บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 วางแผน

ตอนที่ 4 วางแผน

รถยนต์ยุโรปสีดำคลาสสิกแล่นทะยานไปตามท้องถนนของเซี่ยงไฮ้ ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกแถวทรงยุโรปสลับกับบ้านเรือนแบบจีนดั้งเดิม ผู้คนพลุกพล่านในชุดเสื้อผ้าสีหม่นเริ่มถูกแต่งแต้มด้วยสีสันตามกระแสแฟชั่นตะวันตกที่เริ่มหลั่งไหลเข้ามา

ลู่เหม่ยนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ในใจทบทวนเนื้อหานิยายที่เธอจำได้ ตระกูลมู่แม้จะเคยยิ่งใหญ่และมีพระคุณต่อตระกูลโม่ แต่ในปัจจุบันกลับเหลือเพียงเปลือกนอก พ่อของมู่หรงเสวี่ยเป็นคนใจอ่อนและทำธุรกิจไม่เก่ง ทำให้กิจการกาสิโนและโรงแรมที่เคยรุ่งเรืองเริ่มถดถอย

เมื่อรถจอดสนิทหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ดูโอ่อ่าแต่ทรุดโทรม ลู่เหม่ยก้าวลงจากรถด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง เธอเดินผ่านประตูบานใหญ่เข้าไปยังห้องโถงกลาง

“เสวี่ยเอ๋อร์! ลูกมาได้ยังไง?” เสียงแหบพร่าของชายสูงวัยดังขึ้น มู่หยวนพ่อนางร้ายรีบเดินเข้ามาหาลูกสาวเพียงคนเดียวด้วยแววตาเป็นห่วง

ลู่เหม่ยมองชายตรงหน้า ผิวพรรณและหน้าตาของเขาดูทรุดโทรมกว่าที่เธอคิด ในนิยายมู่หยวนรักลูกสาวมากจนยอมตามใจทุกอย่าง แม้กระทั่งบีบบังคับให้โม่เยี่ยนเฉิงแต่งงานกับเธอ นั่นทำให้โม่เยี่ยนเฉิงไม่เคยให้เกียรติหรือไว้หน้าพ่อของนางร้ายเลย ทุกครั้งที่ทั้งสองพบเจอกันจะปะทะคารมเสมอ

“คุณพ่อ...” ลู่เหม่ยเรียกออกไปตามสัญชาตญาณของร่างเดิม จู่ ๆ น้ำตาก็รื้นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ความรู้สึกโหยหาที่ตกค้างอยู่ในร่างกายนี้ช่างรุนแรงนัก

“ทำไมหน้าตาดูซีดเซียวแบบนี้ล่ะลูก? แล้วนั่น... รอยที่คอคืออะไร!” มู่หยวนถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเมื่อเห็นรอยช้ำจางๆ ที่โผล่พ้นปกชุดกี่เพ้า “โม่เยี่ยนเฉิงมันทำอะไรลูก?!”

ลู่เหม่ยฝืนยิ้มและจูงมือพ่อไปนั่งที่โซฟา “ไม่มีอะไรค่ะคุณพ่อ แค่เรื่องกระทบกระทั่งกันนิดหน่อย แต่ที่หนูมาหาพ่อวันนี้ เพราะมีเรื่องสำคัญจะปรึกษา”

“เรื่องอะไรลูก? บอกพ่อมาเถอะ พ่อยอมทำทุกอย่างเพื่อลูก”

ลู่เหม่ยสูดลมหายใจเข้าปอด “หนูอยากให้คุณพ่อถอนตัวจากโครงการท่าเรือร่วมกับตระกูลโม่ค่ะ และรวบรวมทรัพย์สินที่มีอยู่ขายทอดตลาดออกไปให้หมด”

มู่หยวนเบิกตากว้าง “อะไรนะ! ลูกพูดอะไรออกมา? นั่นมันขุมทองของตระกูลเราเลยนะ และโม่เยี่ยนเฉิงเขาก็ดูแลเรื่องความปลอดภัยให้เราด้วย”

“คุณพ่อเชื่อหนูนะคะ” ลู่เหม่ยตอบเสียงแข็ง ในนิยายโครงการท่าเรือนี้เองที่ถูกโม่เยี่ยนเฉิงวางแผนยึดครองจนตระกูลมู่ล้มละลาย โม่เยี่ยนเฉิงไม่เคยรักมู่หรงเสวี่ย และเขาก็ไม่เคยคิดจะปรานีตระกูลมู่ที่อ้างบุญคุณกับเขามาตลอด

“เสวี่ยเอ๋อร์... ลูกไปรู้อะไรมา?”

“โลกมันกำลังเปลี่ยนไปค่ะคุณพ่อ อีกไม่นานรัฐบาลจะเปิดรับนักลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาธุรกิจสีเทาของตระกูลอีกต่อไป เราควรจะเริ่มทำธุรกิจที่ขาวสะอาดและยั่งยืน”

มู่หยวนมองลูกสาวด้วยความประหลาดใจ ลูกสาวที่วันๆ เอาแต่แต่งตัวสวยและวิ่งไล่ตามผู้ชายคนหนึ่งจนเป็นบ้า กลับมาพูดเรื่องธุระกิจด้วยสีหน้าจริงจัง

“แล้วเรื่องโม่เยี่ยนเฉิงล่ะ? ลูกรักเขามากไม่ใช่หรือ?”

“ความรักที่ต้องแลกมาด้วยศักดิ์ศรี... มันไม่ใช่ความรักหรอกค่ะคุณพ่อ เขาไม่เคยรักหนูเลย หลังจากนี้หนูจะหย่ากับเขาค่ะ” ลู่เหม่ยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

“หย่า... หย่าอย่างนั้นหรือเสวี่ยเอ๋อร์?!” มู่หยวนนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เขาจ้องหน้าลูกสาวราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า

"ที่ผ่านมาลูกพูดเองไม่ใช่หรือ ว่าจะตายเสียให้ได้ถ้าไม่ได้แต่งงานกับโม่เยี่ยนเฉิง...หรือว่ามันทำร้ายจิตใจลูก? พ่อจะไปเคลียร์กับมันให้รู้เรื่อง! ต่อให้ตระกูลโม่จะมีอิทธิพลคับฟ้า แต่เขาก็ไม่มีสิทธิ์มาเหยียบย่ำหัวใจแก้วตาดวงใจของพ่อแบบนี้!"

ลู่เหม่ยรีบคว้ามือหนาที่หยาบกร้านของผู้เป็นพ่อไว้ เธอสัมผัสได้ถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่มู่หยวนมีให้ลูกสาว แม้ในสายตาคนนอกเขาจะเป็นมาเฟียตกอับที่ขี้ขลาด แต่สำหรับมู่หรงเสวี่ย เขาคือพ่อที่พร้อมจะแลกชีวิตให้เธอได้เสมอ

"คุณพ่อคะ ใจเย็นๆ ก่อนค่ะ ที่หนูอยากหย่า ไม่ใช่เพราะเขาทำร้ายจิตใจ เอ่อ...อาจจะมีส่วนอยู่นิดหน่อย แต่คนไม่รักอยู่กันไปก็มีแต่จะทุกข์ใจเปล่าๆ หนูเหนื่อยที่จะต้องวิ่งตามเขาแล้วค่ะ"

มู่หยวนมองลูกสาวด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก ความเจ็บปวดที่เคยมีในดวงตาของลูกสาวหายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน "เสวี่ยเอ๋อร์... พ่อไม่รู้ว่าลูกไปเจออะไรมา แต่ถ้าลูกยืนยันแบบนี้ พ่อก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ"

ลู่เหม่ยยกยิ้มบางๆ ในใจเริ่มวางแผนการขั้นต่อไป 'ในเมื่อบทนางร้ายมันจบไม่สวย งั้นฉันขอสวมบทนักธุรกิจสาวเซี่ยงไฮ้กู้ชีพตระกูลแทนก็แล้วกัน!'

ตลอดทั้งบ่าย มู่หรงเสี่ยวใช้เวลาอยู่ในห้องทำงานของพ่อ เธอขอตรวจดูบัญชีและเอกสารสัญญาทั้งหมด แม้ความรู้พื้นฐานจากชีวิตก่อนจะเป็นเพียงพนักงานออฟฟิศ แต่เธอก็พอจะมองออกว่าตรงไหนที่มีช่องโหว่

“เราต้องตัดอวัยวะที่เน่าเสียทิ้งค่ะ” เธอชี้ไปที่ตัวเลขการขาดทุนของคาสิโน “ขายมันทิ้งซะ แล้วเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์แถบผู่ตง”

มู่หยวนขมวดคิ้ว “ผู่ตงงั้นเหรอ? ตรงนั้นมันมีแต่ดินเลนกับทุ่งหญ้านะลูก ใครเขาจะไปอยู่ที่นั่น”

ลู่เหม่ยยิ้มกว้าง เธอรู้ดีว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า พื้นที่รกร้างที่พ่อว่า จะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่แพงที่สุดในโลก “เชื่อใจหนูนะคะ อีก 10 ปีข้างหน้า ที่นั่นจะเป็นยิ่งกว่าขุมทอง”

ขณะที่เธอกำลังวางแผนอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าห้องทำงาน ประตูถูกผลักออกอย่างแรงโดยไม่มีการขออนุญาต

“กลับบ้านมาทำไมไม่บอกพี่ล่ะ?”

มู่หรงเสวี่ยหันไปมองชายหนุ่มที่ก้าวเข้ามา เขาคือ มู่หรงฟง ลูกพี่ลูกน้องของเธอ แววตาของเขาดูไม่น่าไว้วางใจ แม้จะพยายามปั้นยิ้มอบอุ่นก็ตาม

“พี่ฟง...” เธอพึมพำ ก่อนจะรีบปิดสมุดบัญชี “ฉันแค่คิดถึงคุณพ่อค่ะ เลยแวะมาเยี่ยม”

“เหรอ?” มู่หรงฟงเดินเข้ามาใกล้ สายตาจ้องเขม็งไปที่เอกสารบนโต๊ะ

มู่หรงเสวี่ยจ้องมองลูกพี่ลูกน้องสายเลือดห่างๆ ตามเนื้อหาในนิยาย เขาคือคนที่แอบถ่ายโอนทรัพย์สินของพ่อเธอไปเป็นชื่อของตัวเอง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเปลี่ยนเรื่องคุยกับพ่อของเธอ

หลังจากแยกตัวออกมาจากห้องทำงาน มู่หรงเสวี่ยก็บอกให้คนขับรถพาเธอไปยังย่านการค้าเก่าแก่ของเซี่ยงไฮ้ พื้นที่ที่เต็มไปด้วยร้านขายของเก่าและโรงประมูลหินดิบ ในยุค 1986 นี้ การทำธุรกิจหยกยังถือเป็นเรื่องของสวยงามมากกว่าการเก็งกำไร ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หยกน้ำงามเพียงชิ้นเดียวจะมีค่ามากกว่าคฤหาสน์ทั้งหลัง

เธอก้าวเท้าเข้าไปในร้านขายหยกที่ดูซอมซ่อแต่มีประวัติยาวนาน เดินผ่านกองหินดิบที่วางระเกะระกะ

“เถ้าแก่... สร้อยกับกำไลหยกพวกนี้ขายเท่าไหร่คะ?”

ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาว “ผมจะเลิกกิจการแล้ว ถ้าคุณผู้หญิงชอบชิ้นไหนเลือกได้เลย เดี๋ยวผมลดราคาให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ทุกชิ้น ช่วงนี้ใครๆ ก็แห่ไปซื้อเครื่องเพชรตะวันตกกันหมด หยกพวกนี้ไม่มีใครสนใจแล้ว”

มู่หรงเสวี่ยยกยิ้มที่มุมปากเบาๆ เมื่อได้ยินคำว่า “เลิกกิจการ” ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบๆ ร้านที่ซ่อนขุมทรัพย์มหาศาลเอาไว้

“เถ้าแก่คะ ในเมื่อคุณจะเลิกกิจการแล้ว...งั้นฉันขอซื้อร้านนี้ต่อได้ไหม?...ทั้งหินดิบรวมถึงหยกทุกชิ้นที่วางอยู่ในร้านนี้”

เถ้าแก่ร้านหยกมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างเต็มตา ชุดกี่เพ้าสีน้ำเงินเข้มตัดกับผิวขาวจัดและท่าทางจองหองที่ดูก็รู้ว่าเป็นผู้ดีมีชาติตระกูลนั้นทำให้เขาแค่นหัวเราะออกมา

“คุณผู้หญิง... อย่ามาล้อกันเล่นเลย ร้านนี้แม้จะดูซอมซ่อ แต่มูลค่าที่ดินย่านนี้บวกกับกองหินดิบที่ผมสะสมมาทั้งชีวิต มันไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ คุณจะจ่ายไหวเหรอ?”

มู่หรงเสวี่ยไม่ได้โกรธที่โดนดูถูกซึ่งๆ หน้า “ฉันไม่ได้ล้อเล่น ฉันจะซื้อจริงๆ บอกราคามาเถอะ”

เถ้าแก่ขมวดคิ้วแน่น เขาประเมินราคาในใจครู่หนึ่งก่อนจะโพล่งออกมา “สามแสนแปดหมื่นเก้าพันหยวน! ขาดตัว... รวมทุกอย่างในร้านนี้ และถ้าคุณมีเงินสดจ่ายตอนนี้ ผมจะยกกุญแจให้คุณทันที พรุ่งนี้พวกเราค่อยไปสำนักงานเขตที่ดินด้วยกันเพราะตอนนี้มันจะห้าโมงเย็นแล้ว”

“ตกลงค่ะ... แต่วันนี้ฉันไม่มีเงินสดติดตัวมากขนาดนั้น” มู่หรงเสวี่ยตอบตรงๆ

พอได้ยินแบบนั้น สีหน้าของเถ้าแก่ก็เปลี่ยนจากความหวังเป็นความบูดบึ้งทันที “นั่นไง! นึกแล้วเชียว คุณแค่แกล้งลองถามหยั่งเชิงเฉยๆ”

มู่หรงเสวี่ยไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านกับสีหน้าดูแคลนของเถ้าแก่ร้านหยก “เถ้าแก่ ใจเย็นๆ ก่อนสิ ฉันบอกว่าไม่มีเงินสดติดตัวมาตอนนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าไม่มีจ่าย” เธอปรายตาไปทางรถยนต์ยุโรปสีดำขลับที่จอดรออยู่หน้าร้าน “คุณคงพอจะมองออกว่ารถคันนั้นราคาเท่าไหร่”

เถ้าแก่หรี่ตามองลอดแว่นสายตาหนาเตอะไปยังรถคันงามที่มีป้ายทะเบียนคุ้นตา แววตาของเขาเริ่มเปลี่ยนจากความหงุดหงิดเป็นความตระหนก

“นั่นมัน... รถของตระกูลโม่?”

“ถูกต้องค่ะ” มู่หรงเสวี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ใช้ฐานะเดิมของเจ้าของร่างให้เป็นประโยชน์เป็นครั้งแรก “ฉันคือ มู่หรงเสวี่ย ภรรยาของโม่เยี่ยนเฉิง คุณคิดว่าชื่อนี้พอจะค้ำประกันเงินสามแสนกว่าหยวนได้หรือเปล่า?”

“คะ... คุณนายโม่! โถ่ ผมตาถั่วจริงๆ ที่จำคุณไม่ได้ ถ้าเป็นคุณนายโม่ เรื่องเงินย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับ”

มู่หรงเสวี่ยยิ้มอย่างพอใจ “งั้นพรุ่งนี้เช้า เก้าโมงตรงเจอกันที่หน้ากรมที่ดินนะเถ้าแก่”

“ครับ! ครับ! ผมจะไปรอตั้งแต่ไก่โห่เลยครับคุณนายโม่!” เถ้าแก่ละล่ำละลักรับคำ แผ่นหลังเริ่มเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel