ตอนที่ 5 ข้อตกลง
ตอนที่ 5 ข้อตกลง
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลโม่ดูอึมครึมยิ่งกว่าวันไหนๆ รถยนต์ยุโรปคลาสสิกสีดำแล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้ามุขคฤหาสน์ แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟกิ่งข้างเสาส่องกระทบใบหน้าเรียวสวยของมู่หรงเสวี่ยทันทีที่เธอก้าวเท้าลงจากรถ
ร่างกายของเธอยังคงประท้วงจากความเจ็บระบม อาเจินที่มายืนรออยู่หน้าประตูรีบก้มหน้าหลบสายตา เพราะกลัวว่าจะโดนพายุอารมณ์ซัดเข้าใส่เหมือนทุกวัน
“นายท่านล่ะ?” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยถามเสียงเรียบ
“อยู่ที่ห้องทำงานชั้นบนค่ะนายผู้หญิง แต่นายท่านสั่งไว้ว่าห้ามใครรบกวนเด็ดขาด เพราะกำลังคุยงานด่วนกับคุณเฉินอวี่อยู่ค่ะ” อาเจินตอบตะกุกตะกัก
ลู่เหม่ยไม่ได้ฟังคำทัดทาน เธอหมุนตัวก้าวขึ้นบันไดวนไปทันที ความเจ็บแปลบที่กึ่งกลางกายทำให้เธอต้องเม้มปากแน่น แต่เป้าหมายสำคัญกว่าความเจ็บปวด เธอต้องการเงินสามแสนแปดหมื่นเก้าพันหยวนไปซื้ออนาคต และคนเดียวที่จะให้เงินก้อนนี้แก่เธอได้ในตอนนี้ก็คือไอ้พระเอกใจร้าย
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของโม่เยี่ยนเฉิง มู่หรเสวี่ยก็หยุดยืนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเคาะประตูเบาๆ สองครั้ง แล้วผลักประตูเข้าไปโดยไม่รอเสียงอนุญาต เพราะถ้าเธอรอเขาคงไม่ให้เข้าพบอยู่ดี เสียงบานประตูที่ถูกเปิดทำเอาคนที่อยู่ด้านในชะงักกึก
ภายในห้องที่อบอวลไปด้วยกลิ่นซิการ์และบรั่นดี โม่เยี่ยนเฉิง นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวเขื่อง แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบใบหน้าคมสันที่ดูเคร่งขรึมและเต็มไปด้วยรังสีอำมหิต ข้างๆ เขาเฉินอวี่กำลังกางแผนที่ท่าเรือเซี่ยงไฮ้อยู่
“เข้ามาทำไม? ฉันบอกแล้วไงว่าเวลาฉันทำงานห้ามใครรบกวน!” น้ำเสียงเย็นชาบาดลึกของเขาทำให้เฉินอวี่ถึงกับต้องขยับตัวออกห่างอย่างรู้หน้าที่
ลู่เหม่ยเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของเขา เธอไม่ได้ทำท่าทางออเซาะอย่างที่มู่หรงเสวี่ยคนเดิมชอบทำ
“ฉันมีธุระด่วนจะคุยกับคุณค่ะ”
“เฉินอวี่ ออกไปก่อน” โม่เยี่ยนเฉิงสั่งเสียงเย็นชา มือหนาวางแก้วบรั่นดีลงอย่างแรง
เฉินอวี่โค้งตัวเล็กน้อยก่อนจะรีบก้าวออกจากห้องไป ทิ้งให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความกดดันที่รุนแรงราวกับพายุกำลังจะมา
“ว่ามา... เธอต้องการอะไรอีก?” โม่เยี่ยนเฉิงพิงหลังกับพนักเก้าอี้หนัง สายตาไล่มองรอยช้ำจางๆ บนลำคอของเธอที่โผล่พ้นปกกี่เพ้า
“ฉันต้องการเงิน... สามแสนเก้าหมื่นหยวนค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้โม่เยี่ยนเฉิงหลุดหัวเราะออกมา แต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน “สามแสนเก้าหมื่น? เธอละเมอหรือเปล่ามู่หรงเสวี่ย? เงินจำนวนนั้นมันมากพอที่จะซื้อโรงแรมขนาดใหญ่ได้เลยนะ”
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงใหญ่กำยำเดินเข้ามาใกล้จนลู่เหม่ยต้องขยับถอยหลังไปหนึ่งก้าว “เงินเดือนที่ฉันให้เธอไปทุกเดือน หายไปไหนหมด? หรือว่าเธอเอาไปถลุงเล่นกับเพื่อนคุณหนูไร้สมองของเธอจนหมดแล้ว?”
“ที่ฉันมาขอครั้งนี้ ไม่ใช่เอาไปซื้อเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับไร้สาระเหมือนคราวที่แล้ว แต่ฉันจะเอาไปลงทุนธุรกิจ”
“ลงทุนธุรกิจงั้นเหรอ?” โม่เยี่ยนเฉิงแค่นยิ้มหยัน มือหนาเอื้อมมาบีบคางมนของเธออย่างแรง บังคับให้เธอต้องแหงนหน้าสบตา “คนอย่างเธอเนี่ยนะจะลงทุน? อย่ามาโกหกให้เสียเวลาดีกว่า บอกมาตรงๆ ว่าพ่อของเธอกำลังจะล้มละลายใช่ไหม ถึงได้ส่งลูกสาวมาไถเงินฉันแบบนี้!”
“อย่าลามปามถึงคุณพ่อของฉันนะ!” มู่หรงเสวี่ยปัดมือเขาออกอย่างแรง “ถ้าไม่มีตระกูลมู่ ตระกูลโม่จะมีวันนี้เหรอ?”
“นั่นมันเรื่องในอดีต!” โม่เยี่ยนเฉิงตะคอกใส่หน้าภรรยาที่เขาเกลียดเข้ากระดูกดำจนเธอสะดุ้ง “ฉันตอบแทนพวกเธอไปมากพอแล้ว ทั้งเงิน ทั้งอำนาจที่ฉันยอมแบ่งให้ตระกูลมู่ และที่สำคัญ... ฉันยอมแต่งงานกับผู้หญิงหน้าไม่อายอย่างเธอเพื่อรักษาหน้าพ่อของเธอก็ถือว่าให้เกียรติพ่อเธอมากแล้ว! พวกเธอยังจะเป็นปลิงสูบเงินฉันไม่เลิกอีก!”
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ไม่ใช่เพราะความรักที่มีให้เขา แต่เป็นความเวทนาต่อเจ้าของร่างเดิมที่ยอมลดศักดิ์ศรีไปรักผู้ชายเลวคนนี้
“ฉันรู้ค่ะว่าคุณมองฉันเป็นปลิง... เป็นผู้หญิงที่จ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อคุณ แต่เงินก้อนนี้ ฉันต้องการใช้มันจริงๆ ถือว่าเป็นค่าเสียหายที่คุณทำกับฉันเมื่อคืนนี้ก็ได้”
โม่เยี่ยนเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง “ค่าตัวงั้นเหรอ? เธอนี่มันหน้าหนาจริงๆ มู่หรงเสวี่ย ทั้งที่เธอเป็นคนวางยาฉันเองแต่กลับมาเรียกเก็บเงิน!”
เขากลับไปนั่งที่โต๊ะ กระชากลิ้นชักออกแล้วหยิบสมุดเช็คขึ้นมา “ฉันอาจจะรวยจนเงินเหลือใช้ แต่ฉันไม่ใช่คนโง่ที่จะปล่อยให้ปลิงอย่างเธอมาสูบเลือดสูบเนื้อไปทำเรื่องงี่เง่า เงินสี่แสนหยวน... ฉันจะให้ก็ได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน”
มู่หรงเสวี่ยหรี่ตามอง “ข้อแลกเปลี่ยนอะไร?”
โม่เยี่ยนเฉิงขยับยิ้มเจ้าเล่ห์ “เธอต้องเซ็นเอกสารยอมรับว่า หลังจากนี้เธอจะไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของฉัน ไม่ว่าฉันจะพาใครเข้าบ้าน หรือจะยกย่องใครขึ้นมาในฐานะอะไร เธอไม่มีสิทธิ์ด่าทอ หึงหวง หรือแตะต้องผู้หญิงของฉันแม้แต่ปลายเล็บ และที่สำคัญ... เธอต้องย้ายไปอยู่ที่ตึกเล็กท้ายคฤหาสน์ อย่ามาเสนอหน้าให้ฉันเห็นในตึกใหญ่อีก ถ้าฉันไม่สั่ง!”
นี่มันคือการ ‘หย่าร้าง’ ทางพฤตินัยชัดๆ เขาต้องการไล่เธอไปให้พ้นทางเพื่อจะได้อยู่กับนางเอกอย่างมีความสุข ลู่เหม่ยยิ้มในใจ
‘ทางสะดวกเลยสิแบบนี้ ไม่ต้องคอยเห็นหน้ายักษ์ของไอ้คนใจร้าย แถมได้เงินไปสร้างตัวอีก’
“ตกลงค่ะ ฉันจะเซ็น” เธอตอบรับทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
โม่เยี่ยนเฉิงเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจ เขาคาดหวังจะเห็นเธอร้องไห้ฟูมฟาย กรีดร้องไม่ยอมรับ หรือพุ่งเข้ามาทุบตีเขาเหมือนทุกครั้งที่เขาพูดถึงผู้หญิงคนอื่น แต่เธอกลับสงบนิ่งเสียจนเขารู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง
“เซ็นซะ... แล้วอย่าคิดจะตลบตะแลงทีหลังล่ะ” เขาเลื่อนเช็คที่เซ็นชื่อกำกับไว้เรียบร้อยพร้อมกับเอกสารสัญญาที่ให้เฉินอวี่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้มาตรงหน้าเธอ
ลู่เหม่ยหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา จรดปลายปากกาเซ็นชื่อ ‘มู่หรงเสวี่ย’ ลงไปอย่างรวดเร็วและสวยงาม เธอหยิบเช็คขึ้นมานับดูตัวเลขในใจอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนจะเก็บมันใส่กระเป๋า
“ขอบคุณค่ะ จากนี้ไปฉันจะไม่โผล่หน้ามาให้คุณเห็นอีก หรือถ้าคุณอยากหย่าวันไหนก็ให้เฉินอวี่มาแจ้งวันนัดหย่ามาได้เลย” พูดจบเธอก็หันหลังเตรียมจะเดินออกจากห้อง
“เดี๋ยว!” เสียงของเขาหยุดเธอไว้ โม่เยี่ยนเฉิงมองใบหน้าที่หยิ่งยโสของภรรยาด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความดื้อรั้นที่ฉายออกมาจากดวงตาคู่นั้นทำให้เขาใจสั่นอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความเสน่หา แต่มันคือความท้าทายที่เขาอยากจะเอาชนะ
“เงินตั้งสี่แสนหยวน...ฉันคิดว่าตัวเองขาดทุนไปหน่อย คืนนี้เธอต้องปฏิบัติฉัน”
“ไม่นะ... วันนี้ไม่ได้... ฉันยังเจ็บอยู่...” เธอละล่ำละลักบอก เมื่อเห็นแววตาหื่นกระหายของเขา
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องเตือนให้เธอรีบหนีไปจากตรงนี้ เธอหมุนตัวหมายจะวิ่งไปที่ประตูไม้บานยักษ์ แต่ทว่าเรี่ยวแรงของหญิงสาวที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาทั้งคืนบวกกับความระบมที่ยังไม่จางหาย ทำให้ก้าวขาได้ไม่ไวเท่าใจคิด
“จะหนีไปไหน!...ในเมื่อเธอกล้าตีราคาตัวเองเป็นเงินสี่แสนหยวน เธอก็ต้องทำหน้าที่ให้คุ้มค่าตัวหน่อยสิ”
โม่เยี่ยนเฉิงคำรามพร้อมกับกวาดวงแขนแกร่งรวบเอวคอดกิ่วของเธอไว้จากด้านหลัง แรงปะทะทำให้แผ่นหลังของลู่เหม่ยกระแทกเข้ากับแผงอกของเขาเข้าอย่างแรง เธอพยายามดิ้นรนและทุบตีลำแขนที่แข็งราวกับคีมเหล็กนั้น
“ปล่อยนะ! ฉันเซ็นสัญญาให้คุณแล้วไง! คุณได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วเราไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวกันอีก ปล่อย!”
“สิ่งที่ฉันต้องการ... ฉันจะเป็นคนกำหนดเองว่ามันจบลงเมื่อไหร่!”
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง มาเฟียหนุ่มช้อนร่างบางขึ้นอุ้มในท่าเจ้าสาว มู่หรงเสวี่ยหวีดร้องด้วยความตกใจ แต่มือเรียวยังคงทุบตีเขาไม่หยุด ก่อนที่เขาจะวางเธอลงบนโต๊ะทำงานไม้พะยูงตัวเขื่อง โม่เยี่ยนเฉิงใช้หลังมือปัดกองเอกสารสำคัญ สัญญาธุรกิจ และแก้วบรั่นดีจนหล่นกระจายลงพื้นเสียงดังโครมคราม แผ่นกระดาษปลิวว่อนไปทั่วห้อง
“อย่า... อื้อ!”
คำประท้วงถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนจัดของเขาบดขยี้ลงมาอย่างจาบจ้วง คราวนี้นอกจากโทสะแล้ว มันยังมีกระแสความปรารถนาที่รุนแรงปนเปอยู่ด้วย เขาจูบสยบความพยศและความอวดดีของเธอ มู่หรงเสวี่ยดิ้นรนจนผ้ากี่เพ้าสีน้ำเงินเข้มเลิกขึ้นสูงถึงต้นขาอ่อน รสชาติฝาดเฝื่อนของบรั่นดีที่ยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นของเขาซึมลึกเข้าสู่สัมผัสของเธอ
