บทที่ 4 ไร้ยางอาย กลอุบายอันต่ำช้า
ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง ภายในห้องก็พลันตกอยู่ในความเงียบงัน
เตาถ่านที่อยู่ไม่ไกลยังคงลุกไหม้อย่างเงียบเชียบ ด้านนอกสายลมเริ่มพัดกระหน่ำขึ้นมาอีกครั้ง
อาเหมยเขินจนใบหน้าแดงก่ำ เซี่ยจิ่งหลานกำลังมองนาง ดวงตาเรียวยาวได้รูปพลันมืดลึกขึ้นในชั่วขณะ แตกต่างจากภาพลักษณ์อ่อนโยนดุจหยกที่เป็นอยู่ในยามปกติโดยสิ้นเชิง ราวกับสัตว์นักล่าตัวใหญ่ที่กำลังจ้องมองเหยื่อของตน
ในระยะใกล้เพียงนี้ เขาได้กลิ่นหอมอ่อนจางจากร่างของอาเหมย แม้แต่ไฝแดงตรงลำคอก็ดูชวนยั่วยวนอย่างบอกไม่ถูก
ดวงตาคู่งามที่สดใสมีชีวิตชีวาคู่นั้น ภายใต้แสงเทียนยิ่งดูเป็นประกาย นางจ้องมองเขาไม่วางตา ราวกับไม่ว่าเขาจะทำอะไร นางก็ยินยอมทั้งนั้น
สตรีผู้นี้... ช่างไม่รู้จักอายเสียจริง!
นางรีบร้อนถึงเพียงนี้เชียวหรือ หากคนที่นางช่วยไว้ไม่ใช่เขา นางจะทำเช่นนี้กับบุรุษคนอื่นด้วยหรือไม่?
หรือแท้จริงแล้ว นางชอบให้ผู้อื่นหยอกล้อ รังแก? นางรู้หรือไม่ว่าการเชื้อเชิญบุรุษเช่นนี้ จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง!
นางคงถูกรังแกจนร้องไห้ออกมาแน่ ไม่สิ... อาจพูดอะไรไม่ออกด้วยซ้ำ ริมฝีปากจะถูกปิดกั้นไว้ ได้แต่หลั่งน้ำตาเงียบๆ ส่วนเอวอ่อนนุ่มนั้นก็คงถูกบีบไว้แน่น
เดี๋ยวก่อน... เขากำลังคิดอะไรอยู่?
ก็แค่หญิงฆ่าหมูคนหนึ่ง ใช้กลอุบายยั่วยวนอันตื้นเขินเพียงนี้ เขาจะหลงกลได้อย่างไร!
พอตระหนักได้ว่าตนเองเมื่อครู่กำลังคิดอะไรอยู่ สีหน้าของเซี่ยจิ่งหลานก็พลันมืดทะมึนลง ยังดีที่ภายในห้องมืดสลัว อาเหมยจึงไม่ได้สังเกตเห็น
อาเหมยเพียงรู้สึกว่าสายตาอันตรายที่จับจ้องนางอยู่เมื่อครู่ได้ละไปแล้ว นางมองสีหน้าของเซี่ยจิ่งหลานไม่ชัด เห็นเพียงว่าเขานั่งเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอนกายลงนอน
เมื่อเป่าเทียนดับ ภายในห้องก็มืดสนิท เหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของทั้งสองคน บรรยากาศคลุมเครือบางอย่างค่อยๆ แผ่กระจายอยู่ในความเงียบงันนั้น
อาเหมยเคยนอนกับบิดามารดาเพียงตอนยังเด็ก หลังจากนั้น ไม่ว่าจะเป็นคืนที่พายุหิมะโหมกระหน่ำ หรือสายลมหนาวพัดรุนแรงเพียงใด ต่อให้เรือนใกล้พังถล่ม นางก็ได้แต่ขดตัวอยู่กับแพะด้วยความหวาดกลัว ไม่เคยมีใครอยู่เป็นเพื่อนนางอีกเลย
แต่ตอนนี้เซี่ยจิ่งหลานกำลังนอนอยู่ข้างกายนาง แม้ด้านนอกจะมีเสียงลมหนาวคำรามไม่หยุด แต่นางกลับรู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
ในสายตาของอาเหมย เซี่ยจิ่งหลานเป็นบุรุษที่อ่อนโยน น่าเชื่อถือ และเป็นคุณชายผู้สุภาพไร้พิษภัย
อาเหมยขยับผ้าห่มเข้าหาตัวเล็กน้อย ครั้นพลิกกาย ก็อาศัยแสงจันทร์มองเห็นใบหน้าด้านข้างอันหล่อเหลาของเซี่ยจิ่งหลานรางๆ เขานอนอย่างสำรวมเรียบร้อย ท่าทางดูดีแม้ยามหลับใหล
“สือชี พวกเราคุยกันเถอะ อีกไม่กี่วันข้าจะเข้าเมืองไปซื้อฝ้าย พอตัดเสื้อกันหนาวเสร็จแล้ว ข้ายังอยากทำผ้าห่มผืนใหม่อีกผืนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเงินจะพอหรือไม่”
ดินแดนเหนือทั้งแห้งแล้งและหนาวเหน็บ ทว่าในเวลานี้ กลับมีลมหายใจอุ่นชื้นแผ่วเบารินรดอยู่ตรงลำคอของเซี่ยจิ่งหลาน
อาเหมยพูดอะไรอยู่ เซี่ยจิ่งหลานแทบไม่ได้ยินเลยด้วยซ้ำ
ระยะห่างใกล้กันเกินไปแล้ว การกระทำที่ล้ำเส้นเช่นนี้ทำให้ลำคอของเขาชาวาบขึ้นมาทันที ภายใต้ความมืดที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น ผิวขาวซีดของเขาแดงลามจากใบหูลงมาถึงลำคอ ความชาวาบนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นกระแสอุ่นร้อนที่ไหลซ่านลงไปทั่วร่าง
เซี่ยจิ่งหลานทนต่อไปไม่ไหว เขารีบดึงผ้าห่มของอาเหมยขึ้นมาห่อร่างนางให้แน่น ก่อนจับให้นางหันหน้าเข้าหากำแพง แล้วเอ่ยเสียงเย็นว่า
“นอนเสีย”
จู่ๆ ก็ถูกจับหันตัว อาเหมยจึงงุนงงอยู่บ้าง แต่พอนึกได้ว่าวันนี้สือชีช่วยนางทำงานไปมากมาย เขาคงเหนื่อยแล้วจริงๆ นางจึงไม่ควรรบกวนให้เขาต้องอดนอน
“เช่นนั้นข้านอนแล้วนะ สือชี”
คนด้านหลังไม่ตอบอะไร อาเหมยเหนื่อยมาทั้งวัน พอร่างกายอ่อนล้า จึงหลับไปอย่างรวดเร็ว
เซี่ยจิ่งหลานที่นอนอยู่ด้านหลังยังคงหลับตา แต่กลับไม่มีความง่วงเลยแม้แต่น้อย เสียงลมหายใจของคนข้างกายดังชัดอยู่ข้างหู โดยเฉพาะสำหรับผู้ฝึกวรยุทธ์ที่ประสาทสัมผัสเฉียบไว ข้อเสียก็อยู่ตรงนี้เอง
แม้แต่ก่อนนอนยังต้องเอ่ยบอกเขา นางใส่ใจเขาถึงเพียงนี้ ถึงขั้นต้องเป็นเขาเท่านั้นเลยหรือ?
แต่ฐานะของพวกเขาแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน อย่างไรเขาก็ไม่มีวันตอบรับความรู้สึกของนางเด็ดขาด
ท่ามกลางเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนข้างกาย เซี่ยจิ่งหลานไม่รู้ว่าตนเองเผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อใด
เช้าวันรุ่งขึ้น ตอนอาเหมยตื่นขึ้นมา ผ้าห่มข้างกายก็ไร้ไออุ่นไปนานแล้ว
พอเดินออกจากห้อง ก็เห็นเซี่ยจิ่งหลานกำลังเลื่อยไม้อยู่ อาเหมยเห็นแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ หลังล้างหน้าเรียบร้อย นางก็รีบเข้าไปช่วยเขาทันที
แต่เมื่อเซี่ยจิ่งหลานหันกลับมา แล้วพบว่าท่อนไม้ที่ตนตื่นแต่เช้าไปแบกกลับมา ถูกโยนเข้าเตาเผาถ่านเรียบร้อยแล้ว สีหน้าของเขาก็ดำทะมึนยิ่งกว่าถ่านอยู่ชั่วขณะหนึ่ง
“เจ้ากำลังทำอะไร?”
หน้ากากอ่อนโยนของเขาแทบประคองไว้ไม่อยู่ เอ่ยถามออกมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“ก็เผาถ่านน่ะสิ”
อาเหมยหันกลับมายิ้มให้เขา
“คราวหน้าไม่ต้องตื่นเช้ามาช่วยข้าหรอก พวกเราไปตัดฟืนด้วยกันก็ได้”
ใครจะอยากเผาถ่าน? ใครจะเผาถ่านบ้าบอนี่กัน!
นั่นคือไม้เนื้อแข็งที่เขาเดินไปหาไกลมาก ตั้งใจเอามาทำเตียงใหม่ต่างหาก!
เพราะรถเข็นล้อเดียวขนกลับมาไม่ได้ เขาจึงต้องแบกกลับมาด้วยตัวเอง จนขาที่อาการยังไม่หายดีเริ่มปวดหนึบขึ้นมาอีกครั้ง
นางต้องตั้งใจแน่ๆ จงใจแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทั้งที่จริงไม่อยากให้เขาทำเตียงใหม่ จะได้มีข้ออ้างนอนเตียงเดียวกับเขาต่อ แล้วค่อยฉวยโอกาสยั่วยวนเขา
เซี่ยจิ่งหลานหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันเอ่ยออกมาช้าๆ ทีละคำ
“ดี... มาก”
มื้อเช้าเป็นน้ำแกงปลากับหมั่นโถว หลังจากกินเสร็จ อาเหมยก็นำเงินที่ได้มาเมื่อวานออกมานับอีกครั้งอย่างมีความสุข
รวมแล้วมีเงินสี่ตำลึง กับเหรียญทองแดงอีกสองร้อยสามสิบเหรียญ
ารแลกเหรียญทองแดงเป็นเงินตำลึงต้องเสียส่วนต่าง อาเหมยยากจน จึงเสียดายจนไม่ค่อยยอมเอาไปแลก เพราะที่ผ่านมา นางแทบไม่เคยเก็บเงินเป็นตำลึงไว้เลย ยิ่งไม่กล้าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย
แต่บางเรื่องก็ประหยัดไม่ได้
“ไปหาช่างไม้หรือ?”
“ใช่แล้ว” อาเหมยอธิบาย “เตียงต้องให้ช่างไม้ทำ ไม่เช่นนั้นจะพังง่ายมาก”
เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ แววตาของเซี่ยจิ่งหลานก็ไหววูบเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ ก่อนจะกลับไปมีท่าทีอ่อนโยนตามปกติ
“ให้อาเหมยตัดสินใจก็พอ”
อาเหมยไปหาช่างไม้เฒ่าในหมู่บ้าน แน่นอนว่าก่อนปีใหม่คงทำไม่ทัน แต่นางก็ไม่ได้รีบร้อน เพียงกำชับให้ช่วยทำดีๆ ก็พอ
หลายวันต่อจากนั้น ทั้งสองยังคงตัดฟืนเผาถ่านเช่นเดิม
กระทั่งสามวันก่อนวันสิ้นปี อาเหมยจึงมัดถ่านที่สะสมไว้จนเต็มรถเข็น เตรียมเข้าเมืองไปขาย แล้วซื้อของสำหรับฉลองปีใหม่กลับมา
“เจ้าช่วยดูเตาให้หน่อยนะ ข้างในยังมีถ่านอีกเตาหนึ่ง วันนี้ข้าจะเข้าเมืองไปขายถ่าน แล้วก็ซื้อของสำหรับปีใหม่กลับมาด้วย”
อีกเพียงสามวันก็จะถึงคืนส่งท้ายปีเก่าแล้ว อาเหมยนับเรื่องที่ต้องทำในวันนี้ไปพลาง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
เซี่ยจิ่งหลานไม่เข้าใจเลยว่า ชีวิตที่ยากจนถึงเพียงนี้มีอะไรให้น่ายินดีนัก
ทุกปีตอนอยู่เมืองหลวง ช่วงเวลาเช่นนี้จะมีงานชุมนุมของชนชั้นสูงไม่ขาดสาย ทั้งงานชมหิมะ งานเลี้ยงร่ำสุรา ปิ่นหยกที่เขาสวมในแต่ละวันไม่เคยซ้ำกัน แม้แต่ม้าชั้นดีที่ใช้ลากรถก็ยังเปลี่ยนได้ตามใจชอบ
ทองคำและหยกเป็นเพียงของธรรมดาที่สุดในคลังส่วนตัวของเขา แม้แต่ผ้าแพรเนื้อบางล้ำค่าที่ภายนอกหาซื้อได้ยากยิ่ง ในจวนของเขากลับถูกพับเก็บไว้ในหีบอย่างไม่ใคร่มีผู้สนใจ
ยามอยู่ในเมืองหลวง เขามีบ่าวไพร่คอยปรนนิบัตินับไม่ถ้วน ใช้ชีวิตท่ามกลางความหรูหราฟุ่มเฟือย ฟังบทเพลงชั้นสูง ชื่นชมภาพหิมะขาวตัดกับดอกเหมยแดง
นั่นคือความมั่งคั่งหรูหราที่ชาวบ้านในดินแดนชายแดนเช่นนี้ ต่อให้ดิ้นรนทั้งชีวิตก็คงไม่มีวันจินตนาการถึง
แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาเปี่ยมความสุขของอาเหมย เขากลับรู้สึกว่าทุกสิ่งเหล่านั้นช่างไร้ความหมายเหลือเกิน ก็เป็นเพียงความหรูหราฉาบฉวยเท่านั้น
“ข้าอุ่นอาหารไว้ให้เจ้าในหม้อแล้ว หากตอนเที่ยงหิวก็กินได้เลย”
เสียงของอาเหมยดึงสติของเซี่ยจิ่งหลานกลับมา เขามองร่างเล็กผอมบางของนางที่กำลังเข็นรถถ่านเต็มคันออกจากลานเรือนไป
สำหรับอาเหมย การเข็นถ่านไม่ได้ถือเป็นงานหนักอะไรนัก นางอ้อมไปที่เรือนช่างไม้ก่อน จ่ายเงินมัดจำและคุยเรื่องทำเตียงใหม่
แต่ใกล้ถึงปีใหม่เช่นนี้ อย่างไรก็คงต้องรอหลังปีใหม่ถึงจะทำเสร็จ อาเหมยรู้อยู่แล้ว จึงไม่ได้แปลกใจ หลังตกลงกับช่างไม้เรียบร้อย นางก็เข็นรถถ่านเข้าเมืองต่อ
เพราะบทเรียนจากเมื่อวาน วันนี้นางจึงพันผ้าปิดศีรษะและใบหน้าไว้แน่น เหลือเพียงดวงตาสดใสมีชีวิตชีวาคู่นั้นที่เผยอยู่ด้านนอก
ฤดูหนาวทางแดนเหนือมีลมทรายพัดแรง ผู้คนแต่งกายเช่นนี้กันไม่น้อย แต่บรรยากาศในเมืองวันนี้กลับแตกต่างจากปกติอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างมีสีหน้ายินดี แม้แต่ถ่านของอาเหมยก็ขายได้ง่ายขึ้นไม่น้อย
หลังลองสอบถามดู นางจึงได้รู้สาเหตุจากท่านป้าคนหนึ่งที่มาซื้อถ่าน
“ท่านแม่ทัพเว่ยเพิ่งได้รับชัยชนะ พวกคนเถื่อนถูกตีจนแตกพ่ายหนีกลับรัง ปีนี้พวกเราคงได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสงบเสียที!”
ด่านเจียอวี้กวนอยู่ไม่ไกลจากเหลียงโจว เมื่อฝั่งนั้นเกิดศึกสงคราม ชาวบ้านทางนี้ก็พลอยใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงไปด้วย
“ดีจริงๆ! ท่านแม่ทัพเว่ยสมกับที่เก่งกาจนัก!”
อาเหมยเองก็ดีใจมาก ใกล้ถึงปีใหม่แล้ว ข่าวที่ได้ยินล้วนเป็นเรื่องน่ายินดีทั้งสิ้น นางยกถ่านที่เหลืออีกเล็กน้อยให้ท่านป้าผู้นั้น ก่อนเข็นรถไปซื้อของต่อ
พอมีเงินติดตัว อาเหมยก็ใจกว้างขึ้น ซื้อฝ้ายมาถึงสิบห้าชั่ง ทั้งยังซื้อผ้าฝ้ายเนื้อละเอียดสีขาวนวลมาอีกหนึ่งพับ เงินในมือหายไปกว่าครึ่งในพริบตา แต่เมื่อมองผ้าในมือ อาเหมยก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
ปกตินางไม่เคยสวมสีสว่างเช่นนี้ เพราะเปื้อนง่ายเกินไป แต่รู้สึกว่าสือชีต้องเหมาะกับสีนี้มากแน่ๆ ถึงตอนนั้นนางจะตัดให้ตัวเองอีกชุดหนึ่ง ให้ทั้งสองได้สวมเสื้อสีเดียวกัน
เพียงคิดเช่นนี้ ภายในใจก็เหมือนมีไออุ่นไหลผ่านขึ้นมา ไม่ว่าอย่างไร นางก็ต้องรีบตัดชุดใหม่ให้เสร็จก่อนคืนส่งท้ายปีเก่าให้ได้!
หลังออกจากร้านผ้า อาเหมยก็ไปร้านขายธัญพืช ซื้อของแห้งอย่างพวกผลไม้แห้งที่ปกติไม่ค่อยกล้าซื้อ จากนั้นจึงไปที่ร้านเนื้อ ซื้อหมูสามชั้นติดมันมาชิ้นใหญ่ ตั้งใจจะทำหมูสามชั้นพะโล้ในคืนส่งท้ายปีเก่า
ขณะที่อาเหมยกำลังจมอยู่กับความยินดีที่จะได้ฉลองปีใหม่กับสือชี ที่เรือนกลับมีแขกไม่ได้รับเชิญมาถึงอย่างเงียบเชียบ
“ซื่อจื่อ ข้าน้อยมาช่วยเหลือช้าเกินไป ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
ตอนนั้นเซี่ยจิ่งหลานกำลังยืนให้อาหารแพะอยู่หน้าคอก เขาพับแขนเสื้ออย่างคล่องแคล่ว มือหนึ่งถือกะละมัง ก่อนเทหญ้าลงในรางอาหาร
แพะร้อง “แบ๊ะๆ” อยู่สองที ระหว่างกินยังเอาหัวมาถูเขาอีกด้วย ส่วนเซี่ยจิ่งหลานก็ดูเหมือนไม่ได้รังเกียจ ทั้งยังยกมือขึ้นลูบขนแพะนุ่มๆ อยู่สองครั้ง
หมิงเฟิงตามรอยสัญลักษณ์ลับมาตลอดทาง และมาถึงในจังหวะนี้พอดี
องครักษ์ลับผู้มีสีหน้าเย็นชาสบตาเข้ากับนายของตนที่กำลังยืนให้อาหารแพะอยู่ตรงหน้า
เมื่อเห็นซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์และพิถีพิถันมาโดยตลอด บัดนี้กลับสวมเสื้อผ้าป่านหยาบยืนให้อาหารแพะอยู่ หมิงเฟิงก็ถึงกับรูม่านตาสั่นไหว
ปกติเขาเป็นคนสีหน้าเรียบเฉย จนแทบไม่มีใครดูออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่เซี่ยจิ่งหลานเป็นนายของเขา หาใช่คนอื่นไม่
เซี่ยจิ่งหลานแค่นหัวเราะเย็นชา หากมาช้ากว่านี้อีกหน่อย เขาคงได้เลี้ยงแพะเป็นสิบตัวแล้ว
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว ทางฝั่งเมืองหลวงเป็นอย่างไรบ้าง?”
ต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา เซี่ยจิ่งหลานกลับมาเป็นคนที่ไม่เผยอารมณ์ทางสีหน้าเช่นเดิม ดวงตาลึกล้ำเย็นเยียบคู่นั้นเพียงมองมาก็ทำให้ผู้คนเผลอเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
หมิงเฟิงรีบรายงานตามจริง
“หมิงเหอนำหลักฐานเข้าถวายฝ่าบาทแล้ว ฝ่าบาทกริ้วยิ่งนัก จึงมีพระบัญชาให้เผยซ่งจือนำกำลังมาควบคุมตัวฟางรุ่ยถงและพรรคพวกกลับเมืองหลวงเพื่อประหาร คาดว่าอีกไม่นานก็คงมาถึงขอรับ”
เผยซ่งจือเป็นคนของศาลต้าหลี่ ให้เขารับผิดชอบคดีสมคบศัตรูขายชาติย่อมไม่มีปัญหา เพียงแต่...
“แล้วเว่ยเจิงเล่า? เขาประจำอยู่ที่ด่านเจียอวี้กวนไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงยังต้องระดมกำลังจากที่อื่นมาอีก?”
เซี่ยจิ่งหลานสัมผัสได้ถึงความผิดปกติทันที สถานการณ์ในพื้นที่แห่งนี้ซับซ้อนนัก หากคิดจะกวาดล้างและยึดทรัพย์ ก็จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามโดยตรง
แต่ในเมื่อด้านหน้ามีกองทัพใหญ่หนึ่งแสนคนประจำการอยู่ที่ด่านเจียอวี้กวนแล้ว เพียงแบ่งกำลังมาส่วนหนึ่งก็เพียงพอ เหตุใดจึงยังต้องเคลื่อนทัพจากที่อื่นมาให้ยุ่งยากด้วย
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สีหน้าของหมิงเฟิงก็เคร่งเครียดขึ้นอีกหลายส่วน
“ก่อนหน้านี้กองทัพซีหรงยกพลกดดันชายแดน ท่านแม่ทัพเว่ยนำทัพต้านไว้ได้ ศึกครั้งนี้ถือว่าชนะอย่างงดงาม แต่หลังจากนั้น เขากลับนำทัพไล่ลึกเข้าไปในดินแดนซีหรง เพื่อตามล่าอ๋องแห่งซีหรง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมาขอรับ”
“เหตุใดเขาถึงได้หุนหันเพียงนี้!”
ข่าวเรื่องนี้ยังถูกปิดไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสก่อความวุ่นวาย
แต่เว่ยเจิงมีพรสวรรค์ด้านการนำทัพอย่างยิ่ง อีกทั้งยังมีความสุขุมเด็ดขาดไม่ต่างจากผู้เป็นปู่ พอใจเย็นลง เซี่ยจิ่งหลานก็ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะทำเรื่องหุนหันเช่นนี้ได้
“พวกเราไปด่านเจียอวี้กวนกัน” เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“แต่บาดแผลของท่าน...”
“ไม่เป็นไร”
เซี่ยจิ่งหลานก้าวเดินอย่างสงบนิ่ง ไหนเลยจะยังมีท่าทีขากะเผลกเช่นก่อนหน้า หมิงเฟิงกำลังจะก้าวตามไป กลับเห็นผู้เป็นนายหยุดฝีเท้าลง ก่อนเอ่ยถามว่า
“เจ้ามีเงินติดตัวหรือไม่?”
หมิงเฟิงได้ยินดังนั้นก็รีบล้วงค้นตามตัว ก่อนหยิบตั๋วแลกเงินห้าสิบตำลึงหนึ่งใบ กับเศษเงินอีกสิบกว่าตำลึงออกมา
เซี่ยจิ่งหลานมองด้วยสายตารังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
“มีแค่นี้หรือ?”
แม้แต่หนึ่งร้อยตำลึงยังรวบรวมไม่ได้ ซื่อจื่ออย่างเขาจะเอาออกไปให้คนอื่นได้อย่างไร
หมิงเฟิงเองก็จนปัญญา พวกองครักษ์ลับอย่างพวกเขาเดิมทีก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร อีกทั้งตอนถูกไล่ล่าก็หนีออกมาอย่างรีบร้อน ไม่มีเวลาหยิบสัมภาระติดตัวมาด้วย ตอนนี้ที่พักเดิมยังถูกเจ้าขุนนางสุนัขนั่นส่งคนล้อมไว้อีก
แต่จะให้เงินผู้มีพระคุณช่วยชีวิตแค่ห้าสิบตำลึง ซื่อจื่ออย่างเซี่ยจิ่งหลานชั่วชีวิตนี้ยังไม่เคยขายหน้าถึงเพียงนี้มาก่อน
หมิงเฟิงเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เรือนแห่งนี้เห็นได้ชัดว่ามีคนอาศัยอยู่ ผู้เป็นนายของเขาคงถูกใครสักคนช่วยเอาไว้
เพียงแต่ระหว่างที่เดินตามเซี่ยจิ่งหลานเข้าไปด้านใน สัญชาตญาณขององครักษ์ลับก็ทำให้เขากวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็ว
เสื้อผ้าที่ตากอยู่ในลานล้วนเป็นของสตรีอย่างชัดเจน แต่พอเดินเข้าไปในห้อง กลับพบว่าด้านในมีเตียงเพียงหลังเดียว ส่วนอีกห้องหนึ่งว่างเปล่า
รูม่านตาของหมิงเฟิงสั่นสะท้านอีกครั้ง ทว่าใบหน้ากลับยังไร้อารมณ์เช่นเดิม”
หลายวันที่ผ่านมา นายท่านของเขาแท้จริงแล้วกำลังพักฟื้นอยู่ในเรือนหญิงงามหอมกรุ่นเช่นนี้เองหรือ!
ในนิทานมักเขียนกันว่าอ๋องผู้ตกยากได้รับการช่วยเหลือจากท่านหมอสาว ตอนนี้ซื่อจื่อของพวกเขาก็ดูเหมือนจะเจอเข้าเต็มๆ ไม่เพียงรอดชีวิตจากเคราะห์ใหญ่ ยังอาจได้ซื่อจื่อเฟยกลับไปอีกคน
หากคุณหนูสูงศักดิ์ในเมืองหลวงรู้เข้า คงได้คลุ้มคลั่งกันแน่
ภายใต้ใบหน้าไร้อารมณ์ของหมิงเฟิง คือความคิดฟุ้งซ่านมากมายที่แล่นวุ่นอยู่เต็มหัว
