ตอนที่ 7 เมินเฉย
ตอนที่ 7 เมินเฉย
เช้าวันรุ่งขึ้น มู่หรงเสวี่ยลุกขึ้นจากเตียงสามฟุตครึ่งภายในห้องเล็กท้ายคฤหาสน์ เธอสั่งให้อาเจินขนของย้ายมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืน แม้สภาพร่างกายจะย่ำแย่จนแทบไม่อยากขยับตัว แต่เธอก็ต้องฝืนใจลุกขึ้นมาแต่งตัว ใบหน้าที่สะท้อนในกระจกดูซีดเซียว
“ไอ้เลว! ไอ้คนหน้าเลือด!...” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน พลางมองดูรอยช้ำที่ตัดกับผิวขาวจัดบนลำคอและหน้าอก
เธอกัดฟันหยิบตลับแป้งราคาแพงขึ้นมา พอกทับลงบนลำคอระหงซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อกลบรอยขบเม้มสีกุหลาบ เมื่อมั่นใจว่าร่องรอยถูกปกปิดจนเนียนกริบ มู่หรงเสวี่ยจึงหยิบชุดกี่เพ้าผ้าไหมซาตินสีน้ำเงินเข้มขลิบทองออกมาสวมใส่ ตัวชุดตัดเย็บอย่างประณีตเข้ารูปเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งที่เย้ายวนใจ แต่ทว่าดูสวยสง่าด้วยคอเสื้อที่ตั้งสูงปิดมิดชิดถึงลำคอ
หญิงสาวรวบผมยาวสลวยขึ้นไปม้วนเป็นมวยต่ำไว้ที่ท้ายทอยก่อนจะปักด้วยปิ่นทองประดับมุกแท้ที่ดูเรียบแต่แพงระยับ ใบหน้าที่เคยดูซีดเซียวถูกเติมแต่งด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศ เธอเขียนคิ้วให้โก่งเรียวรับกับดวงตาหงส์ที่ฉายแววเด็ดเดี่ยว และจบด้วยการทาริมฝีปากสีแดงก่ำราวกับกลีบกุหลาบป่า
เธอมองตัวเองในกระจกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหยิบกระเป๋าถือใบเล็กเข้าชุดกันแล้วก้าวออกจากห้องไป
เมื่อเดินออกมาจากตึกเล็ก สายตาของมู่หรงเสวี่ยก็ปะทะเข้ากับร่างบอบบางของเถียนเซียงที่กำลังยืนอยู่กับเฉินอวี่หน้าตึกใหญ่ แววตาของเธอที่มองมายังมู่หรงเสวี่ยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและระแวดระวัง
ในนิยายโม่เยี่ยนเฉิงต้องการหักหน้ามู่หรงเสวี่ย เขาจึงสั่งให้เถียนเซียงย้ายขึ้นมาพักที่ห้องนอนแขกชั้นสองของตึกใหญ่ ซึ่งอยู่ปีกซ้ายตรงข้ามกับห้องนอนใหญ่ของเขาและมู่หรงเสวี่ยพอดิบพอดี การจัดสรรที่พักเช่นนี้ไม่ต่างจากการตบหน้าเมียแต่งอย่างเธอฉาดใหญ่ ให้พวกคนใช้นินทาเธอลับหลัง เพราะโดยปกติแล้วสาวใช้หรือผู้ช่วยจะต้องพักที่ตึกเล็กด้านหลัง
เถียนเซียงรีบก้มหน้าลงต่ำจนคางชิดอกเมื่อเห็นมู่หรงเสวี่ยเดินเข้ามาใกล้
"เอ่อ... นายหญิง..." เถียนเซียงพึมพำเรียกเสียงแผ่ว พลางถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณเพราะคิดว่ามู่หรงเสวี่ยจะพุ่งเข้ามาตบตีเหมือนอย่างที่ใครๆ เขาลือกัน
ทว่ามู่หรงเสวี่ยกลับทำเพียงแค่ปรายตามองผ่านร่างนางเอกไปราวกับเห็นธาตุอากาศ เธอเดินไปขึ้นรถยนต์สีดำอีกคันที่เป็นรถสำรองของบ้าน เธอสั่งให้คนขับรถออกรถทันทีโดยไม่หันกลับไปมองตึกใหญ่ที่มีสายตาคมกริบของโม่เยี่ยนเฉิงจ้องมองลงมาจากหน้าต่างห้องทำงานชั้นสอง มาเฟียหนุ่มยืนกอดอกบดกรามแน่น มองรถที่เคลื่อนตัวออกไปพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง เมื่อเห็นท่าทีที่เมินเฉยของภรรยาและการย้ายตัวเองไปอยู่ตึกเล็กท้ายคฤหาสน์
การจราจรในเซี่ยงไฮ้ปี 1986 ยังไม่หนาแน่นด้วยรถยนต์เท่ากับยุคที่ลู่เหม่ยจากมา แต่เสียงแตรจักรยานและรถลากยังคงดังระงม รถยนต์แล่นผ่านย่านผู่ซีที่เต็มไปด้วยตึกเก่าสไตล์อาณานิคม หญิงสาวนั่งพิงพนักเบาะหนัง หลับตาลงเพื่อพักสายตา
รถแล่นมาถึงหน้ากรมที่ดินในเวลาสิบโมงเช้าพอดี เมื่อรถจอดสนิทหน้าอาคารสไตล์ตะวันตกของกรมที่ดิน มู่หรงเสวี่ยก็เห็นเถ้าแก่ร้านหยกยืนเช็ดเหงื่อพลางชะเง้อคอมองหาเธออย่างกระวนกระวาย
“คุณนายโม่! ทางนี้ครับทางนี้!” เถ้าแก่รีบกุลีกุจอเข้ามาหาเมื่อเห็นเธอลงจากรถ “ผมก็นึกว่าคุณนายจะเปลี่ยนใจเสียแล้ว”
“ฉันคำไหนคำนั้นค่ะเถ้าแก่ พอดีมีธุระติดพันนิดหน่อย เราเข้าไปข้างในกันเถอะค่ะ” พูดจบมู่หรงเสวี่ยก้าวเดินนำเข้าไปภายในอาคารทรงยุโรปอันโอ่อ่าด้วยท่าทีที่มั่นใจ
การจัดการเอกสารในยุค 1986 นั้นค่อนข้างยุ่งยาก แต่ด้วยบารมีของตระกูลโม่รวมถึงเงินปึกใหญ่ที่ถูกจ่ายออกไปอย่างไม่เสียดาย ทำให้ทุกอย่างราบรื่น เจ้าหน้าที่กรมที่ดินรีบจัดการโอนชื่อเจ้าของที่ดินและอาคารร้านหยกให้กลายเป็นชื่อของมู่หรงเสวี่ยภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง
หลังจากแยกตัวจากเถ้าแก่ มู่หรงเสวี่ยสั่งให้คนขับรถพามาส่งที่ร้านกาแฟสุดหรูริมแม่น้ำหวังผู่ เธอต้องการเวลาเงียบๆ เพื่อวางแผนขั้นต่อไป
เธอนั่งลงที่โต๊ะริมหน้าต่าง มองดูเรือขนส่งสินค้าที่แล่นผ่านไปมาในแม่น้ำ ขณะที่กำลังจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ เสียงหัวเราะแหลมสูงที่คุ้นหูอย่างประหลาดก็ดังขึ้นจากทางประตูร้าน
“ตายจริง! นั่นใช่มู่หรงเสวี่ยหรือเปล่าน่ะ? หายหน้าหายตาไปตั้งหลายวัน!”
มู่หรงเสวี่ยถอนหายใจยาวก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง กลุ่มหญิงสาวสี่คนที่เดินเข้ามาหา พวกเธอคือเพื่อนสนิทในนิยายของมู่หรงเสวี่ย... หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ กลุ่มเพื่อนกินที่คอยยุยงให้มู่หรงเสวี่ยทำแต่เรื่องโง่ๆ
“อ้าว!... ทำไมวันนี้ดูซีดๆ ล่ะจ๊ะ หรือว่าเมื่อคืนคุณโม่จัดหนักจนไม่ได้นอน?” หลินเจียอี้จีบปากจีบคอถามพลางทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะของมู่หรงเสวี่ยโดยไม่ได้ขออนุญาต เพื่อนอีกสามคนรีบกุลีกุจอมานั่งล้อมรอบทันที
“พวกเธอมีธุระอะไรหรือเปล่า?” มู่หรงเสวี่ยถามเสียงเย็น
หญิงสาวทั้งสี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ปกติมู่หรงเสวี่ยจะรีบโอ้อวดเรื่องโม่เยี่ยนเฉิง หรือไม่ก็นั่งบ่นกระปอดกระแปดเรื่องผู้หญิงคนอื่นที่มาเกาะแกะสามีเธอ แต่ครั้งนี้เธอกลับดูนิ่งจนน่าประหลาด
“แหม ทำเป็นเข้มไปได้!” เหมยลี่โบกมือ “วันนี้พวกเรากะจะชวนเธอไปดูแฟชั่นโชว์ชุดชั้นในที่โรงแรมสันติภาพ เห็นว่ามีคอลเลคชั่นใหม่มาจากฝรั่งเศสเลยนะ เธอต้องชอบแน่ๆ จะได้เอาไปใส่ยั่วคุณโม่ไง”
“ฉันไม่ไป” มู่หรงเสวี่ยตอบสั้นๆ “แล้วต่อไปนี้พวกเธอไม่ต้องมาชวนฉันไปไหนอีก เพราะฉันยุ่ง”
หลินเจียอี้เบิกตากว้าง “เธอเนี่ยนะยุ่ง? วันๆ เห็นเอาแต่เดินตามก้นสามี”
มู่หรงเสวี่ยค่อยๆ วางถ้วยกาแฟกระเบื้องเคลือบลงบนจานรอง เธอปรายตามองไล่ไปที่ใบหน้าของหญิงสาวทั้งสี่ทีละคน
“ฉันบอกว่ายุ่ง...ก็คือยุ่ง ฉันไม่อยากฟังพวกเธอพูดเรื่องไร้สาระอีกแล้ว ถ้าพวกเธอว่างนัก ก็เอาเวลาไปช่วยดูแลธุรกิจของที่บ้าน หรือไม่ก็หาสามีที่เป็นตัวเป็นตนของตัวเองซะจะได้ไม่ต้องมานั่งหมกมุ่นเรื่องสามีคนอื่น”
“มู่หรงเสวี่ย! นี่เธอหลอกด่าพวกเราเหรอ!”
“ฉันไม่ได้หลอกด่า... ฉันด่าตรงๆ” พูดจบมู่หรงเสวี่ยก็หยิบกระเป๋าถือราคาแพงขึ้นมาคล้องแขน แล้วเดินนวยนาดออกจากร้านไป ทิ้งให้หญิงสาวทั้งสี่นั่งอ้าปากค้างอยู่ท่ามกลางสายตาขบขันของแขกโต๊ะอื่นในร้าน
มู่หรงเสวี่ยสั่งให้คนขับรถพาเธอไปยังร้านหยกที่เพิ่งซื้อมา เมื่อมาถึงหน้าร้านที่บัดนี้กลายเป็นของเธอโดยสมบูรณ์ เธอเดินเข้าไปด้านในที่เต็มไปด้วยฝุ่นและกลิ่นอับของหินเก่า ตลอดทั้งบ่ายมู่หรงเสวี่ยนั่งคัดแยกหินดิบด้วยตัวเอง
บรรยากาศภายในห้องทำงานชั้นบนสุดของตึกแถวทรงยุโรปย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ตระกูลโม่ เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบโต๊ะทำงานไม้พะยูงสีเข้มที่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารบัญชีกาสิโนและท่าเรือ
โม่เยี่ยนเฉิง นั่งเอนหลังพิงเก้าอี้หนัง ดวงตาคมกริบจ้องมองตัวเลขกำไรขาดทุนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่านิ้วหนากลับเคาะโต๊ะเป็นจังหวะที่แสดงถึงความหงุดหงิดลึกๆ ในใจเขายังคงมีภาพใบหน้าหยิ่งยโสของมู่หรงเสวี่ยวนเวียนอยู่ในหัว ความอวดดีของเธอมันทำให้เขาสูญเสียการควบคุมตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นฉุดเขาออกจากภวังค์ ก่อนที่ร่างบอบบางในชุดกระโปรงสีครีมสะอาดตาจะก้าวเข้ามาอย่างประหม่า เถียนเซียงประคองถาดที่มีแก้วกาแฟเข้ามาด้วยท่าทางระมัดระวัง
“กาแฟค่ะคุณโม่...” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว พลางวางแก้วลงบนโต๊ะข้างมือเขา
โม่เยี่ยนเฉิงปรายตามองหญิงสาวตรงหน้า ความใสซื่อบริสุทธิ์ในดวงตาของเถียนเซียงช่างแตกต่างจากความจัดจ้านและอันตรายของมู่หรงเสวี่ยราวฟ้ากับเหว เถียนเซียงเหมือนกวางน้อยที่พลัดหลงเข้ามาในดงเสือ ดวงตากลมโตคู่นั้นของเธอทำให้หัวใจที่แข็งกระด้างของมาเฟียหนุ่มกระตุกวูบ
“เฉินอวี่บอกว่าเธอเรียนรู้งานไวมาก” เขากล่าวเสียงเรียบ ทว่าลดความกระด้างลงกว่าปกติ
เถียนเซียงยิ้มออกมาอย่างเขินอาย แก้มเนียนขึ้นสีระเรื่อ “คุณเฉินอวี่อธิบายเก่งค่ะ"
โม่เยี่ยนเฉิงหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบ รสชาติของมันนุ่มนวลและกลมกล่อมอย่างประหลาด “เธอชงกาแฟเองเหรอ?”
“ค่ะ... ฉันแอบใส่น้ำตาลกรวดลงไปนิดหน่อย”
คำพูดที่ดูไร้เดียงสาทว่าใส่ใจนั้นทำให้โม่เยี่ยนเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองสบตาหญิงสาวอยู่นาน จนเถียนเซียงต้องก้มหน้าหลบด้วยความขัดเขิน
"ขอบใจมาก ไปทำงานต่อเถอะ"
เถียนเซียงรีบโค้งตัวแล้วถอยออกจากห้องไปทันที
