บทที่ 5 นอนด้วยกันแล้วกลับไม่ยอมรับ
เซี่ยจิ่งหลานเข้ามาในห้องเพื่อหยิบป้ายคำสั่ง ตอนนั้นอาเหมยมัวแต่เช็ดตัวและพันแผลให้เขา จึงไม่ได้สังเกตเห็นป้ายชิ้นนี้ ภายหลังเซี่ยจิ่งหลานจึงนำมันไปซ่อนไว้ตรงมุมกำแพง
ขอเพียงมีป้ายคำสั่งนี้อยู่ เขาก็สามารถใช้อำนาจแทนเว่ยเจิงเพื่อควบคุมกองทัพตะวันตกเฉียงเหนือไว้ได้ชั่วคราว
ไม่รู้หมิงเฟิงนึกอะไรขึ้นมา จู่ๆ ก็เอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ซื่อจื่อ จะให้ส่งจดหมายกลับเมืองหลวง เรียกคนมารับนางกลับไปก่อนหรือไม่ขอรับ?”
“รับใคร?”
เซี่ยจิ่งหลานเก็บป้ายคำสั่งเรียบร้อย ก่อนหันกลับมา แววตาเย็นชามีความไม่เข้าใจอยู่เล็กน้อย
หมิงเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหลือบตามองเตียงเล็กที่วางผ้าห่มสองผืนไว้อย่างเป็นระเบียบ
หรือว่าซื่อจื่อของเขา... นอนด้วยกันแล้วกลับไม่ยอมรับ?
ผู้ใต้บังคับบัญชาวิพากษ์วิจารณ์นายเหนือหัวถือเป็นข้อห้ามร้ายแรง หมิงเฟิงรีบก้มหน้า เก็บอารมณ์ในสายตาลงทันที
แต่เซี่ยจิ่งหลานจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ เดิมทีเขาไม่คิดสนใจการคาดเดาไร้สาระเช่นนี้ แต่เพื่อรักษาชื่อเสียงของตนเอง เขาจึงขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยอธิบายอย่างที่แทบไม่เคยเป็นมาก่อน
“ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด”
ไม่ใช่อย่างที่คิดอะไรกัน?
หมิงเฟิงรู้สึกว่าคำพูดเช่นนี้ ซื่อจื่อไม่น่าจำเป็นต้องอธิบายกับตนเลยด้วยซ้ำ เขาจึงรีบพยักหน้ารัวๆ พยายามเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน
เซี่ยจิ่งหลาน “...”
ชื่อเสียงอันดีงามที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของเขา ล้วนถูกสตรีผู้นี้ทำลายจนหมดสิ้นแล้ว
เซี่ยจิ่งหลานนำตั๋วแลกเงินใส่ไว้ในไหดินเผาที่อาเหมยใช้เก็บเงินเป็นประจำ จากนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า
“ส่งข่าวให้หมิงเหอ บอกให้ตอนมาเอาเงินมาด้วยมากหน่อย แล้วก็ช่วยบอกเจ้าหน้าที่คนใหม่ไว้สักคำ ให้เขาคอยดูแลนางบ้าง”
หลังเหลียงโจวถูกกวาดล้างครั้งใหญ่ ขุนนางทั้งหมดจะต้องถูกเปลี่ยนใหม่อย่างแน่นอน หากมีคนคอยดูแล อาเหมยจึงจะรักษาเงินทองของตนเอาไว้ได้
หมิงเฟิงรับคำทีละเรื่อง หลังสั่งการเสร็จ เซี่ยจิ่งหลานก็เดินออกจากลานเรือน ก่อนจากไป เขาหันกลับมามองครั้งสุดท้าย
แพะในคอกตัวนั้นยังคงเบิกตากลมใส ร้อง “แบ๊ะๆ” ใส่เขาไม่หยุด เซี่ยจิ่งหลานเมตตาเป็นพิเศษ จึงไม่ได้ฆ่ามันทิ้งก่อนจากไป อย่างไรเสีย ภายหน้าก็คงไม่มีวันได้กลับมาพบทุกสิ่งที่นี่อีกแล้ว
*****
ลมเหนือพัดหอบเกล็ดหิมะละเอียดโปรยลงมา อาเหมยเร่งฝีเท้ารีบกลับเรือน
บนรถเข็นเต็มไปด้วยเสบียง ผ้า และเนื้อสัตว์ นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้มีปีใหม่อันอุดมสมบูรณ์เช่นนี้ ใบหน้าจึงเต็มไปด้วยความยินดีที่ปิดไว้ไม่มิด
สือชีคงรออยู่ที่เรือนจนใจร้อนแล้ว เกล็ดหิมะโปรยลงบนปลายผมและบ่าไหล่ แต่อาเหมยกลับไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย
เสียงล้อรถครูดไปตามถนนดินที่ปกคลุมด้วยหญ้าแห้งดัง “กุกกัก” นางมองเห็นแพะในคอกโผล่หัวออกมา กำลังเคี้ยวหญ้าแห้งพลางร้องเรียกนาง
พอเห็นว่าแพะถูกให้อาหารแล้ว อาเหมยก็ยิ้ม ก่อนตะโกนเข้าไปในเรือน
“สือชี ข้ากลับมาแล้ว! ดูสิว่าข้าซื้ออะไรดีๆ กลับมาบ้าง”
นางเข็นรถไปจอดไว้หน้าห้องครัว แต่กลับไม่เห็นคน จึงวางรถลงแล้วเดินไปทางห้องนอน
“สือชี? สือชี!”
ทว่านางค้นทั่วทั้งเรือนแล้ว ก็ยังไม่เห็นเงาของสือชีเลย
ด้านนอกหิมะตกหนัก อากาศหนาวจับใจ อาเหมยกลัวว่าอาการบาดเจ็บของเขายังไม่หายดีแล้วจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน จึงออกไปตามหาหนึ่งรอบ ไม่ว่าจะริมลำธารหรือบนภูเขา ก็ไม่พบอะไรเลย
เมฆดำปกคลุมทั่วฟ้า หิมะยังคงตกไม่หยุด แม้แต่แสงจันทร์ก็ถูกเมฆหนาทึบบดบัง จนรอบด้านมืดสนิท อาเหมยคลำทางกลับมาที่เรือน แพะในคอกหลับไปแล้ว ส่วนรถเข็นยังคงจอดอยู่หน้าห้องครัว
ใบหน้าของนางถูกลมหนาวพัดจนแดง มือเท้าแข็งชาเล็กน้อย ขณะค่อยๆ ขนของลงจากรถ
ผ้าฝ้ายสีขาวนวลพับนั้นถูกนางนำไปเก็บไว้ในตู้ภายในห้องนอนอย่างระมัดระวัง ในมือยังเหลือเงินอีกหนึ่งตำลึง อาเหมยจึงเดินไปเก็บเงิน พอสอดมือลงไปในไหดิน กลับสัมผัสได้ถึงกระดาษแผ่นหนึ่ง
นางรีบจุดตะเกียงขึ้นมาดู แต่ตัวหนังสือที่แน่นเต็มหน้ากระดาษ สำหรับอาเหมยที่อ่านหนังสือไม่ออกแล้ว ก็ไม่ต่างจากลายเส้นยุ่งเหยิง มองอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
แต่ก่อนหน้านี้ ในไหไม่มีกระดาษแผ่นนี้อยู่แน่ สือชีหายไปแล้ว นี่คงเป็นสิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้นาง พอนึกถึงตรงนี้ อาเหมยก็รีบพับกระดาษเก็บไว้กับตัว ก่อนออกจากเรือนอีกครั้ง
ทั้งหมู่บ้านมีเพียงครอบครัวเดียวที่อ่านหนังสือออก สมัยหนุ่มๆ ท่านลุงอู๋เคยทำงานเป็นเสมียนบัญชีอยู่ในเมือง ภายหลังเพราะนายจ้างเกิดเรื่อง จึงจำต้องกลับบ้านเกิดเพื่อหลบภัย
อาเหมยรีบวิ่งไปเคาะประตูเรือนลุงอู๋ คนที่มาเปิดประตูคือลูกชายของลุงอู๋ พอเห็นนาง ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที รีบเชิญนางเข้าไปด้านใน
“ท่านลุงอู๋อยู่หรือไม่?” อาเหมยเพียงยืนถามอยู่ตรงหน้าประตู
ลุงอู๋ที่อยู่ในห้องข้างๆ ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จึงเดินออกมาทักทายอาเหมย พร้อมถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
อาเหมยไม่เสียเวลา รีบอธิบายจุดประสงค์คร่าวๆ ก่อนหยิบกระดาษที่นางเก็บรักษาไว้อย่างดีออกมา
ลุงอู๋เป็นคนมีน้ำใจ เขาพานางเข้าไปในห้อง ก่อนรับกระดาษไปดูด้วยรอยยิ้ม ทว่าไม่นาน สีหน้ากลับเคร่งขรึมลง
“แม่หนู นี่คือตั๋วแลกเงินมูลค่าห้าสิบตำลึง สามารถนำไปขึ้นเงินที่โรงแลกเงินในเมืองได้ เจ้า... ได้มันมาอย่างถูกต้องจริงหรือ?”
สมัยหนุ่มๆ เขาเคยเป็นเสมียนบัญชี เพียงมองก็รู้ทันทีว่าตั๋วแลกเงินใบนี้เป็นของจริง ส่วนอาเหมย นางแทบไม่เคยจับเงินตำลึงด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับการรู้จักตั๋วแลกเงิน
เมื่อได้ยินว่าเป็นตั๋วแลกเงิน ความคาดหวังในดวงตาของอาเหมยก็ดับลงทันที นางส่ายหน้า ไม่ได้อธิบายอะไรมาก เพียงตอบว่า
“ข้าช่วยทำธุระบางอย่างให้คนผู้หนึ่ง เขาจึงให้มาเป็นค่าตอบแทนเจ้าค่ะ”
เมื่อลุงอู๋เห็นว่าเงินนี้ไม่ได้มาจากการขโมยหรือปล้นชิง ก็คืนตั๋วแลกเงินให้นาง พร้อมกำชับให้เก็บรักษาไว้ให้ดี
อาเหมยรับคำ วางเงินค่าสอบถามสองอีแปะไว้ ก่อนจะหันหลังจากไป ไม่มีใครสังเกตเลยว่า ด้านนอกหน้าต่างมีคนแอบฟังบทสนทนาของทั้งสองอยู่
เมื่อกลับมาถึงเรือน ความเงียบเหงาที่อธิบายไม่ถูกก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งเรือน ภายใต้ค่ำคืนหิมะอันเวิ้งว้าง มีเพียงเสียงลมเหนือพัดหวีดหวิวไม่หยุด
สือชีจากไปแล้ว เขาไม่แม้แต่จะรอนางกลับมา ไม่รู้ว่าเพราะนางกลับช้าเกินไป เขาจึงไม่ได้ร่ำลา หรือเป็นเพราะเขาจำทุกอย่างได้แล้วกันแน่
หรือว่าครอบครัวของเขามาตามหาแล้ว...
คงเป็นเช่นนั้นกระมัง มิเช่นนั้นเขาจะทิ้งเงินมากถึงห้าสิบตำลึงไว้ให้นางเป็นค่าตอบแทนได้อย่างไร
อาเหมยไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้มาก่อน นางสามารถเลี้ยงแพะได้อีกหลายตัว สร้างเรือนใหม่ และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็ไม่อาจดีใจขึ้นมาได้เลย
ตอนกินข้าว นางเผลอเรียก “สือชี” ตามความเคยชิน แต่กลับไม่มีผู้ใดขานตอบ
ยามค่ำคืน อาเหมยนอนอยู่ใต้ผ้าห่มสองผืน มองเปลวไฟสีส้มแดงในเตาอั้งโล่อยู่นานโดยไม่อาจข่มตาหลับ
ทั้งที่เพิ่งเมื่อวาน พวกเขายังนอนอยู่บนเตียงเดียวกันแท้ๆ ข้างหูของอาเหมย คล้ายยังได้ยินเสียงทุ้มนุ่มน่าฟังของเขาอยู่เลย
“รีบนอนเถอะ อาเหมย”
สุดท้ายอาเหมยก็ทนไม่ไหว แอบซ่อนตัวร้องไห้อยู่เงียบๆ ใต้ผ้าห่ม เหลือเพียงนางคนเดียวอีกครั้งแล้ว
*****
เช้าวันรุ่งขึ้น ด้านนอกถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลน แพะหนาวจนร้อง “แบ๊ะๆ” ไม่หยุด อาเหมยจึงเก็บกวาดพื้นที่ในห้อง ก่อนจูงมันเข้ามาด้านใน
ภายในห้องมีเตาถ่านให้ความอบอุ่น หลังอาเหมยกินข้าวเสร็จ ก็นั่งเย็บเสื้อผ้าอยู่ในห้อง
นางใช้ชีวิตเพียงลำพังมาหลายปี แม้งานเย็บปักจะค่อนข้างหยาบอยู่บ้าง แต่เรื่องตัดเสื้อกลับไม่ใช่ปัญหา หากรีบทำสักหน่อย ก่อนคืนส่งท้ายปีเก่าก็น่าจะได้สวมเสื้อใหม่พอดี
เพียงชั่วข้ามคืน อาเหมยก็ยอมรับความจริงที่ว่าสือชีจากไปแล้วได้ นางยังคงใช้ชีวิตเช่นเดิม วุ่นวายอยู่กับการเตรียมของสำหรับปีใหม่
ช่วงเวลาที่ได้พบสือชีงดงามราวกับขโมยมา เช่นเดียวกับตัวเขา... เดิมทีก็ไม่เคยเป็นของนางอยู่แล้ว
วันที่ยี่สิบเก้าของเดือนสิบสอง อาเหมยตื่นแต่เช้ามืดเพื่อทำหมั่นโถว นี่เป็นธรรมเนียมของคนท้องถิ่น นางยังจำได้ว่า แต่ก่อนท่านแม่มักตั้งใจนึ่งหมั่นโถวแป้งขาวลูกหนึ่งให้นางโดยเฉพาะ
ตอนนั้นที่เรือนยากจน ไม่มีเงินซื้อแป้งละเอียดกิน วันนี้หมั่นโถวที่อาเหมยทำจึงล้วนใช้แป้งขาวทั้งหมด นึ่งออกมานุ่มฟูละเอียด นางกัดไปคำใหญ่ ก่อนเผลอยิ้มออกมา
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน วันเวลาย่อมค่อยๆ ดีขึ้นเสมอ
แต่ทันใดนั้น รั้วไม้ในลานเรือนกลับถูกถีบจนดังสนั่น พร้อมเสียงฝีเท้ามากมายที่กำลังกรูกันเข้ามา
อาเหมยตกใจ รีบวิ่งออกไปดู ทว่าเพียงเงยหน้าขึ้น ก็เห็นทหารทางการกลุ่มหนึ่งล้อมลานเรือนของนางไว้แล้ว
“ใต้เท้า ก็ที่นี่ขอรับ นางยังไม่ได้ออกเรือน จะมีสามีได้อย่างไร บุรุษผู้นั้นต้องเป็นผู้ร้ายหลบหนีที่ใต้เท้าฟางกำลังตามจับแน่!”
อู๋ต๋ากำลังก้มหัวโค้งเอวประจบชายที่ยืนเป็นหัวหน้าอยู่ด้านข้าง
ส่วนคนที่มาด้วย ยังมีชายร่างสูงกับร่างเตี้ยสองคนนั้นจากวันก่อน ทั้งคู่ยังพันผ้าพันแผลอยู่ และกำลังจ้องอาเหมยด้วยสายตาอาฆาต
“ถูกต้อง วันนั้นพวกเรามาตรวจค้น ที่เรือนนางมีบุรุษอยู่จริง เพียงแต่ใช้ทะเบียนราษฎร์ของคนอื่นมาสวมรอยหลอกพวกเราไปได้”
คนที่เป็นหัวหน้าคือจางเหยียน ลูกน้องคนสนิทของฟางรุ่ยถง ปกติคอยช่วยอีกฝ่ายจัดการเรื่องสกปรกมานักต่อนัก
ช่วงนี้เขาแอบตามล่าเซี่ยจิ่งหลานอยู่ลับๆ แต่หาไม่พบสักที ตอนนี้ในที่สุดก็ได้เบาะแส จึงตวาดเสียงเข้มทันที
“จับตัวนางไว้!”
ทหารด้านหลังรีบพุ่งเข้ามาจับแขนอาเหมยไพล่หลังทันที ด้ามดาบกระแทกข้อมือนางจนเกิดรอยช้ำม่วง
หมั่นโถวที่เพิ่งกัดไปคำหนึ่งตกลงพื้น แต่อาเหมยไม่มีแก่ใจแม้แต่จะเสียดาย เพียงถลึงตาจ้องอู๋ต๋าอย่างโกรธแค้น
นางไม่คิดเลยว่าอู๋ต๋าจะไปแจ้งข่าวให้เจ้าขุนนางสุนัขนั่น ทั้งที่มารดาและน้องชายของเขาเองก็ตายในเหตุสังหารหมู่ครั้งนั้นเช่นกัน
พวกทหารรื้อค้นเรือนจนเละ ข้าวของถูกทุบกระจายไปทั่ว แต่กลับไม่พบร่องรอยของเซี่ยจิ่งหลานเลย
“พูดมา! เจ้าหัวขโมยนั่นไปไหนแล้ว?” จางเหยียนเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
หากจับเซี่ยจิ่งหลานไม่ได้ พวกเขาทุกคนต้องตายแน่
“ข้าไม่รู้” อาเหมยตอบตามความจริง
เสียง “ชิ้ง” ดังขึ้น ดาบคมถูกชักออกจากฝัก ก่อนจะจ่อเข้าที่ลำคอนางอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เกิดรอยเลือดบางๆ ขึ้น
อาเหมยย่อมหวาดกลัว แต่เรื่องที่เซี่ยจิ่งหลานไปที่ใด นางไม่รู้จริงๆ
“เขาหายตัวไปตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว ข้าไม่รู้จริงๆ”
ไม่นานนัก ทหารคนหนึ่งก็ค้นพบตั๋วแลกเงินที่เซี่ยจิ่งหลานทิ้งไว้ สายตาของจางเหยียนพลันมืดลง เขาแค่นหัวเราะเย็นชา
“ในเมื่อหายตัวไปแล้ว เหตุใดถึงยังทิ้งเงินไว้ให้เจ้าอีก? ยังไม่ยอมพูดความจริงอีกหรือ เอาตัวไป! พอเข้าศาลแล้ว ข้ามีวิธีทำให้นางยอมพูดเอง!”
ทางด้านนี้เกิดความวุ่นวายขึ้นไม่น้อย ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างทยอยกันมาดู พอเห็นอาเหมยถูกจับ ก็พากันถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“อาเหมยเป็นคนซื่อสัตย์มาตลอด นางทำผิดอะไร เหตุใดพวกใต้เท้าถึงจับนางกัน!”
พวกทหารผลักไสชาวบ้านที่เข้ามาล้อม พลางตวาดเสียงเข้ม
“ให้ที่ซ่อนผู้ร้ายหลบหนี หลอกลวงทางการ ย่อมต้องถูกส่งเข้าคุกสอบสวน หากผู้ใดขัดขวางการทำงานของทางการ จะถูกนับเป็นผู้ร่วมกระทำผิดเช่นกัน!”
ชาวบ้านต่างหวาดเกรงดาบในมือพวกทหาร แม้จะโกรธแค้นก็ไม่กล้าพูดอะไร
อู๋ต๋ารีบเข้าไปประจบขอเงินรางวัลจากจางเหยียน แต่กลับถูกถีบกระเด็นออกมา จางเหยียนแค่นหัวเราะเย็นชา
“ตัวยังจับไม่ได้ เจ้าจะมาเอาเงินรางวัลบ้าบออะไร!”
ลุงอู๋ที่รีบตามมาพอรู้ว่าเป็นลูกชายของตนที่ไปแจ้งข่าว ก็โกรธจนดวงตาแดงก่ำ แทบอยากตีลูกอกตัญญูคนนี้ให้ตายต่อหน้าเสียเดี๋ยวนั้น
ชาวบ้านคนอื่นต่างพากันมองอู๋ต๋าด้วยสายตาโกรธแค้น อู๋ต๋าเองก็ไม่คิดว่าเรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้ สีหน้าจึงดูย่ำแย่ แต่ก็ไม่กล้าไปมีปากเสียงกับพวกทหาร
ลุงโม่กำลังจะเข้าไปขวาง แต่อาเหมยกลับส่ายหน้า เรื่องทะเบียนราษฎร์ในตอนนั้น หากถูกสาวขึ้นมา ลุงโม่เองก็ต้องถูกจับเข้าคุกเช่นกัน
อาเหมยรู้ดีว่า เมื่อตกอยู่ในมือเจ้าขุนนางสุนัขนั่นแล้ว นางคงยากจะรอดพ้น สู้ให้นางรับทุกอย่างไว้เพียงผู้เดียวยังจะดีกว่า
“ลุงโม่ ฝากช่วยดูแลแพะของข้าด้วย”
อาเหมยถูกทหารผลักจนเซไปข้างหน้า ทำได้เพียงรีบฝากฝังประโยคนี้ไว้
ลุงโม่กำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความชิงชังที่แทบปิดไม่มิดต่อกลุ่มทหารตรงหน้า เขาตอบเสียงแหบพร่าว่า
“ได้”
อาเหมยถูกคุมตัวเข้าคุกทันที ระหว่างทาง ผู้คนที่เห็นสตรีคนหนึ่งถูกจับตัวเช่นนี้ ต่างพากันหันมามอง
สายลมหนาวพัดกระทบใบหน้าจนเจ็บแสบ อาเหมยเม้มริมฝีปาก ก่อนก้มหน้าลง
ภายในคุกหนาวเย็นจับกระดูก ทันทีที่เข้าไป อาเหมยก็หนาวจนตัวสั่น ยังดีที่นางถูกขังไว้เพียงลำพัง นักโทษในห้องข้างๆ ส่งสายตาไม่น่าไว้วางใจมาทางนาง แต่อาเหมยกลับไม่ได้ใส่ใจ
หลังจางเหยียนสั่งขังคนไว้เรียบร้อย ก็รีบไปแจ้งฟางรุ่ยถงทันที
“ใต้เท้า จับตัวคนไม่ได้ แต่เขาเคยถูกหญิงฆ่าหมูในหมู่บ้านเก็บซ่อนไว้จริง ขอเพียงง้างปากนางได้ ก็ต้องรู้ที่ซ่อนของเซี่ยจิ่งหลานแน่นอนขอรับ”
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ด้านบนมีแววตาเฉียบคม เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า
“ข้าจะไปสอบสวนนางด้วยตัวเอง แต่ต้องไว้ชีวิตนางก่อน หากนางมีความสัมพันธ์กับเซี่ยจิ่งหลานจริง ถึงเวลาจะได้ใช้ต่อรองได้”
“ขอรับ!”
จนถึงตอนนี้ ทั้งสองยังเชื่อว่าหลักฐานความผิดยังอยู่ในมือเซี่ยจิ่งหลาน
เพราะตราบใดที่ยังมีของสิ่งนั้นอยู่ อย่างน้อยต่อให้ถูกจับ ทั้งสองฝ่ายก็ยังพอมีทางต่อรองกันได้
แต่หากหลักฐานชิ้นนั้นไม่ได้อยู่ในมือเซี่ยจิ่งหลานแล้ว ต่อให้เขาถูกจับได้ ก็มีเพียงทางตายเท่านั้น
ท้ายที่สุดแล้ว คนเบื้องบนเหล่านั้นล้วนรักตัวกลัวตายยิ่งกว่าผู้ใด ไม่มีทางปล่อยผู้ที่อาจเป็นภัยต่อตนเองไว้แน่
