดขยี้เมื่อคืนยังคงเด่นชัด ราวกับจะประจานความดิบเถื่อนของชายตรงหน้า แววตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธแค้นเป็นความหิวกระหายอย่างปิดไม่มิด
“พอแล้ว... ฮึก... ฉันยังเจ็บอยู่จริงๆ นะ” มู่หรงเสวี่ยยกมือขึ้นหวังจะปกปิดทรวงอกที่เปิดเปลือย แต่มือหนากลับรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้แน่นกว่าเดิมด้วยมือเดียว แล้วกดตรึงไว้เหนือศีรษะ
เขาก้มลงซุกไซ้และครอบครองยอดอกข้างหนึ่งทันที ลิ้นร้อนตวัดเลียจนมู่หรงเสวี่ยต้องแอ่นกายรับสัมผัสด้วยความเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง
“จำไว้นะมู่หรงเสวี่ย...” เขาผละออกมามองใบหน้าสวยจัดที่เปื้อนคราบน้ำตาของเธอ “ตราบใดที่ชื่อเธอยังอยู่ในทะเบียนสมรสของฉัน ร่างกายนี้ก็ยังเป็นของเล่นที่ฉันจะเอาเมื่อไหร่ก็ได้!”
“ฮึก... คนป่าเถื่อน... คุณมันปีศาจ...” น้ำตาแห่งความอัปยศไหลรินออกมาทางหางตา เธอกัดริมฝีปากจนห้อเลือดเพื่อสะกดกั้นเสียงครางที่น่าอาย ทั้งที่ใจต่อต้านแต่ความดิบเถื่อนของผู้ชายตรงหน้ากลับปลุกเร้าสัญชาตญาณบางอย่างในร่างนี้ให้ตอบสนองอย่างน่าใจหาย
“ใช่ ฉันมันปีศาจ... และเธอก็เป็นคนกระโดดลงมาในขุมนรกนี้เอง มู่หรงเสวี่ย!”
โม่เยี่ยนเฉิงไม่สนใจคำด่าทอ เขาซุกหน้าลงกับสองเต้าอวบ ขบเม้มยอดปทุมถันสีหวานจนมู่หรงเสวี่ยต้องแอ่นกายขึ้นด้วยความเสียวซ่านที่จู่โจมอย่างรวดเร็ว รอยช้ำเก่ายังไม่ทันจาง รอยช้ำใหม่ก็ถูกแต่งแต้มลงไปทับถม ความเจ็บระบมที่เคยมีกลับกลายเป็นความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านไปทั่วท้องน้อย
เขาผละออกเพียงครู่เพื่อจัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบไม่ละไปจากใบหน้าสวยที่บิดเบี้ยวด้วยความทรมานปนปรารถนาของเธอ มู่หรงเสวี่ยพยายามจะพลิกกายหนีแต่เขากลับแทรกตัวเข้ามากลางหว่างขาเรียวสวย บังคับให้เธอต้องต้อนรับเขาอีกครั้ง
“มองหน้าฉัน!” เขาออกคำสั่งเสียงเฉียบขาดขณะที่มือหนาเชยคางเธอขึ้น “จำไว้ว่าเธอเป็นคนเสนอเอง!”
"อ๊ะ!..." มู่หรงเสวี่ยเม้มปากแน่นจนห้อเลือด พยายามสะกดกั้นเสียงครางที่น่าอดสูไม่ให้เล็ดลอดออกมา
บทรักบนโต๊ะทำงานเริ่มต้นขึ้นอย่างดุดัน แรงกระแทกกระทั้นทำให้โต๊ะไม้หนักอึ้งสั่นไหว มู่หรงเสวี่ยจิกเล็บลงบนไหล่กว้างของเขาจนได้เลือด เธอปรารถนาจะเกลียดเขาให้ถึงที่สุด แต่ร่างกายกลับทรยศความรู้สึกเบื้องลึก มันเรียกร้องและตอบสนองจังหวะรักอันป่าเถื่อนนั้นอย่างควบคุมไม่ได้
โม่เยี่ยนเฉิงยิ้มอย่างพึงใจ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวใต้ร่างเริ่มสูญเสียการควบคุมตัวเอง ดวงตาของเธอฉ่ำปรือและริมฝีปากแดงช้ำนั้นเผยอออกเพื่อโกยเอาอากาศเข้าปอด
“อา... เสวี่ยเอ๋อร์...” เขาเรียกชื่อเล่นของเธอเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สองมือหนาช้อนสะโพกมนให้ยกขึ้นรับสัมผัสที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทุกจังหวะที่เขาสอดประสานเข้าไป มันคือการตอกย้ำความเป็นเจ้าของและลงทัณฑ์ในเวลาเดียวกัน
ผ่านไปเนิ่นนานจนกระทั่งพายุอารมณ์สงบลง โม่เยี่ยนเฉิงทิ้งน้ำหนักตัวลงทับร่างบางที่อาบไปด้วยเหงื่อ ลมหายใจของทั้งคู่สอดประสานกันในความเงียบที่มีเพียงเสียงนาฬิกาโบราณเดินบอกเวลา
เขาลุกขึ้นจัดการเสื้อผ้าให้เข้าที่ด้วยท่าทีเรียบเฉย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะหันมามองมู่หรงเสวี่ยที่ยังคงนอนหอบหายใจโรยรินอยู่บนโต๊ะทำงาน สภาพของเธอตอนนี้ดูบอบช้ำยิ่งกว่าเมื่อตอนเช้า เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่เหลือชิ้นดี
“ออกไปจากห้องฉันได้แล้ว... ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจขังเธอไว้ที่นี่ทั้งคืน”
มู่หรงเสวี่ยกัดฟันพยุงร่างกายที่สั่นเทาลุกขึ้น รวบรวมเศษผ้าที่เหลืออยู่มาปกปิดร่างกาย ก่อนจะก้าวลงจากโต๊ะทำงานด้วยท่าทางทุลักทุเล เดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองมาเฟียหนุ่มที่ยืนสูบบุหรี่มองเธอจากทางด้านหลังด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาความหมาย
